ข่าวข่าวข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว

ควรรับหรือไม่ควรรับ? (ร่าง)รัฐธรรมนูญปี 2550 Vote "no"




            อีกด้านหนึ่งของประเทศไทย เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 12 ก.ค. ณ ห้องประชุมรองศาสตราจารย์ทองคูณ หงส์พันธุ์ 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด

            รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 บรรยายพิเศษทางวิชาการ "เรื่องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการออกเสียงประชามติ" ซึ่งถือเป็นเวทีแรกแห่งชำแหละรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของ สสร. (6 ก.ค.) หลังจากนี้วันอาทิตย์ 15 กรกฎาคม ดร.วรเจตน์และเครือข่าย จะออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

            สิทธิเสรีภาพไม่ใช่แค่ตัวอักษร

            ดร.วรเจตน์กล่าวว่า จุดเด่นของรัฐธรรมนูญคือเพิ่มสิทธิเสรีภาพบางประการเข้ามาให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงจะเป็นจุดที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเอามาใช้เพื่อโฆษณาว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น สามารถเสนอกฎหมายได้ มีสิทธิชุมชนดีขึ้นต่างๆ ถามว่าจริงไหมที่ประชาชนในแง่ของกฎหมายรัฐธรรมนูญมีการเพิ่มเติมสิทธิเสรีภาพดังกล่าวนั้น คำตอบคือจริง

            จุดนี้มีการเพิ่มเติมจริง หากถามต่อว่ามันเป็นนัยสำคัญไหมเพิ่มเติมขึ้นเป็นประเด็นเดียวทำให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ ต้องเรียนให้ทราบว่า ถ้ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายให้มันดีอย่างไรก็เขียนได้ หรือจะเขียนให้แดนดินถิ่นวิเศษ ก็พรรณนาได้ แต่การเขียนอย่างนั้นจะปรากฏเป็นจริงหรือไม่ในทางปฏิบัติเป็นอีกประเด็นหนึ่ง อยากเรียนว่ารัฐธรรมนูญปี"40 ได้บัญญัติสิทธิเสรีภาพไว้ดีมาก แต่ในหลายกรณีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี"40 ยังไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติจริง

            ประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพในบ้านเมืองของเรามันจึงไม่ได้เป็นปัญหาของการบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ อยากเรียนว่า หากเรายังใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ดีอยู่ หมวดสิทธิเสรีภาพไม่ต้องมีอะไรเพิ่มเข้ามาใหม่ แต่ขอให้มันบังคับได้จริงๆ ทุกมาตราที่อยู่ในรัฐธรรมนูญปี"40 อาจไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มเข้ามาในตัวรัฐธรรมนูญ

            "ผมเรียนว่าเรื่องสิทธิเสรีภาพอยู่ที่เรื่องการปฏิบัติ ถ้าหากเราจะอ่านเขียนรัฐธรรมนูญให้ดีอย่างไรก็เขียนได้ แต่ปัญหาคือ มันจะมีกลไกเขียนอย่างนี้บังคับตามสิทธินั้นหรือไม่นี่เป็นประเด็น"

            โครงสร้างสถาบันต่างหากคือปัญหา !!!

            ประเด็นที่น่าวิพากษ์วิจารณ์คือเรื่องโครงสร้างทางการเมือง เรื่องสถาบันทางการเมือง ที่มาของ ส.ส. ส.ว.ต่างๆ ถ้าดูระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา แต่หากลองเปรียบเทียบดูหลักการและเหตุผลระบบเลือกตั้งปี"40 แล้ว ยังดีกว่าอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามติ

            "นี่คือทรรศนะของผม ถามว่าระบบเลือกตั้ง ส.ส.ปี"40 น่าจะดีกว่าปี"50 ท่านลองดูว่ารัฐธรรมนูญปี"40 แบ่งเขตออกเป็น 400 เขต มี ส.ส. 400 คน เขตไหนก็ตามเรามี ส.ส. 1 คะแนนเสียงเท่ากัน และเลือก ส.ส.เราได้กันทุกเขตทั่วประเทศ ร้อยเอ็ด เชียงใหม่ ปัตตานี เท่ากันทั่วประเทศ เขตเลือกตั้งละ 1 คนเท่ากัน ทุกคนมี 1 คะแนน และมี ส.ส. 1 คน"

