









ภายหลังจากที่ นายกัณฑ์พิทักษ์ หรือ หมูแฮม ปัจฉิมสวัสดิ์ อายุ 20 ปี บุตรชายของ นางสาวิณี ปัจฉิมสวัสดิ์ (ปะการะนัง) นางสาวไทยปี 2527 และอดีตดารานักแสดงรุ่นเก๋า ขับรถเฉี่ยวชนกับรถโดยสารประจำทางปรับอากาศร่วมบริการสาย 513 จนเรื่องกับโชเฟอร์รถเมล์ แล้วจู่ๆ ก็ขับรถพุ่งชนผู้โดยสารที่รอเปลี่ยนรถอยู่ ทำให้นางสายชล หลวงแสง อายุ 42 ปี ผู้เสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นที่พูดถึงนั้น
ล่าสุดทีมงานกระปุกดอทคอมบังเอิญได้มีโอกาสอ่านบทสัมภาษณ์ของ คุณเอ๋-สาวิณี ปัจฉิมสวัสดิ์ นางสาวไทยปี 2527 จากนิตยสารแพรว ในฐานะของแม่ที่พูดถึงลูก ซึ่งเห็นว่าน่าสนใจจึงหยิบเอามาฝากค่ะ...
บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร "แพรว"
จากภาพภายนอก ใครๆ ต่างก็มองว่า คุณเอ๋-สาวิณี ปัจฉิมสวัสดิ์ มีชีวิตครอบครัวที่น่าอิจฉา มีสามีดี มีลูกชายลูกสาวน่ารักถึงสามคน แต่เบื้องหลังภาพความสุขเหล่านั้น มีใครเคยรู้บ้างว่า เธอมีความทุกข์ใจบางอย่างซ่อนอยู่
หมูแฮม - ลูกชายคนโตเคยชักรุนแรงสองครั้งจนทำให้มีอาการเป็นไฮเปอร์เล็กน้อย สแปม - ลูกสาวคนที่สองขณะนี้อายุ 8 ขวบแล้ว แต่เธอยังพูดไม่ได้ ส่วนน้องแบมบี้ - ลูกสาวคนเล็ก ต้องผ่าตัดหัวใจรั่วตั้งแต่อายุได้เดือนครึ่ง
แต่พระเจ้าก็มิได้ใจร้ายกับเธอเสมอไป เพราะปัจจุบันอาการของหมูแฮมกับน้องแบมบี้หายเป็นปรกติดีแล้ว คงเหลือแต่น้องสแปมที่ยังต้องต่อสู้กับโรคนี้ต่อไป โดยที่มีคุณแม่คนนี้คอยดูแลอย่างใกล้ชิด
หมูแฮมเคยชักสองครั้ง เขาชักเพราะไข้ขึ้นสูงทำให้เขาเป็นเด็กค่อนข้างเล่นแรง อยู่เฉยไม่ได้เป็นไฮเปอร์นิดหน่อย คือเล่นได้ทั้งวันทั้งคืน แต่ตอนนี้โตแล้วเขาลดลงมาก น้องแบมบี้ตอนที่เกิดมามีรูรั่วในหัวใจสองที่และเส้นเลือดที่คอ ซึ่งเส้นเลือดนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ส่งไปเลี้ยงร่างกาย ต้องไปผ่าตัดหัวใจที่ออสเตรเลียตั้งแต่อายุเดือนครึ่ง
เราพบอาการตั้งแต่หกวันหลังจากเขาเกิด เขาหายใจแรงมาก เรารู้สึกว่า เอ๊ะ...ทำไมเขาดูดนมไม่ได้มาก คุณหมอบอกว่าเขามีรูรั่วในหัวใจ ซึ่งทำให้เลือดผ่านเข้าไปในปอดผิดปรกติ ตอนแรกหมอไม่แนะนำให้ไปเมืองนอก เอ๋จึงไปปรึกษาหมอทางด้านหัวใจโดยตรง พยายามหาวิธีที่ดีที่สุดจากหมอแต่ละคน
ในที่สุดหมอคนสุดท้ายที่โรงพยาบาลกรุงเทพบอกว่ามีให้เลือกสองทาง หนึ่ง รอให้เขาน้ำหนัก 15 กิโลกรัมแล้วค่อยผ่า สอง คือ ผ่าเลยเพราะเขาก็ยังแข็งแรงดีอยู่ ถ้าปล่อยให้โตขึ้นอีกหน่อย เขาอาจจะไม่แข็งแรงเท่านี้
เอ๋ลองปรึกษาคุณแม่คุณพ่อคุณโหน่ง (คุณกัณฑ์เอนก - สามี) ท่านสะดวกพอดีที่จะให้หลานไปรักษาที่เมืองนอก เอ๋ว่าก็ดีเหมือนกัน ถ้าเขาเกิดมาเป็นลูกเรา เขาก็เป็นของเรา แต่ถ้าหากว่าเขาไม่ได้เจตนาเกิดมาเป็นลูกของเรา ก็ให้เราผูกพันกับเขาน้อยที่สุดคงจะดีกว่า เพราะเขาอยู่ในท้องเรามา 9 เดือน ถ้าเราปล่อยให้เขาโตขึ้น 5 ขวบ 10ขวบ ก็ยิ่งผูกพันกันมากขึ้น เราจะทำใจได้อย่างไรถ้าหากเขาจากเราไปตอนนั้น สู้เสี่ยงตอนเขายังเล็ก ถ้าเขาหายก็หายเลยดีกว่า
คือก่อนผ่าตัดเอ๋นอนไม่ค่อยหลับ เพราะที่เมืองนอกเขาจะไม่ให้นอนเฝ้า เช้าปุ๊บต้องรีบไปหาเขา พอหมอบอกว่า ถึงเวลาเข็นเตียงเด็กไปห้องผ่าตัดแล้ว เอ๋ก็ไม่ยอมให้เขาเข็นเตียง เอ๋ขออุ้มลูกไป ตอนเขาเข้าไปเรามีความรู้สึกใจหายเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอเขาหรือเปล่า เขาอยู่ในนั้นนานมาก ประมาณ 7 ชั่วโมง ถึงได้ออกมา
หลังจากนั้นยังต้องอยู่ในห้อง ไอ.ซี.ยู.อีก 3 วัน ซึ่งเราเข้าไปอยู่ด้วยตลอดไม่ได้ แต่มีพยาบาลมาเปลี่ยนทุก 3 ชั่วโมง แล้วพยาบาลจะต้องเจาะเลือดออกมาตรวจทุกชั่วโมง โดยเจาะเลือดออกมาจากเด็กตัวเล็กๆ ทุกชั่วโมง เอ๋เห็นแล้วเศร้า สงสารลูกมาก พอเขารู้สึกตัวปุ๊บเขาก็ยิ้มให้ทุกคนเลย ซึ่งจริงๆ แล้วเอ๋คิดว่าเขายังมองไม่เห็นด้วยซ้ำไป กลับจากผ่าตัดเขาก็กลายเป็นเด็กอีกคนหนึ่ง คือร่าเริงหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ทุกคนรักเขามาก เพราะกว่าจะผ่านมาได้ถึงจุดนี้เขาต้องสู้มาก
ตอนนี้เรียกว่าหายสนิทก็ไม่เชิง ยังต้องตรวจอยู่ทุกปี แรกๆ จะไปตรวจทุกเดือน หลังๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นทุกสามเดือน ทุกหกเดือน ตอนนี้ก็เป็นทุกปี ต้องดูว่าเส้นเลือดที่คอจะขยายไหม เพราะเขาตัดเส้นเลือดที่ตีบออกแล้วต่ออีกที ต้องคอยดูว่าเส้นเลือดที่ประกบกันโตตามตัวหรือเปล่า ถ้าไม่โตก็ต้องเอาบอลลูนเข้าไปช่วย หรือไม่ก็ผ่าตัดอีกทีหนึ่ง

