HILIGHT NEWS

เทคโนโลยี รักษาปัญหาโรคตา ได้จริงหรือ

รับแจ้งเตือนข่าวใหม่ ประเด็นฮิตทางมือถือ ฟรี คลิกที่นี่ <<

 
 
           กระบวนการการมองเห็น เริ่มต้นขึ้นเมื่อเรามองไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วแสงจากวัตถุนั้นๆ วิ่งผ่านกระจกตา รูม่านตา เลนส์ตา เข้าสู่ภายในลูกตา กระจกตาและเลนส์ตา ซึ่งมีเนื้อโปร่งใส จึงทำให้แสงเกิดการหักเหไปปรากฏเป็นภาพอยู่บนจอตา หลังจากนั้นเซลล์รับแสงซึ่งอยู่ด้านหลังของลูกตาจะส่งข้อมูลที่ได้ ไปตามเส้นประสาทตาเข้าสู่ด้านหลังของสมอง และตีความออกมาเป็นภาพของวัตถุที่เราเห็น

          สาเหตุของสายตาผิดปกติสามารถแบ่งภาวะความผิดปกติทางสายตาออกได้หลายประเภทดังนี้

            สายตาสั้น (Myopia or Nearsightedness) เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การที่กระจกตามีความโค้งมากไป ลูกตามีขนาดยาวมากเกินไป หรือกำลังรวมแสงของกระจกตา และเลนส์ตา มีมากเกินไป ทำให้แสงซึ่งควรจะไปโฟกัสพอดีที่จอประสาทตา กลับกระจายตัวและไปโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา ภาพที่เห็นจึงเบลอไม่ชัด

          แต่หากขยับเข้าไปใกล้วัตถุนั้นๆ ภาพก็จะไปโฟกัสบนจอประสาทตาพอดี ด้วยเหตุนี้คนสายตาสั้นจึงมองเห็นชัดเจนในระยะใกล้ๆเท่านั้น ทำให้จำเป็นต้องสวมแว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์ที่เป็นเลนส์เว้า (ขอบหนา กลางบาง) เพื่อคอยถ่างแสงให้เลื่อนจุดโฟกัสมาตกลงบนจอประสาทตาพอดี

          สายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia or Farsightedness)เกิดจาก กระจกตามีความโค้งน้อยเกินไป หรือลูกตามีขนาดสั้นเกินไป ทำให้จุดโฟกัสซึ่งควรจะไปตกตรงจอประสาทตาพอดี กลับหักเหไปตกด้านหลัง ทำให้ภาพที่เห็นในระยะใกล้ๆไม่ชัดเจน คนสายตายาวจึงจำเป็น ต้องสวมแว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์ที่เป็นเลนส์นูน (ขอบบาง กลางหนา) เพื่อช่วยหักเหแสงให้ตกพอดีที่จอประสาทตานั่นเอง

          นอกจากนั้น อาการสายตายาวยังสามารถเกิดได้กับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เรียกว่า สายตายาวตามอายุ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการแข็งตัวของเลนส์ตา และกล้ามเนื้อตาซึ่งเคยมีความยืดหยุ่นและทำหน้าที่ปรับความโค้งของเลนส์ตาเสื่อมประสิทธิภาพลง ทำให้เกิดอาการตาพร่ามัวเวลาอ่านหนังสือ และมองเห็นในระยะใกล้ไม่ชัดเจน จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการสวมแว่นตาเลนส์นูนเวลาอ่านหนังสือ 

          สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากการที่กระจกตามีความโค้งไม่สม่ำเสมอ กล่าวคือแทนที่จะกลมเหมือนลูกฟุตบอลกลับยาวรีเหมือนรูปไข่ ซึ่งเมื่อความโค้งของกระจกตาแต่ละด้านไม่เท่ากัน จึงทำให้จุดโฟกัสในการมองเห็นไม่เป็นจุดเดียวกัน คนสายตาเอียงจึงมองเห็นไม่ชัดทั้งในระยะใกล้และไกล ทั้งนี้สายตาเอียงสามารถเกิดขึ้นร่วมกับสายตาสั้นและสายตายาว และสามารถแก้ไขได้โดยการสวมแว่นสำหรับคนสายตาเอียง ที่มีการปรับองศาให้มีความพอดีกับดวงตา