            ส่วน ส.ส.ในระบบสัดส่วน แบบบัญชีรายชื่อแบบปาร์ตี้ลิสต์ใช้ประเทศเป็นเขต จะมีจุดแข็งคือทำให้นักการเมืองสามารถกำหนดนโยบายระดับประเทศได้ มันได้ถูกแยกออกไปกลุ่มจังหวัด เวลาเสนอเขาส่งบัญชีรายชื่อ 100 คน สามารถส่งนโยบายระดับประเทศได้ กล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญปี"40 มีจุดแข็งเลยทีเดียวในหลักการตรงนี้ อาจจะมีข้อตำหนิติเตียนให้เหมือนกันแต่ค่อนข้างน้อย เช่น อาจจะทำให้คนชนะการเลือกตั้งสามารถอ้างคะแนนได้ 14 ล้านเสียง 19 ล้านเสียง อะไรพวกนี้ อาจเป็นจุดที่บางคนอาจจะไม่ชอบใจ แต่ในจุดหนึ่งที่เป็นจุดแข็งคือการมีบัญชีรายชื่อประเทศมันส่งผลให้นักการเมืองต้องทำนโยบายที่พูดง่ายๆ ให้ถูกใจคนทั้งประเทศ

            ถามว่า ในต่างประเทศมีไหม ส่วนใหญ่ต่างประเทศเขาจะแบ่งออกเป็นภาค ถ้าเราไม่ใช้ระบบเลือกตั้งแบบทั้งประเทศจะใช้แบบบัญชีรายชื่อแบบตามภาคยังพอรับได้ หมายถึงภาคอีสาน ภาคเหนือมีบัญชีรายชื่อของภาคเหนือ ภาคกลางมีบัญชีรายชื่อของภาคกลาง ภาคใต้มีบัญชีรายชื่อภาคใต้

            แต่โดยเหตุที่ประชากรในแต่ละภาคไม่เท่ากัน จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมันไม่เท่ากัน อีสานมีประชากรมากก็ย่อมมีสิทธิได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อมากกว่า ภาคใต้เป็นไปได้บัญชีรายชื่ออาจจะถึง 630 คน อย่างนี้ภาคใต้อาจจะทำ 10 คน 12 คน ก็ขึ้นอยู่กับสัดส่วน ประชากร ถ้าเป็นภาคแบบนั้น โดยส่วนตัวยังพอรับได้ แต่อย่างนี้รับไม่ค่อยได้ คือการแบ่งออกเป็นกลุ่มจังหวัด เป็นกลุ่มจังหวัดทั้งประเทศแบ่งเป็น 8 กลุ่มจังหวัด และ 8 กลุ่มจังหวัด มี ส.ส. 10 คน

            คำถามคือว่า กลุ่มจังหวัดแต่ละกลุ่มจังหวัดนี้ มี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจังหวัดละ 10 คน ตอบคำถามอะไร ผู้แทนระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละกลุ่มจังหวัด เป็นผู้แทนของอะไร ถ้าเป็นรายชื่อ 100 คน ผู้แทนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อคือผู้แทนของประเทศจากบัญชีรายชื่อ จากนโยบายที่ทำ แต่ถ้าเกิดไม่เอาประเทศจะแก้ทั้งภาคก็ยังตอบได้ว่าแต่ละภาคผู้แทนของประโยชน์ แต่ละภาคและวัฒนธรรมของแต่ละภาค อันนี้ก็ยังฟังได้อยู่ แต่เมื่อแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มจังหวัด มันอาจจะตอบคำถามไม่ได้ว่าเราจะแบ่งกลุ่มจังหวัดอย่างไร ที่มันได้พอดีกัน คนใน 8 กลุ่มจังหวัดมีความเป็นมาเป็นไปในทางวัฒนธรรมเดียวกัน ความรู้สึกนึกคิดคล้ายกัน และมี ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เป็นพวกเดียวกัน ไม่มีฐานที่จะอธิบายในทางเหตุผลได้เลย