มาถึงน้องสแปมซึ่งน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะมีปัญหาว่าตอนนี้อายุ 8 ขวบแล้วยังไม่ยอมพูดเลย ?
เริ่มสังเกตเห็นตอน 1 ขวบ กับ 8 เดือน เด็กคนอื่นเขาพูดกันแล้ว แต่น้องสแปมยังไม่พูด จึงพยายามสังเกตมาเรื่อยๆ ว่า เอ๊ะ...ทำไมเขาถึงไม่พูด แล้วก็พาไปหาหมอตรวจหู ตรวจคอ ตรวจหมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรผิดปรกติ มาพบอีกทีประมาณสัก 2 ขวบ 2 เดือน ถึงรู้ว่าเขาเป็นเด็กพัฒนาการช้ากว่าเด็กปรกติ แต่เวลาไม่พูดเขาเหมือนเด็กปรกติทุกอย่าง มองแล้วไม่น่าจะมีอะไร
โรคนี้จะว่าเป็นกรรมพันธุ์ก็ไม่ใช่ แต่สาเหตุมาจากอะไร หมอก็ยังไม่ทราบ หมอแนะนำว่าเราต้องพยายามพูดกับเขามากขึ้น พยายามบังคับให้เขาพูดบ้าง ให้เขาส่งเสียงบ้าง ช่วงแรกๆ หนักใจเหมือนกันค่ะ แต่พอดีเมื่อสมัยเรียนหนังสือที่อเมริกาเคยทำรายงานเกี่ยวกับเด็กที่ผิดปรกติด้านการสื่อสาร ทำให้พอจะรู้วิธีทึ่จะแก้เขาอยู่บ้าง ให้เขาเรียนพิเศษ กระตุ้นด้วยการฝึกพูดบ้าง ใช้รูปภาพบ้าง โยงเส้นบ้าง เหมือนชั้นอนุบาล แต่น้องสแปมอาจจะเรียนนานหน่อย เราก็พยายามทำทุกวิถีทางที่จะช่วย
เมื่อก่อนนี้เขาเป็นคนชอบเล่นคนเดียว เราต้องทำให้เขารู้สึกอบอุ่นตอนอยู่กับเรา ตอนอยู่กับครอบครัว ให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำน่าสนใจกว่าการที่เขาจะไปอยู่คนเดียวอีกมุมหนึ่ง เราต้องค่อยๆ เปลี่ยนเขา จากการที่ซื้อตัวต่อแค่กล่องเดียว ก็จะซื้อมาสองกล่องสามกล่อง ชิ้นส่วนจะได้มากขึ้น แล้วให้เขาเล่นกับพี่หมูแฮมกับน้องแบมบี้ เขาจะได้ไม่แยกไปเล่นคนเดียว ระยะแรกชอบแยกไปนั่งทานข้าวคนเดียว ตอนหลังก็ไม่
กลับมาจากโรงเรียนก็จะให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมในบ้านบ้าง อย่างเช่นช่วยจัดโต๊ะ จะไม่ให้เขามีความรู้สึกว่าเพราะเขาเป็นอย่างนี้ เขาถึงไม่ต้องช่วยงานบ้าน เขาเป็นอย่างนี้ เขาถึงได้อะไรง่ายๆ ทุกคนในบ้านจะรู้ว่าสแปมอาจจะได้อะไรง่ายกว่าคนอื่น แต่ว่าก็ต้องทำ เหมือนหมูแฮมต้องเป็นเด็กดี เก็บของเล่นเพื่อจะได้ค่าขนม สแปมก็เหมือนกัน เขาก็ต้องทำ ถ้าเขาดื้อเขาต้องอด ทุกคนต้องใจเย็นกับน้องสแปมนิดหนึ่ง เป็นวิธีที่ครูกับหมอคิดว่าเด็กจะเข้าใจง่ายกว่า
จะมีเป็นบางพักที่เขามีอารมณ์โมโหง่าย คือไม่เชิงโมโห เป็นแบบเอาแต่ใจตัวเอง เพราะเขาสื่อสารไม่ได้ คล้ายๆ กับว่าเขาไม่สามารถที่จะบอกคนอื่นได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ คนใกล้ชิดจะเข้าใจวิธีที่เขาขอ บางทีเขาแบมือขอบ้าง สะกิดเราบ้าง ดึงมือเราไปดูสิ่งที่เขาอยากได้ แต่ตอนนี้ใจเย็นลงมากแล้ว คุณหมอบอกว่าต้องค่อยๆ รักษาไปเรื่อยๆ เราต้องให้ความอบอุ่น คือใกล้ชิดเขา ให้ความรักเขา ถ้าพร้อมเมื่อไหร่เขาคงพูดกับเรา เพราะตอนนี้เขาเข้าใจที่เราพูดหมด ติดอยู่ที่การแปลออกมาเป็นคำเท่านั้นเอง

