












เปิดประตูแม่สาย สู่เชียงตุง ตองยี อินเล
การเปิดประตูเพื่อเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านด้านอินโดจีนที่ก่อให้เกิด ผลพวงด้านการท่องเที่ยวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดูเหมือนในส่วนของ สหภาพพม่า หรือ เมียนมาร์ จะถูกจัดลำดับความสำคัญให้อยู่ในระดับรั้งท้าย เมื่อเทียบกับ สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
ทั้งที่แผ่นดินพม่าล้วนดาร ดาษไปด้วยทรัพยากรทางการท่องเที่ยวในทุก ๆ ด้าน และยังมีเอก ลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง
เหตุผลสำคัญที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากการคิดวางแผน หรือสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเข้าไปยังดินแดนดังกล่าว ต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญที่ขวางหน้าอยู่ นั่นคือความไม่แน่นอน ในเรื่องการเมืองภายในประเทศ อันอาจส่งผลกระทบต่อการอำนวยความ สะดวกด้านการท่องเที่ยว
ทุกวันนี้ถึงเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ขนาดไหน แต่พม่าเองก็ มิได้หยุดนิ่งที่จะบอกกับชาวโลกว่า ดินแดนแห่งพุทธศาสนาที่มีโบราณสถานอันทรงคุณค่าอร่ามตาหลายแห่ง กับดินแดนที่มากด้วยวัฒนธรรม อันสูงส่ง นับได้กับอายุของราชอาณา จักรอันยืนยาวนั้น ได้เปิดแย้มออกรับนักท่องเที่ยวแล้วอย่างสมภาคภูมิ
จากผลของการค่อย ๆ สร้าง แรงกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวอย่างไม่ รีบเร่ง ปัจจุบันถึงได้มีนักท่องเที่ยวจากซีกโลกตะวันตก โดยเฉพาะจากสหราชอาณาจักร ที่เคยรุกรานเสรีภาพ ดินแดนนี้มาก่อน รวมถึงเยอรมนี กลุ่มสแกนดิเนเวีย ฯลฯ ได้เริ่มตั้งเข็มทิศมุ่งหน้าตรงมายังแผ่นดินแห่งนี้กันอย่างตั้งใจ
เส้นทางท่องเที่ยวที่ถูกนำมาใช้กันมากที่สุด และได้รับความนิยมสูงสุดในขณะนี้คือ ย่างกุ้ง กับ พระเจดีย์ทองอันเหลืองอร่ามนาม ชะเวดากอง มรดกล้ำค่าที่ชาวพม่าหวงแหนและภูมิใจสูงสุด นอกจากนี้ ยังเริ่มมีการกระจายตัวเข้าไปสู่ อาณา จักรพุกาม ที่มากมีไปด้วยปูชนียสถาน อันเก่าแก่นับพัน รวมถึง มัณฑะเลย์ ที่กำลังถูกเหน็บเป็นจุดขายในโครงข่ายของเมืองใหญ่ไปแล้ว
มามองดินแดนทางด้านใต้ของพม่าที่ประเทศไทยได้นำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย มาเป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่กลุ่มประเทศอินโดจีน ซึ่งแต่ก่อนเราปรุงแต่งเสน่ห์ของเมือง 4 เชียง ขึ้นมา คือโยง เชียงราย-ไทย ไปยังเชียงของ-สปป.ลาว เชียงตุง-พม่า และสุดท้ายคือ เชียงรุ้ง ของจีน
วันนี้อยากจะบอกเหลือเกินว่าจุดขายทั้ง 4 เชียง อาจเป็นของใหม่และดูแปลกก็เมื่อช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเสียแล้ว ??
เนื่องจากขณะนี้สหภาพพม่า ไม่ได้หยุดนิ่งให้ไทยขยับตัวเพื่อใช้ความได้เปรียบในการเป็นจุดศูนย์กลางเพื่อขายการท่องเที่ยวเช่นที่ผ่านมาเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ได้พัฒนาและส่งเสริม เขมรัฐนครเชียงตุง เมืองที่เคยมีประวัติศาสตร์ผูกพันกับสยามประเทศ ให้เป็นเมือง ท่องเที่ยว