            "ผมไม่ค่อยเห็นด้วยการใช้กลุ่มจังหวัด เป็นฐานคำนวณ ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่มละ 10 คน หันกลับมาดู ส.ส.แบบแบ่งเขตตามรัฐธรรมนูญปี 2540 เขตละ 1 คน ง่ายดีตามรัฐธรรมนูญที่จะออกเสียงลงประชามติระบบแบ่งเขตเขา อาจจะทำให้ ส.ส.ไม่เท่ากันได้ ส่วนใหญ่คงมีเขตละ 3 คน แต่มีจำนวนไม่น้อยที่แบ่งเขตละ 3 คนไม่ได้อาจเหลือ 2 คน หรือบางจังหวัดเล็กมากมี ส.ส. 1 คน ผลคือคนในแต่ละพื้นที่นั้นมีสิทธิออกเสียงเลือก ส.ส.ได้ไม่เท่ากัน"

            "ผมอยู่จังหวัดเล็กผมเลือก ส.ส.ได้ 1 คน คนอยู่จังหวัดใหญ่มีเขตเลือกตั้ง 3 คน เลือกได้ 3 เบอร์อธิบายลำบาก ผลคือเป็นไปได้ด้วยว่าการที่ให้แบ่งเขตเขตละ 3 คน มันอาจเกิดระบบเบี้ยหัวแตก เพราะว่าการรณรงค์หาเสียงสมมติพรรค A ส่งเบอร์ 1, 2, 3 พรรค B ส่งเบอร์ 4, 5, 6 พรรค C ส่งเบอร์ 7, 8, 9 เวลาเลือกอาจจะเลือกเบอร์ 1 พรรค A เบอร์ 4 พรรค B เบอร์ 9 พรรค C คือเลือกแยกทำให้พรรคการเมืองเข้าสภา อาจจะเป็นระบบหลายๆ พรรคเหมือนกับที่เกิดขึ้นมาก่อนปี 2540 แล้วมันส่งผลทำให้รัฐบาลอาจจะทำให้เป็นรัฐบาลผสมขึ้นมา ซึ่งจะส่งผลให้ต่อไปถึงเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน อันนี้ก็จะเป็นประเด็นเหมือนกัน"

            ระบบเลือกตั้ง ไร้เหตุผลอธิบาย

            ถามว่าทำไมผู้ร่างรัฐธรรมนูญออกแบบระบบเลือกตั้งแบบนี้เป็นไปได้ว่าฝ่ายผู้ร่างรัฐธรรมนูญอาจจะเห็นว่าการระบบเลือกตั้งเมื่อปี"40 ทำให้ได้รัฐบาลที่เข้มแข็งมากไปคุมยาก แต่ต้องเรียนว่ารัฐบาลที่เข้มแข็งมีข้อดีในเชิงนโยบาย เขาสามารถผลักนโยบายออกไปเป็นรูปธรรมได้มาก อาจจะมีปัญหาในเรื่องของการใหญ่มากเกินไปอำนาจมีมากเกินไปอาจจะเป็นอันตราย ซึ่งอาจต้องไปแก้โดยการจัดกลไกการควบคุมการตรวจสอบอำนาจไม่น่าจะทำให้ตัวเกิดระบบการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้มีหลายพรรคการเมือง แล้วอาจเกิดรัฐบาลผสมขึ้นมาทำให้เกิดการอ่อนแอของรัฐบาลแล้วกลับไปสู่ปัญหาเดิมๆ ก่อนปี"40