จากปัญหาที่น้องสแปมพูดไม่ได้นี่เอง ครั้งหนึ่งเมื่อเกิดเหตุพลัดหลงกัน คุณเอ๋เกือบจะต้องสูญเสียลูกสาวคนนี้ไปแล้ว ?
มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาหลงที่มาบุญครอง น้องสแปมเขาไปกับเอ๋สองคน เอ๋หันมาหยิบเงินในกระเป๋าแล้วจ่ายค่าของแว่บเดียวหันกลับมาเขาหายไปเลยไม่ถึงนาที เอ๋ตกใจมากเดินหาตั้งนานก็ไม่เจอ ให้ตำรวจแถวนั้น 4-5 คนช่วยหาก็แล้ว เอ๋น้ำตาร่วงเลยเพราะลูกพูดกับใครคงไม่ได้ ไม่รู้เรื่อง
เอ๋ก็เลยโทรศัพท์กลับบ้านบอกคุณโหน่งว่าน้องสแปมหาย ไม่รู้จะทำอย่างไร คุณโหน่งขับรถพาพี่เลี้ยงมาหมดทั้งบ้านเลย คุณปู่คุณย่าก็มา แล้วแยกกันหา พี่เลี้ยงคนที่เลี้ยงสแปมเขารู้นิสัยสแปมว่าชอบอะไรแล้วน่าจะไปไหน เราจึงเดินไล่จากฝั่งโบนันซ่า ในที่สุดก็ตามไปเจอเขาที่แผนกเสื้อผ้าเด็กกับของเล่นในโตคิว
เขาคิดว่าเขาเล่นซ่อนหากับเราอยู่ เขาไม่ทราบว่าเขาทำผิด เขายังหัวเราะร่าเริงอยู่เลย เพราะเขาไม่กลัว เขาไม่รู้ว่าการหายหรือการหลงเป็นยังไง บางสิ่งบางอย่างเมื่อเราเกิดความรู้สึกกลัวปุ๊บ เราจะหนีโดยอัตโนมัติ แต่เขาไม่หนี เราต้องสอนให้เขารู้สึกกลัว
อย่างเช่นเวลาเห็นอะไรสีแดงซึ่งอาจจะร้อน เขาไม่รู้เลยว่าสีแดงนี่คือร้อน เขาต้องลองก่อน พอเขาลองนิดหนึ่งแล้วรู้ว่าร้อนปุ๊บ เขาจะจำทันทีว่าสีแดงนี่คือร้อน เราต้องแก้ไขเขาไปเรื่อยๆ ตั้งแต่นั้นมาจะไปไหนก็ตามสแปมต้องจูงมือคนใดคนหนึ่ง ถ้าสแปมปล่อยจะโดนดุแล้วจะโดนตีด้วย เพราะไม่อย่างนั้นเขาจะไม่เข้าใจว่าเขาทำผิด

