









ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายการเปิดบ้านพิษณุโลก วันนี้ (16 มิ.ย.) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้ขอความร่วมมือกลุ่มผู้ชุมนุมให้ดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย และหันกลับมาช่วยบริหารบ้านเมือง เพราะบ้านเมืองบอบช้ำมามากแล้ว อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตราบใดที่กลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่เคลื่อนย้ายหรือบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการหรือทำสิ่งวุ่นวายต่างๆ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพิจารณาคดีสำคัญต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ทางออกที่ดีคือการชี้แจงทำความเข้าใจกัน มองที่เหตุแห่งปัญหา ในส่วนตัวไม่ได้รู้สึกหนักใจ เพราะเชื่อในวิจารณญาณของประชาชน อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีขอให้ประชาชนอย่าเชื่อข่าวลือต่างๆ ขอให้ฟังข้อมูลข่าวสารจากสื่อของรัฐบาลเท่านั้น
ส่วนข่าวลือที่ระบุว่าจะมีการลอบสังหาร นายกรัฐมนตรีระบุว่าไม่กลัวตาย เพราะอายุมากแล้ว แต่ในส่วนตัวยังไม่เคยได้ยินข่าวนี้ และให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยดำเนินการตามที่เห็นสมควร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้สื่อต่างประเทศรวมทั้งสำนักข่าวเอเอฟพี และบีบีซี ต่างให้ความสนใจสถานการณ์การเมืองในประเทศไทย กรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้แพร่ภาพและเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านทางเทเลคอนเฟอร์เรนซ์ จากประเทศอังกฤษ มายังท้องสนามหลวง เมื่อคืนวานนี้ (15 มิ.ย.) โดยได้นำเสนอข่าวดังกล่าว ระบุว่าการปราศรัยครั้งนี้ไม่ใช่การปราศรัยสดตามที่กลุ่มผู้จัดการชุมนุมกล่าวอ้างไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ระบุว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและถูกกลั่นแกล้งทั้งในเรื่องของการยุบพรรคไทยรักไทยและการถูกอายัดทรัพย์สิน ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งโดยเร็วเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน พร้อมกับประกาศจะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม
ทางด้านรัฐบาลไทยไม่ได้ขัดขวางการปราศรัยแต่อย่างใด โดยให้คำมั่นก่อนหน้านี้ว่า จะไม่ระงับสัญญาณการถ่ายทอดผ่านระบบดาวเทียม แต่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 900 นายไปสังเกตการณ์บริเวณที่มีการชุมนุม ซึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำไม่ให้กองกำลังรักษาความมั่นคงพกพาอาวุธ ส่วนผู้จัดการชุมนุมยืนยันจะจัดการชุมนุมอีกครั้งในวันนี้ (16 มิ.ย.)
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแผนการรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมในวันนี้ รายงานข่าวระบุว่า ตำรวจเตรียมกำลัง 2,250 นาย และสายสืบอีก 300 นาย เพื่อดูแลความเรียบร้อยการชุมนุม โดยกำลังทั้งหมดมาจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ภาค 1-2 และ 7 โดยมี พล.ต.ท.อดิศร นนทรีย์ ผบช.น. เป็นผู้อำนวยการควบคุมสถานการณ์ โดยเจ้าหน้าที่จะใช้แผนการรักษาความสงบ "กรกฎ 48" มุ่งเน้นการก่อความไม่สงบ 3 สถานการณ์ คือ 1.การก่อวินาศกรรม เหตุระเบิดหรือใช้อาวุธเคมีชีวภาพ 2.ยึดสถานที่ยานพาหนะหรือตัวประกัน 3.ชุมนุมเรียกร้องเกินกว่าขอบเขตเสรีภาพที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
แผนนี้ มีวิธีปฏิบัติแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นเตรียมการก่อนเกิดเหตุ จะมีการดำเนินการด้านการข่าว จัดเตรียมกำลังประกอบกำลังของหน่วยต่างๆ โดยจัดทำแผนการปฏิบัติเฉพาะกรณีรวมทั้งตั้งศูนย์ปฏิบัติการและจัดเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ขั้นที่ 2 การป้องกันขณะเกิดเหตุหมายถึงมีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นแล้วหน่วยงานที่รับผิดชอบจะจัดกำลังเข้าระงับเหตุ รวมทั้งรักษาความปลอดภัย สถานที่และบุคคลสำคัญ โดยใช้การเจรจาต่อรองและการประชาสัมพันธ์หรือจิตวิทยามวลชนคลี่คลายสถานการณ์ และให้พิจารณาใช้มวลชนฝ่ายตำรวจสนับสนุนการข่าวและการปฏิบัติ
ขั้นตอนที่ 3 การปราบปราม จะใช้เมื่อการเจรจาต่อรองหรือการปฏิบัติงานไม่ได้ผล สถานการณ์รุนแรงมากขึ้นหรือกระทำผิดกฎหมายชัดเจน จะดำเนินการโดยให้ผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์พิจารณาใช้กำลังแก้ไขสถานการณ์ หากยังไม่สามารถคลี่คลายได้ให้รายงานศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) และมีความเห็นให้รัฐบาลพิจารณาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังจากรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วสถานการณ์ไม่ดีขึ้นและมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศก็ให้รายงานให้รัฐบาลประกาศกฎอัยการศึกเพื่อปราบปรามขั้นเด็ดขาดโดยการปฏิบัติในขั้นนี้ฝ่ายทหารจะรับผิดชอบในการสั่งการและให้กำลังพลฝ่ายตำรวจขึ้นการควบคุมทางยุทธการฝ่ายทหาร และกรณีที่เกิดการชุมนุมผิดกฎหมาย เช่นปิดถนน ทำลายทรัพย์สิน นอกจากใช้กำลังดำเนินการตามยุทธวิธีของตำรวจ และดำเนินการตามกฎหมายแล้ว และจะต้องมีการบันทึกภาพเหตุการณ์การชุมนุมและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ไว้ทุกขั้นตอน ตลอดจนการบันทึกการประทำผิดกฎหมายต่างๆ เพื่อดำเนินคดีภายหลังเหตุการณ์สงบ
ขั้นที่ 4 ขั้นการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุก็ให้ดำเนินการคลี่คลายสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการฟื้นฟูบูรณะทรัพย์สินบรรเทาสาธารณะภัยรวมทั้งสอบสวนดำเนินคดีผู้ที่ทำความผิดและให้ ศปก.ที่รับผิดชอบรายงานสรุปผลการปฏิบัติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผ่าน ศปก.ตร.ทราบ
ข้อมูลและภาพประกอบจาก
![]()









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |








|