            "ปัญหาระบบเลือกตั้ง ส.ส. ผมไม่ค่อยเห็นด้วย อีกประเด็นหนึ่งที่มาของ ส.ว.ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร แม้ว่าแต่ละคนจะไปออกเสียงได้ 1 คะแนนพร้อมกันหมด แต่ว่าจำนวน ส.ส.แต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน จังหวัดไหนมีประชากรมากก็จะมี ส.ว.มาก แต่ฉบับปี 2550 แต่ละจังหวัดมี ส.ว.ได้ 1 คนเท่ากัน คำถามคือเป็นธรรมและมันถูกต้องไหม"

            ถามว่าในต่างประเทศมันมีไหมที่เขากำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ว. มี ส.ว.เท่ากัน (มีครับ) ในประเทศที่เป็นสหพันธรัฐ มลรัฐใหญ่ มลรัฐเล็ก เขามี ส.ว.เท่ากัน เหตุผลเขาไม่ต้องการให้มลรัฐเล็ก มลรัฐใหญ่เสียเปรียบในแง่ของประโยชน์ในทาง รัฐ แต่ประเทศไทยเราไม่ได้ปกครองแบบนั้น เราปกครองแบบรัฐเดียว จังหวัดเป็นราชการส่วนภูมิภาค ส่วนกลางส่งออกมา และตัวจังหวัดเองไม่ได้มีผลประโยชน์ของตัวเองโดยฐาน ฉะนั้นการกำหนดให้มี ส.ว.จังหวัดละ 1 คน จึงไม่ตอบคำถามอะไรเลย

            กรุงเทพฯมีคนหลายล้าน มี ส.ว. 1 คน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าระนองไม่สำคัญ หมายความว่าอัตราส่วนของประชากรมันแตกต่างกันมาก จนกระทั่งทำให้เข้าใจได้ว่าการจัดระบบ ส.ว.อย่างนี้ มันยุติธรรมในแง่ของการเลือกตั้ง ที่หนักไปกว่านั้นคือมี ส.ว.อีกครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้งคือ 74 คน แล้วคนที่มาแต่งตั้งอาจไม่ถนัดคือสรรหาแล้วก็ไปแต่งตั้ง คือคนที่มาสรรหาคณะกรรมการสรรหา ส.ว.เราจะพบว่ามาจากประธานองค์กรอิสระ และศาล ศาลก็จะเข้ามาพัวพันการเลือกคนเข้ามาเป็น ส.ว. ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญที่ตัวประธานจะมานั่งเป็นกรรมการสรรหา ส.ว. และผู้พิพากษาศาลฎีกา และตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งกรณีนี้อาจมีปัญหาต่อไปทำให้บุคลากรผู้พิพากษามีสวนเข้ามาพัวพันประโยชน์ได้เสียทางการเมือง

            กรณีนี้แต่ละคนก็อยากเป็น ส.ว.มาจากการสรรหา การสรรหาจริงๆ ก็คือการแต่งตั้ง แต่ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาจากบัญชีที่ กกต.เสนอมาจากภาคต่างๆ ภาครัฐ ประชาชน วิชาชีพต่างๆ แต่อำนาจจริงๆ มันอยู่ที่คณะกรรมการสรรหาค่อนข้างเด็ดขาดทีเดียว

            คณะกรรมการชุดนี้มี 7 คน น่ากังวลอย่างยิ่งว่าในอนาคตจะเป็นการดึงเอาคนจากหน่วยงานพวกนี้เข้ามาพัวพันการเมืองมากขึ้นหรือไม่ และในแง่ความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยอาจจะตอบคำถามไม่ได้ เพราะ ส.ว.ครึ่งหนึ่งไม่ได้มีที่มาที่มีจุดเชื่อมโยงจากประชาชนเลย มีอำนาจไปถอดถอนนายกฯ ส.ส.ได้ด้วย พวก ส.ว.ที่มาจากการสรรหานี้ ซึ่งน่าจะไม่ถูกต้อง

            อำนาจศาลหเนือการเมือง

            ยิ่งไปกว่านั้น บรรดาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ล้วนมาจากการสรรหาทั้งสิ้น โดยคนที่มีบทบาทสำคัญเช่นประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด มิหนำซ้ำ ยังมีบุคคลที่ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุด เลือกมาเป็นกรรมการสรรหาอีกด้วย แปลว่าคนที่จะเป็นกรรมการสรรหาน้ำหนักจะมาจากฝ่ายศาลมาก

            รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเน้นอำนาจทางตุลาการอย่างสูง จะสังเกตเห็นได้ ถ้าอ่านรัฐธรรมนูญจะพบว่าลำดับการเรียงตัวตำแหน่งเช่นประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร เขาให้น้ำหนักศาลเหนือกว่าการเมืองคือประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งความจริงต้องยอมรับว่าจะมากน้อยจะดีหรือชั่ว ประธานสภาในแง่ประชาธิปไตยเขาเป็นประมุขในทางนิติบัญญัติ หรืออย่างนั้นเขามีความชอบธรรมสูงเพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในทางศักดิ์ศรีของตำแหน่งสูงมาก แต่ในแง่เชิงลำดับจะอยู่หลังบรรดาประธานศาลทั้ง 3

            จุดที่น่าสนใจสังเกตคือบรรดาคณะกรรมการสรรหาที่ไปสรรหาคนเข้าสู่องค์กรอิสระ ถ้ามองดูจะพบว่าคู่หนึ่งที่น่าสนใจคือประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้าน คล้ายกับเห็นว่าทั้งคู่อยู่คนละข้างกันคือประธานสภาเป็นฝ่ายรัฐบาล และมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการสรรหา คล้ายเป็นการถ่วงดุลกัน วิธีคิดนี้อาจไม่ถูกต้องในทางปฏิบัติ ประธานสภามักจะเป็นคนของพรรครัฐบาลเป็นปกติ เพียงแต่เมื่อเขาเป็นประธานสภาแล้วเขาต้องเป็นกลางในทางการเมือง เขามีสถานะไม่เหมือนผู้นำฝ่ายค้านในสภา ถ้าจะจับคู่ให้มีคนจากสภาเข้าไปเป็นกรรมการสรรหา จะต้องเป็นผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องในเชิงระบบ

            ดร.วรเจตน์กล่าวว่า จุดชี้ขาดว่าควรจะรับหรือไม่ ไม่รับรัฐธรรมนูญอย่างไร นั่นก็คือเรื่องของการนิรโทษกรรม อันนี้เรื่องใหญ่ แต่เอามาพูดกันน้อยมาก รัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่า บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

            หมายความว่าอย่างไร ต้องอธิบายความแบบนี้ ก่อนวันที่ 19 ก.ย. มีการยึดอำนาจโดยตัวของมันเอง เป็นการกระทำผิดในทางอาญา ถ้าทำไม่สำเร็จก็เป็นขบถมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แต่เมื่อทำสำเร็จระบบกฎหมายเราก็ยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ทรงอำนาจในทางความเป็นจริง เมื่อคณะยึดอำนาจ ยึดการปกครองสำเร็จ เขาสามารถออกประกาศต่างๆ ออกมาได้หลายฉบับ แล้วระบบกฎหมายไทยก็ยอมรับให้ประกาศอันนั้นมีค่าเป็นกฎหมาย แม้ไม่ผ่านสภา คนยึดอำนาจไม่ได้มาจากการเลือกตั้งต้องยอมให้เป็นกฎหมาย

            จะมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งคือช่วง 19 ก.ย.-30 ก.ย. ที่ไม่มีรัฐธรรมนูญ ในช่วงเวลา 10 กว่าวันนั้น คณะผู้ยึดอำนาจครองอำนาจสูงสุดก็ออกประกาศออกอะไรต่างๆ มาหลายฉบับ

            ผมจะบอกให้การนิรโทษกรรมไปแล้วมีปัญหาว่าพอหลังจากมีประกาศรัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว คมช.ก็จะมีอำนาจทางกฎหมายแล้วคือ คปค. มาเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. เดิมเรียกว่า คปค. ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น คมช. คือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่เป็นองค์กรในรัฐธรรมนูญ ทีนี้มันก็มีปัญหาว่าในเวลานี้ คมช.ก็มีอำนาจและก็ดำเนินการอะไรต่างๆ ไป ปัญหามีอยู่ว่าอำนาจที่เขาใช้ไปในเวลานี้มันชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญไหม นี่คือประเด็น และรวมทั้งองค์กรต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการยึดอำนาจด้วย ยกตัวอย่างเช่น คตส. คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ พวกนี้เกิดขึ้นจากการกระทำรัฐประหารทั้งสิ้น