ถึงแม้คุณเอ๋ยังไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนน้องสแปมจึงจะมีโอกาสพูดได้ แต่เธอก็ไม่รู้สึกสิ้นหวังหรือหมดกำลังใจ นั่นเป็นเพราะเธอยึดคติที่ว่า คนเป็นแม่ต้องเข้มแข็งกว่าคนอื่น ?
ถ้าเรากังวลหรือเป็นทุกข์แล้วลูกเห็น เอ๋คิดว่านั่นไม่เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เขาดีขึ้นเลย เราก็ทำเท่าที่เราจะสามารถทำได้ อยากจะอธิษฐานขอให้เขาหายเป็นปรกติ รู้ในสิ่งที่ถูกที่ผิด ปรับเข้าหาสังคมได้ และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าจะคิดว่าอะไรถูกอะไรผิด
เอ๋ขอให้ช่วงที่ไม่ดีผ่านไปก็แล้วกัน จากจุดนี้ไปขอให้เขาสามคนรักกันมากๆ และมีเวลาอยู่ด้วยกันนานๆ
ขอขอบคุณข้อมูลจากนิตยสารแพรว
ภาพประกอบจาก ThailandBeauties.com และ Thaimiss.com









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |









































































































กับชีวิต 


































































































บ้าทั้งพ่อทั้งลูก ดีแต่แม่
เท่านั้นแหละ 

















เป็นกำลังใจให้ขอให้สู้ต่อไปนะคะคุณแม่ที่แสนดี




































นอน หนาวร้อนเหมือนกับคนอื่นหรือเปล่า จะสำคัญว่าโคตรเหง้าเรามีเงินมากกว่าคนอื่น ก็ไม่น่าจะใช่ จะว่ามีการศึกษาสูง ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะคำพูดคำจา อากัปกริยา สีหน้าแววตาก็ไม่น่าคบ (ไร้เมตตา) ฯลฯ ว่าง ๆ ท่านที่มีการศึกษาทั้งหลาย แนะนำเขาบ้างนะ คะ เผื่อชาติหน้าที่ไปอยู่กับชนชั้นสูงบ้าง 


































































































" ใช่มั๊ยฮะ



