ในฐานะเมืองหลวงทางฝั่งใต้ของรัฐฉาน และสร้างจุดเด่นด้วยความเป็นเมืองแห่ง 3 จอม 9 หนอง 12 ประตู ซึ่งล้วนผูกพันในเรื่องของศิลปวัฒนธรรมและประเพณี อันโดดเด่น และจุดเด่นของเชียงตุงคืออยู่ห่างจากชายแดนแม่สายบ้านเราเพียง 139 กิโลเมตร ใช้เวลาเดิน ทางโดยรถยนต์เพียง 3 ชั่วโมง
หลังจากสร้างเมืองเชียงตุงให้มีความน่าสนใจ พม่ายังหวังจะสร้างสนามแม่เหล็กเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากฝั่งแม่สายเข้าไปสู่จุดหมายใหม่ เชื่อมต่อกับเชียงตุงอีกจุดหนึ่ง นั่นคือ เมืองตองยี เมืองหลวงฝั่งตะวันออกของรัฐฉาน ที่มีลักษณะภูมิประเทศชวนให้สนใจ ตรงที่ตั้งอยู่ในโอบล้อมแห่งหุบเขา สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร
การเดินทางระหว่างเชียงตุงสู่ตองยีถึงจะมีเส้นทางตัดผ่านสู่กัน แต่เนื่องจากต้องผ่านภูเขาสูงตลอดทาง ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานถึง 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย จึงมีการเปิดเส้นทางการบินจากเชียงตุงถึงสนามบินเฮโฮ ของตองยี ใช้เวลาบินเพียง 50 นาที หรือจะเลือกบินระหว่างสนามบินจากจังหวัด ท่าขี้เหล็ก ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชายแดน แม่สายก็ได้ ใช้เวลาการบินพอ ๆ กัน
ภาพรวมของเมืองตองยี ถือเป็นเมืองพาณิชย์ที่ยังมีสถาปัตยกรรม ยุโรปจากอิทธิพลอังกฤษสมัยครอบครองหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ส่วนที่ถือว่าเป็นสินค้าสำคัญทางการท่องเที่ยวได้แก่ ทะเลสาบน้ำจืดอินเล ซึ่งเป็น ทะเลสาบขนาดใหญ่
มีอาณาบริเวณถึง 158 ตารางกิโลเมตร อยู่กลางเทือกเขาตองยี มีระดับน้ำสูงเฉลี่ย 6-12 เมตรตลอดทั้งปี ด้วยความอุดมสมบูรณ์ส่งผลให้บริเวณดังกล่าว กลายเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวอินตา ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยสืบทอดกัน มาหลายชั่วอายุคน
ชนเผ่าอินตานับถือพุทธศาสนาเป็นชีวิตจิตใจ จึงไม่แปลกที่จะเห็นวัดและเจดีย์โดดเด่นเป็นสง่าอยู่ตามหมู่บ้านกลางน้ำกว่า 200 แห่ง ที่สำคัญอินตาเป็นเผ่าที่ดำเนิน ชีวิตตามแบบอย่างของตัวเองด้วยการทำประมง และเกษตรกรรมโดย ไม่คำนึงว่าจะมีแผ่นดินทำกินหรือไม่ เพราะเขาใช้ผืนน้ำปลูกสร้างเป็น สวนเกษตรลอยน้ำ ปลูกมะเขือเทศสร้างผลผลิตส่งขายหล่อเลี้ยงชาว พม่าได้ทั้งประเทศ
วันนี้ทะเลสาบอินเลกลาย เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวตะวันตก จึงเป็นผลพวงให้คนท้องถิ่นจำนวนหนึ่งเริ่มหันมาจับอาชีพทำเรือยนต์รับจ้างบริการนักท่องเที่ยวทั่วท้องน้ำ ในขณะเดียวกัน ก็เกิดการลงทุนด้านธุรกิจโรงแรม ที่พักระดับหรูขึ้นอย่างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมกลางลำน้ำ
โดยชาวอินตาระลึกอยู่เสมอว่าคนต่างถิ่นที่เดินทางไปถึงนั้น คือผู้หยิบยื่นผลประโยชน์ในการดำรงชีพให้ ทุกคนจึงพร้อมใจกันเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับ พร้อมสัญญาด้วยว่าจะไม่คดโกง เอารัดเอาเปรียบใครโดยเด็ดขาด
ข้อมูลจาก








| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |
















|