            "ถ้าเกิดโหวตรับรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญนี้ผ่านนะครับ สิ่งที่ประชาชนโหวตรับคือ การกระทำทั้งหลายทั้งปวงของ คมช. คตส. ของใครก็ตาม ว่ามันชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฟังให้ดีนะ ผมคิดว่าเป็นไปได้เดี๋ยวจะหาว่าผมหมิ่นประมาท เป็นไปได้นะว่าการกระทำดังกล่าวนั้นมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายและความชอบรัฐธรรมนูญในเวลานี้ หรืออาจจะไม่มีก็ได้เราไม่รู้ปัญหาในเวลา นี้ เราไม่สามารถทราบได้ว่า คมช. การกระทำใดอันไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า เราไม่ทราบผมก็ไม่ทราบ"

            ถ้าตีความในแง่นี้ตามตัวอักษรตามมาตรา 309 แม้หากการกระทำนี้มันไม่ชอบก็จะถูกถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ เพราะมาตรานี้เขียนเอาไว้ ถือว่ามันชอบและก็จะอ้างไว้ว่าอันนี้มันผ่านประชามติแล้ว นี่คือปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญ ทีนี้มีคนมา บอกว่าการรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่ากับเป็นการยอมรับนิรโทษกรรม ให้กับการกระทำรัฐประหารเรื่องนั้นก็โอเค แต่ว่ามันมากไปกว่านั้นคือไปนิรโทษกรรมการกระทำที่เกิดขึ้นหลังวันประกาศรัฐธรรมนูญนี้ไปทำอะไรที่ไม่ชอบแล้วทำอะไรไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนว่ามันชอบ มันยังไม่รู้เลยว่าทำอะไรชอบหรือไม่ชอบ นี่คือปัญหาใหญ่

            ฉะนั้นมีคนบอกว่ามาตรา 309 เป็นจุดดำหรือเป็นรอยด่างที่สำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมก็เห็นเช่นนั้น และสำหรับผมจุดดำจุดนี้ในมาตรานี้มันเพียงพอที่จะทำลายความก้าวหน้าบางเรื่องในบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพสำหรับผม

            แต่สำหรับบางคนบางท่านอาจจะคิดตรงข้ามกันว่า ได้บทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพได้มนุษยธรรม จึงยอมหยวนๆ

            แต่สำหรับผม ชั่งน้ำหนักแล้วมันไม่คุ้ม ผมก็โหวตไม่รับ

            คนเขียน รธน.ทับซ้อนเชืองตำแหน่ง

            ในกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนี่ก็มีข้ออ่อน เพราะบุคคลที่เขาไปร่วมร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องของการทับซ้อนกันในเชิงตำแหน่งอยู่ เช่น บางท่านที่เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ บางคนเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในขณะเดียวกันก็เป็น สสร. และเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและเขียนรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง อย่างนี้มันเป็นการทับซ้อนในเชิงตำแหน่งซึ่งไม่ถูกต้องหรือไม่น่าจะถูก และมิหนำซ้ำเดี๋ยวคนที่เป็นกรรมาธิการยกร่างซึ่งเป็นกรรมการเลือกตั้งด้วยยิ่งจะมาเป็นคนจัดประชามติอีก คือในแง่ของตัวบุคคลซึ่งไปทำนี่มันมีความทับซ้อนในเชิงตำแหน่ง และมันอธิบายในกฎหมายมิได้