          เทคโนโลยีรักษาดวงตา ทางเลือกที่ควรศึกษา

          ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงมากมาย ทำให้ผู้ที่มีปัญหาด้านสายตาสามารถรักษาความผิดปกติของตัวเองได้มากขึ้น ทั้งนี้ก่อนรักษาควรศึกษาถึงความเหมาะสม ความจำเป็น ผลข้างเคียง และค่าใช้จ่ายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมาภายหลัง ซึ่งการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติ ทำได้หลายวิธีดังนี้

          การสวมแว่นสายตา มีความปลอดภัยสูงสุด มีความคล่องตัวสูง ดูแลรักษาง่าย ผลข้างเคียงน้อยมาก สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ทั้งยังราคาถูกเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ทั้งนี้หากเลือกรูปแบบของแว่นสายตาให้เหมาะกับบุคลิก ก็จะยิ่งช่วยให้ผู้สวมใส่มีความมั่นใจยิ่งขึ้น

           การใช้คอนแทคเลนส์ หรือเลนส์สัมผัส เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีความสะดวก คล่องตัวกว่าแว่นสายตา ทำให้หมดปัญหากรอบแว่นที่เกะกะ และแม้ว่าจะแพงกว่าแว่นตาแต่ก็ให้ภาพที่เป็นธรรมชาติมากกว่า สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง ทั้งยังมีให้เลือกหลากหลายชนิด เช่น ชนิดนิ่ม ชนิดแข็ง ชนิดสวยงาม ชนิดที่สั่งทำพิเศษ และชนิดที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

          อย่างไรก็ตาม คอนแทคเลนส์มีข้อจำกัดในการใช้อยู่พอสมควร เช่น ไม่เหมาะกับคนที่มีภาวะน้ำตาแห้ง (Dry eye) ไม่เหมาะกับการใส่เล่นกีฬาทางน้ำ เป็นต้น ดังนั้นผู้ใช้จึงจำเป็นต้องรู้วิธีการทำความสะอาดคอนแทคเลนส์อย่างถูกต้องควบคู่กันไป

           การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ (Refractive surgery) เป็นการปรับเปลี่ยนกำลังในการหักเหแสง โดยเปลี่ยนความโค้งของกระจกตา วิธีการนี้พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถสวมแว่นสายตาหรือใช้คอนแทคเลนส์ได้ ซึ่งทำได้โดยการใช้ลำแสงเลเซอร์ชนิดพิเศษชื่อ เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ ( Excimer laser) เข้าไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อพื้นผิวกระจกตา โดยไม่มีผลกระทบต่อเซลล์ข้างเคียง การใช้แสงชนิดนี้ สำหรับแก้ไขสายตาผิดปกตินั้น มีหลายวิธี เช่น

          เทคโนโลยีรักษาปัญหาโรคตาได้จริงหรือ

          การทำเลสิก ( Laser Insitu Keratomoleusis - LASIK) เป็นวิธีผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ สำหรับการรักษาสายตาสั้น แพทย์จะใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ สลายเนื้อกระจกตาส่วนกลาง เพื่อทำให้กระจกตาแบนลง และทำให้แสงจากวัตถุไปตกบนจอประสาทตาพอดี ส่วนการรักษาสายตายาวโดยกำเนิด แพทย์จะใช้แสงเลเซอร์ชนิดเดียวกันนี้ สลายเนื้อเยื่อกระจกตาส่วนริม เพื่อทำให้กระจกตาส่วนกลางนูนขึ้น

          และสำหรับการรักษาสายตาเอียง แพทย์จะใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ สลายเนื้อเยื่อกระจกตา เพื่อปรับแสงให้กระจกตามีความโค้งมนเสมอกัน ซึ่งหลังจากที่สลายเนื้อเยื่อกระจกตาจนได้ความโค้งเว้าที่เหมาะสมแล้ว ก็จะปิดกระจกตาลงในตำแหน่งเดิม โดยไม่ต้องเย็บแผลหรือฉีดยาชา กระจกตาจะสมานคืนสู่ปกติได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง

          หลังการรักษา ผู้ป่วยจะมองเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่าในเวลารวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ มีผลข้างเคียงน้อย เป็นการรักษาสายตาแบบถาวร ที่ไม่ต้องฉีดยาชา และสามารถใช้ร่วมกับการรักษาสายตาแบบอื่นได้ด้วย

          การรักษาสายตาผิดปกติด้วยเลสิก มีค่าใช้จ่ายสูงพอสมควร และอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยในระยะต้นๆ เช่น เห็นแสงกระจาย หรือเห็นเป็นรัศมีรอบดวงไฟในเวลากลางคืน มองเห็นไม่ชัดเจนในที่มืด ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีรูม่านตาใหญ่ หรือสายตาสั้นมากหรือยาวมาก รู้สึกตาแห้ง ระคายเคืองตา แต่อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเอง หลังจากที่ดวงตาคืนสู่สภาพปกติ

          “การทำเลสิก ก็เหมือนการไปซื้อคอนแทคเลนส์มาใส่ คุณซื้อเท่าไรก็ได้เท่านั้น ไม่ได้เป็นการป้องกันการเปลี่ยนแปลงของดวงตา ช่วยแก้ไขปัญหาของดวงตาของเรา ในตอนนั้น การทำเลสิกเพื่อแก้ปัญหาสายตาสั้น บางกรณีที่สายตาสั้นมากๆเราจำเป็นต้องเจียกระจกตาให้ลึก ซึ่งในบางกรณีที่ผู้ป่วยมีกระจกตาที่บางมากๆ อาจจะทำให้เกิดปัญหาสายตากลับมาสั้นได้อีก ถึงจะรักษาอย่างไรก็ต้องกลับไปสวมแว่นหรือใส่คอนแทคเลนส์เหมือนเดิม แต่ดวงตาที่เคยทำเลสิกแล้วจะสั้นน้อยลง เช่น จากที่เคยสวมแว่นสายตาสั้น 500 (ไดออปเตอร์) ก็อาจจะเหลือแค่ 150 (ไดออปเตอร์) เป็นต้น”

          การทำพีอาร์เค (Photorefractive Keratectomy) เป็นการใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์สลายเนื้อเยื่อของกระจกตาด้านนอกให้มีความโค้งตามที่ต้องการ หลังจากลอกผิวชั้นนอกสุดของกระจกตาออกไป ซึ่งวิธีการนี้เป็นการปรับสายตาให้เป็นปกติโดยไม่ต้องเปิดชั้นกระจกตา เป็นอีกหนึ่งทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ทำเลสิคไม่ได้

          การทำเลเสก (Laser Epithelial Keratomoleusis – LASEK) คือการใช้ใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ สลายเนื้อเยื่อของต้อกระจกตาด้านนอกให้ได้ความโค้งที่เหมาะสม แต่นำผิวชั้นนอกออกไปก่อน เช่นเดียวกับวิธีการทำพีอาร์เค ซึ่งวิธีการนี้จะลดความระคายเคืองและช่วยให้สายตากลับมาเป็นปกติเร็วขึ้น

          เลนส์เสริม (Phakic Intraocular Lens) คือเลนส์ขนาดเล็กที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขสายตาผิดปกติโดยเฉพาะ ซึ่งเลนส์เสริมจะถูกใส่เข้าไปในตาอย่างถาวร โดยที่เลนส์ธรรมชาติของเรายังคงสภาพเดิมอยู่ ซึ่งการใส่เลนส์เสริมสามารถแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติได้หลายชนิด เช่น สายตาสั้นหรือยาวมากเกินไป คนที่กระจกตาบาง หรือมีประวัติเป็นโรคตาแห้งมาก่อน เป็นต้น

