









ขณะที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประเมินการเคลื่อนย้ายเข้าไปสังกัดพรรคพลังประชาชนของกลุ่มไทยรักไทยเดิม "เป็นการเคลื่อนไหวในเชิงกลยุทธ์ เชิงวิธีการ"
บทสรุปของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ขยายให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นว่า เท่ากับ "เป็นการแยกปลาออกจากน้ำ" เป้าหมายก็เพื่อตรวจสอบขุมกำลัง กระนั้น หากกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว การแยกปลาออกจากน้ำ การตรวจสอบขุมกำลัง โดยกลุ่มไทยรักไทยก็ได้ผลระดับหนึ่ง เป็นผลอันทำให้ชื่นใจได้ แต่ยังไม่ยุติเป็นคำตอบสุดท้าย
ตัวแปรจะดำเนินไปเหมือนกับที่ พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน กล่าว "นั่นก็คือ เราต้องดูว่าประชาชนจะเลือกใครบ้าง" ความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ก็คือ เวลา 1 ปีที่ผ่านมาได้ให้บทเรียนเป็นอย่างสูงกับประชาชน เป็นบทเรียนที่ไม่น่าจะทำให้คะแนนและความนิยมที่เคยมีต่อพรรคไทยรักไทยยังดำรงคงอยู่ เป็นเวลา 1 ปีที่อยู่ในห้วงก่อนและหลังรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
เป็นความมั่นใจว่า ธงที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติตั้งเอาไว้เป็นแผนบันได 5 ขั้น ในการบดขยี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย จักต้องประสบความสำเร็จ ต้องยอมรับว่า จำนวน ส.ส. 376 คน ที่พรรคไทยรักไทยได้รับเลือกมาในการเลือกตั้งทั่วไปสมัย 6 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นรากฐานที่สำคัญหนึ่ง
กระนั้นรากฐานนี้ก็มิได้ดำรงอยู่ในลักษณะเสถียร อย่างน้อยคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ก็ทำให้ไม่มีพรรคไทยรักไทยแล้วในทางนิตินัย เพราะเป็นคำวินิจฉัยให้ยุบพรรค
เพราะเป็นคำวินิจฉัยให้ตัดสิทธิคณะกรรมการบริหาร พรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน เป็นเวลา 5 ปี ตรงนี้คือแรงสะเทือนไปถึงจำนวนอดีต ส.ส. 376 คน อย่างมิอาจปฏิเสธได้
ภายในธงที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติตั้งไว้ก็คือ ต้องการเห็นอาการผึ้งแตกรังเกิดขึ้นภายในพรรคไทยรักไทย นั่นก็คือ ส่วนหนึ่งไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนหนึ่งไปอยู่กับพรรคชาติไทย ส่วนหนึ่งไปอยู่กับพรรคมหาชน ส่วนหนึ่งไปอยู่กับพรรคประชาราช สภาพเช่นนั้นมีอยู่บ้าง แต่น้อยเป็นอย่างยิ่ง
ตรงกันข้าม อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทยเดิม ส่วนหนึ่งไปรวมกันเป็นกลุ่มมัชฌิมา ส่วนหนึ่งไปรวมกันเป็นกลุ่มสมานฉันท์ ส่วนหนึ่งไปรวมกันเป็นกลุ่มธรรมาธิปไตย และที่น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ ส่วนใหญ่ยังเกาะกลุ่มเป็นกลุ่มไทยรักไทย และกลุ่มไทยรักไทยนี้เองที่ยกขบวนกันไปสังกัดพรรคพลังประชาชน
มีอาการผึ้งแตกรังเกิดขึ้นจริง แต่มิได้แตกไปในทิศทางซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติตั้งธงเอาไว้ หากแต่เป็นการแตกในลักษณะแม่น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ ความหมายก็คือ พรรคไทยรักไทยอาจถูกยุบ แต่จิตวิญญาณและกระบวนการจัดตั้งอันเคยเป็นของพรรคไทยรักไทยยังดำรงอยู่ ยังไม่หมดฤทธิ์หมดเดช
ที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ แนวโน้มที่นักการเมืองกลุ่มนี้ไม่ว่าจะไปแสดงตนผ่านชื่อมัชฌิมา ผ่านชื่อสมานฉันท์ ผ่านชื่อธรรมาธิปไตย พวกเขาก็ยังรักษาความเชื่อในเชิงนโยบายที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วในยุคของพรรคไทยรักไทย การต่อสู้ทางการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าจึงเป็นการต่อสู้ในเชิงนโยบายเช่นเดิม ไม่ว่านโยบายนั้นจะเรียกว่า "ประชานิยม" หรืออะไรก็ตาม
จึงไม่แน่ใจนักว่าที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มีความมั่นใจว่าสามารถบดขยี้พรรคไทยรักไทยได้จนแหลกละเอียดนั้นจะเป็นจริงมากน้อยเพียงใด เพราะการดำรงอยู่ของแต่ละกลุ่มเท่ากับเป็นการยืนยันถึงการดำรงอยู่ของพรรคไทยรักไทย
ยิ่งการดำรงอยู่ของพรรคพลังประชาชนบนฐานของพรรคไทยรักไทย ยิ่งเป็นการยืนยันที่มีความเด่นชัดแทบไม่แปรเปลี่ยน เว้นแต่ไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |

























































ก็กลับมาสู่อำนาจอีกแระ


















้ขึ้นมาได้
































|