            นี่คือปัญหาในสังคมไทยเรา บางทีเราชี้นิ้วไปที่คนอื่นและเราก็บอกว่าคนคนนี้มีปัญหาทับซ้อนอย่างนั้นอย่างนี้ แต่คำถามที่เราขาดไปเราไม่เคยชี้นิ้วกลับมาถามตัวเรา

            19 ส.ค. อำนาจอยู่ในมือประชาชน

            "ผมพูดวันนี้ก็เป็นเพียงทรรศนะคนที่มองรัฐธรรมนูญคนหนึ่งเท่านั้น อย่าเพิ่งเอาเป็นข้อ ยุติเด็ดขาด แต่ท่านจะต้องลองไปศึกษาผู้รู้ท่านอื่นได้วิเคราะห์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ ถ้าให้ดีก็ลองอ่านรัฐธรรมนูญและสนใจปัญหาการบ้านการเมืองและการตัดสินใจด้วยตนเอง อย่าไปเชื่อใครทั้งนั้น ไม่ต้องเชื่อตัดสินใจด้วยตัวท่านเอง ในที่สุดแล้ววันที่ 19 ส.ค. เมื่อท่านไปออกเสียงประชามติ ท่านจะตัดสินใจอย่างไรอยู่ในตัวท่าน ทุกคนอำนาจสูงสุดอยู่ในมือของท่านทั้งหลายในวันที่ 19 ส.ค."


ข้อมูลและภาพประกอบจาก

ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน
เมล์คุณ: เมล์เพื่อน:   
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
ข่าว
เกาะติดเรื่องฮิต อัพเดทก่อนใคร
แจฮี , เดนนิส โอ , หมวดตี้ , นิกกี้ , โบว์ อัจฉราภรณ์ อินทรสกุล , อั้ม , แพนเค้ก , ชมพู่ อารยา , ก้อย รัชวิน , เต้ย , หยาดทิพย์ , ฮันกาอิน , AF5 , รักสามเศร้า , ฮะเก๋า , Wanted , Hancock , เฟรนด์ชิพ เธอกับฉัน , คมแฝก , บาดาลใจ , เงาอโศก , ถึงร้ายก็รัก , ปมรักรอยอดีต , คุณหนูเทวดา , กับดักหัวใจของยัยแม่มด , คิมซูซอน , เติมฝันวันรัก , miss universe 2008 , FHM 2008 , วันเข้าพรรษา , วันอาสาฬหบูชา , ภาวะโลกร้อน , เขาพระวิหาร , ทรงผมรับปริญญา , เว็บบอร์ด , ทุ่งดอกกระเจียว , เกาะช้าง
คำสืบค้น: ข่าว | เพลง | ฟังเพลง | เกมส์ | เกม | game |
หนังสือพิมพ์ | ดูหนัง | โหลดเพลง | เพลง | ฟังเพลง | music | คลิป | มือถือ | ฟุตบอล | งาน | หางาน | ดูดวง | ทำนายฝัน | ดารา | e-card | กลอน | ภาพพื้นหลัง |
ดาราเกาหลี | รูปการ์ตูน | เกมส์ | เกม | เกมส์ออนไลน์ | ผลบอล | หาเพื่อน | หาเพื่อน msn | แชท | ท่องเที่ยว | ฟังวิทยุ | ดูทีวี | ecard | โค้ดเมาส์ | รถมือสอง |
น่ารัก | คอมพิวเตอร์ | แต่งhi5 | โค้ดhi5 | โค้ด hi5 | แต่ง hi5 | โค้ดแต่งhi5 | ตกแต่ง hi5 | เกมส์มือถือ | การศึกษา | มหาวิทยาลัย | icare | หวย |
ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง
ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ webmaster@kapook.com
เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป
หากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจที่มีประโยชน์ต่อคนไทยโดยส่วนรวมและต้องการนำเสนอ กรุณาส่ง E-mail มาที่ webmaster@kapook.com
ทีมข่าวของเราจะพิจารณาเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อไป ขอบคุณครับ
Text Link Ads ติดต่อโฆษณาตรงนี้ ราคาถูกและได้ผล คลิกที่นี่ หรือ 02-911-0915-6, textlinkads@kapook.com