          การใส่เลนส์ตาเทียม มีข้อจำกัดตรงที่ หากทำโดยแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ อาจทำให้เลนส์ตาเทียมไปโดนเลนส์ตาธรรมชาติ ทำให้เป็นโรคต้อกระจกตามมา ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

          เลนส์เทียม (Rdfractive Lensectomy) คือการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาโดยการใส่เลนส์เทียมที่มีกำลังขยายพอดีเข้าไปแทน โดยแพทย์จะเจาะช่องเล็กๆที่ตาขาวหรือที่ขอบกระจกตาเข้าไป แล้วใช้เครื่องอัลตราซาวน์สลายเลนส์ตาที่ขุ่นมัวแล้วดูดออก จากนั้นสอดเลนส์เทียมเข้าไป ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป หรือในรายที่เริ่มเป็นโรคต้อกระจก

          หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงตา เพื่อให้ดวงตาอยู่กับเราไปนานๆ คุณหมอได้ให้ข้อแนะนำในการถนอมดวงตาไว้ดังนี้

          -ในกรณีที่ใช้สายตามากๆ เช่น การอ่านหนังสือ จ้องจอคอมพิวเตอร์ ควรพักสายตาบ่อยๆโดยการมองวัตถุที่อยู่ไกลๆ หรือมองต้นไม้ที่มีสีเขียวๆ หรือหลับตานิ่งๆ1-2 นาที จะช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าได้

          -อ่านหนังสือในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ ควรมีแสงส่องจากทางซ้ายค่อนไปทางหลังเล็กน้อย และควรให้ตาห่างจากหนังสืออย่างน้อย 1 ฟุต

          -การดูโทรทัศน์ควรดูในห้องที่มีแสงสว่างเพียงพอ และควรนั่งห่างจากจอประมาณ 5 เท่าของจอโทรทัศน์ ( เช่น โทรทัศน์ขนาด 14 นิ้ว ควรนั่งห่างจากจอ 14X5= 70 นิ้ว หรือประมาณ 6 ฟุตเป็นต้น)

          -หลีกเลี่ยงการใช้มือที่สกปรกขยี้ตา หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าร่วมกับคนอื่น เพราะเครื่องสำอางที่ตกค้างอยู่บนผ้าเช็ดหน้าอาจทำให้เกิดอาการตาอักเสบได้

          -สำหรับคนสายตาปกติไม่ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดบ่อยๆ เว้นแต่กรณีโดนผงเข้าตา เพราะยาล้างตาที่ดีที่สุดคือน้ำตาของเราเอง

          -ไม่ควรมองวัตถุที่มีแสงจ้าจนเกินไป เช่น มองดวงอาทิตย์ หรือแสงไฟจากการเชื่อมโลหะ เพราะจะทำให้ตาพร่ามัว และควรสวมแว่นตากันแดดทุกครั้งที่ทำกิจกรรมกลางแดดจ้า
  
          เพียงเท่านี้ ดวงตาก็จะอยู่เป็นหน้าต่างของหัวใจของเราไปนานแสนนาน



ข้อมูลและภาพประกอบจาก

เรื่องอื่นๆ
  1. ผีส่งรูนบุกลิสบอน ปืนปึ้กรับเซบีญา ศึกแชมป์ลีก
  2. Shayne Ward กับเพลงใหม่ ลุคใหม่ที่ เท่ห์และเซ็กซี่กว่าเดิม
  3. สุริเยน 3 ทอง กทม.นำโด่ง
  4. "ลูกกัปตัน" โต้หอสั่งให้ลงจอด วอนอย่าโยนบาปผีรอผลสอบ
  5. "ปอ" ควงสาว เซ็กซี่ ยั่วเพื่อนน้ำลายหก
  6. มีเพื่อนเกย์...ก็ดีแบบนี้?
  7. แชตออนไลน์ “จุดไต้ตำตอ”
  8. ตรวจเกย์ ไม่มั่นใจ "เปรม" "ทาทา" พิสูจน์แล้ว แมนจริง!!
  9. วินรถจักรยานยนต์ตีนโหด เตะก้านคอ นักเรียนสาว
  10. วิธีป้องกันผมร่วง

เรื่องน่าสนใจ