









สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ภาพประกอบจากหนังสือพิมพ์มติชน
กรณีการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ 20 ล้านเล่ม วงเงิน 285 ล้านบาทสำหรับแจกจ่ายประชาชนเพื่อใช้ประกอบการลงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ซึ่งเคยเป็นข่าวอื้อฉาวว่า โรงพิมพ์หน่วยงานของรัฐทั้ง 9 แห่งซึ่งรับงานจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในราคาเล่มละ 14.25 บาท แต่นำไปจ้างโรงพิมพ์เอกชนพิมพ์ต่อในราคาเล่มละ 12-13 บาท บาททำให้เกิดส่วนต่างประมาณ 20 ล้านบาทและสูญเสียงบประมาณของรัฐไปโดยไม่จำเป็นนั้น
ล่าสุดวานนี้ (7 ต.ค.) คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ซึ่งมีนายทวี พวงทะวาย ที่ปรึกษาด้านระบบงานนิติบัญญัติ เป็นประธาน ได้สรุปข้อเท็จจริงผลการสอบสวนว่า การดำเนินการจัดจ้างพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ แต่การดำเนินการยังขาดการบริหารจัดการที่ดี
ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากสภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า นอกจากนั้นการสรุปว่าการจัดพิมพ์รัฐธรรมนูญทำตามระเบียบราชการ เพียงแต่การขาดการบริหารจัดการและการประสานที่ดี ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงที่ระบุว่า เหตุผลที่ไม่ยอมแจ้งการเปลี่ยนแปลง TOR ให้อนุกรรมาธิการทราบ รับฟังไม่ได้แล้ว ยังมีกรรมการเสียงข้างน้อย คือ นายวิจักขณ์ นาควัชระ รองเลขาธิการสภาฯเห็นแย้งว่า การกระทำของนายประวิช อาจจะถือได้ว่าเป็นการกระทำที่จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้ราชการได้รับความเสียหาย รวมทั้งนางศุภมาส น้อยจันทร์ รองเลขาธิการสภาฯอีกคนหนึ่งถือว่า ไม่เอาใจใส่ต่องานของราชการ ทำให้มองได้ว่าอาจมีการเอื้อประโยชน์การพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญให้บางโรงพิมพ์ ทำให้ราชการได้รับความเสียหาย
อย่างไรก็ตามมีข้อน่าสังเกตว่า ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการจัดพิมพ์ที่คณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ มีนายศิวะ แสงมณี เป็นปะธาน โดยเฉพาะในประเด็นที่กำหนดห้ามจ้างช่วงโรงพิมพ์อื่นโดยเด็ดขาดนั้น คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงระบุว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯหลายครั้ง นายประวิช ตั้งใจมั่น เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการฯ และเป็นกรรมการกำหนดร่างขอบเขตงาน (TOR) เข้าร่วมประชุมด้วยทุกครั้ง รวมถึงกรรมการอื่นอีก 3 คน แต่ทั้งหมดก็มิได้กล่าวชี้แจงในส่วนที่เปลี่ยนแปลง TOR ต่อที่ประชุมอนุกรรมาธิการฯได้รับทราบเลย
ข้อมูลจาก










| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |





























ราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าแปดปีมิได้ ที่ผมเข้าใจคือ 1 วาระมี 4 ปี ถ้านายกฯ ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอีกก็อยู่ได้ 2 วาระ คือ 8 ปี ผมขอตั้งข้อสังเกตคือสมมุติมีการยุบสภาในวาระที่ 1 ปีที่ 3 ก็แสดงว่าเมื่อมีการเลือกตั้งนายกคนเดินได้เข้ามาเป็นนายกอีกครั้งก็แสดงว่าต้องนับเป็นปีที่ 1ใหม่ใช่หรือไม่ถ้าผมอยากเป็นนายกฯ ตลอดไปผมก็ยุกสภาสักปี่ที่ 3 หรือ 3 ปี ครึ่ง อย่างนี้ก็เป็นการขาดช่วงไม่ครบแปดปีติต่อกัน ถ้าผมเป็นนายกฯ ผมก็จะยุบสภาฯในปีที่ 3 หรือเกือบครบวาระ อย่างนี้ตลอดไปผมก็ได้เป็นนายกฯ ต่อไปเรื่อย ๆ เพราะไม่ครบ 8 ปีติดต่อกัน หรือมีมาตราอื่นแย้ง หรือคานกันอยู่ช่วยชี้แจงให้ผมทราบด้วยเพื่อจะได้เป็นวิทยาทานให้ผม....ขอบคุณครับ 
























































































































































































































เรือใบ แล่นฉิว 1ปี ไม่เสียเวลาเปล่า 

































































2538 


































































































น่าเกลียดจิงๆแล้วพิมพ์ออกมาแจกซะเยอะแยะหลายหน้าไม่เห็นจะอ่านรู้เรื่องอะน่าจะเอามาย่อๆให้เข้าใจจะได้ประหยัดกระดาษและภาษีของประชาชนเน๊อะ....แต่อย่างว่าพิมเยอะได้ส่วนต่างเยอะ...ไม่ใช่แต่อ่านไม่รู้เรื่องแต่กฎหมายบางอย่างที่บังคับใช้..ไม่ได้เรื่องเลยคิดได้ไงบังคับใช้แล้วไม่เห็นจะทำให้ประเทศชาติเจริญเลยคิดร่างอะไรออกมาตื้นๆเหมือนจะเอาใจประชนให้เข้าข้างตัวเองมากเกินไป..แต่ส่วนตัวเราคิดว่ามันไม่น่าจะเอามาทำเป็นกฏหมายซะด้วยซ้ำมานั่งคิดทำเรื่องไร้สาระมากๆ...น่าจะคิดอะไรที่ช่วยประเทศชาติให้เจริญมากกว่า 



