








ข่าว ข่าวการเมือง เผย ฉายารัฐสภา ปี 50 ส.ส.ร. แสบสนิท ศิษย์ คมช. ส่วน สนช. ขัน ที สีเขียว โดย ข่าว ระบุว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกปีที่สื่อมวลชนประจำ รัฐสภา จะอาศัย วันปีใหม่ ตั้งฉายาให้ สนช. และ ส.ส.ร. ร่วมกันระดมความเห็นในการตั้ง ฉายารัฐสภา ผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ไปดูดีกว่าว่า ฉายารัฐสภา มีอะไรบ้าง

ธรรมเนียมปฏิบัติทุกปีสื่อมวลชนประจำรัฐสภาจะร่วมกันระดมความเห็นในการตั้งฉายาผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิก และการทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างไรก็ตามแม้ว่าในปีนี้ผู้ที่มาทำหน้าที่ดังกล่าวจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็ตาม แต่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา เล็งเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่นี้มีความสำคัญ ต่อการเปลี่ยนผ่านการเมืองของประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย สื่อมวลชนประจำรัฐสภาจึงอาศัยเทศกาลปีใหม่นี้ตั้งฉายาให้ สนช. และ ส.ส.ร. ตามผลงานที่ปรากฏออกมา ในมุมมองของสื่อมวลชน
สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ขอยืนยันว่า ในการตั้งฉายาทุกครั้งได้ใช้เหตุผล ความบริสุทธิ์ใจ และอารมณ์ขันโดยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้อคติ ปราศจากการแทรกแซง หรือตกเป็นเครื่องมือของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะตระหนักดีว่า ผู้ที่ได้รับฉายา อาจมีทั้งที่ถูกใจ หรือไม่ถูกใจ ทั้งนี้ฉายาที่ตั้งขึ้นได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา โดยผลการพิจารณามีดังต่อไปนี้
1. ฉายา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้แก่ "ขัน-ที สีเขียว" หลังจากที่สนช.ชุดนี้ได้รับการคัดสรรโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)ให้เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ สมาชิกส่วนใหญ่มาจากสายทหารและข้าราชการประจำ และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จนถูกมองว่าเป็นสภา "สีเขียว" ทำให้สนช.ชุดนี้มีกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับคมช.และเพิ่มอำนาจทหารมากขึ้น ผ่านการพิจารณาหลายฉบับ โดยเฉพาะ ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร นั้น สนช.ใส่เกียร์เดินหน้าโดยไม่สนใจเสียงคัดค้านอย่างหนักจากองค์กรภาคสังคม และที่ถือได้ว่าเป็นมหกรรมทิ้งทวนของสนช.ชุดนี้คือการทำคลอดกฎหมาย 70 ฉบับภายในเวลาเพียง 3 วัน สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นการกระทำว่าสนช.มีกริยาเปรียบได้กับ "นกเขา" เมื่อเจ้าของดีดนิ้วก็พร้อม "ขัน" ตอบรับตามสัญชาตญาณทันที
2. ฉายาประธานสนช. นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้แก่ "ซีอีโอ สนช." นายมีชัยถือเป็นนักกฎหมายระดับปรมาจารย์ ที่ได้รับความไว้วางใจจากทุกกลุ่มอำนาจตลอดมา ซึ่งภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางสถานการณ์ทางการเมือง นายมีชัยยังได้รับความไว้วางใจจาก คมช. ให้มาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งนายมีชัยก็ไม่ได้ทำให้ผู้แต่งตั้งผิดหวัง เมื่อสามารถลำเลียงกฎหมายที่รัฐบาลและคมช.ต้องการเข้าสู่ที่ประชุมได้อย่างไม่บกพร่อง และใช้ความเด็ดขาดในการควบคุมการประชุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังใช้ฝีมือบวกความเก๋าสยบความขัดแย้งและความแตกแยกระหว่างสนช.กลุ่ม ก๊ก ต่างๆได้เป็นอย่างดี ทำให้สมาชิกมีความยำเกรงในตัวนายมีชัย ราวกับพนักงานบริษัทที่เกรงอกเกรงใจซีอีโอของบริษัทเลยทีเดียว
3. ฉายาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้แก่ "แสบสนิท ศิษย์คมช." ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 ได้กำหนดที่มาของส.ส.ร.ให้มาจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆที่เรียกว่า "สมัชชาแห่งชาติ" จำนวน 2,000 คน ให้เลือกกันเองเหลือ 200 คน แล้วนำมาให้ คมช.คัดเหลือ 100 คนเพื่อมาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งส.ส.ร.100 (บวก10 กมธ.ยกร่างฯ) ก็ได้ตอบแทนคมช.ด้วยการพ่วงมาตรา 309 ซึ่งเป็นมาตราสุดท้ายในบทเฉพาะกาลให้ยกเว้นความผิดที่คมช.ได้กระทำมาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "นิรโทษกรรม" นั่นเอง พฤติกรรมที่แสบซ่าของส.ส.ร.ยังถูกกล่าวขวัญอย่างหนาหูจากการทำงานที่ขัดแข้งขัดขากันเอง ข่าวฉาวซื้อเก้าอี้ประธานกรรมาธิการ แม้กระทั่งโค้งสุดท้ายยังไม่วายมีความความไม่โปร่งใสในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติปูดขึ้นมาอีก "แสบสนิท" จริงๆ
4. เหตุการณ์แห่งปี ได้แก่ "ม็อบยึดสภา" เกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค. เมื่อกลุ่มเอ็นจีโอ กว่า 500 คน นำโดยนายจอน อึ๊งภากรณ์ ที่คัดค้านการออกกฎหมายที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยื่นคำขาดให้สนช.ยุติบทบาททันที โดยนำกำลังปิดล้อมทางเข้า-ออกรัฐสภา ก่อนที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันจะเกิดขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 50 คน ปีนรั้วบุกเข้ามาภายในอาคารรัฐสภา ยกพลเข้าประชิดห้องประชุม ระหว่างที่สนช.กำลังถกกฎหมายสำคัญ เป็นเหตุให้ต้องยกเลิกการประชุมทันที และการประท้วงครั้งนี้ยังสามารถทำให้ สนช.กำหนดวันเวลาที่ชัดเจนในการพิจารณากฎหมาย ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับสถาบันทางนิติบัญญัติมาก่อน
5. เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ได้แก่ "ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550" ที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 17 ฉบับ แต่ไม่มีครั้งไหนที่ประชาชนจะมีโอกาสได้ร่วมตัดสินใจในร่างรัฐธรรมนูญแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย.49 ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2540 คมช.ได้มีการแต่งตั้งส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และในวันที่ 19 ส.ค.50 ก็มีการจัดให้ประชาชนทั้งประเทศลงประชามติ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 2475 อย่างไรก็ตามการลงประชามติครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชี้วัดว่าคนไทยเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่ได้ถูกข้อสังเกตว่าเป็นการตัดสินว่าประชาชนเห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือไม่ด้วย
6. ดาวเด่น ได้แก่ "นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์" เป็นสนช.สายสังคม ที่มีบทบาทโดดเด่นในการเสนอกฎหมายด้านสังคม หรือสาธารณประโยชน์ โดยเฉพาะการปกป้องสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ไม่เคยมีข้อครหาว่ารับผลประโยชน์กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด นายวิริยะยังควรได้รับการยกย่องว่าเป็นสนช.ที่เข้าประชุมอย่างสม่ำเสมอด้วย รวมทั้งยังมีสปิริตในการปฎิบัติหน้าที่โดยเห็นได้จากกฎหมายบางฉบับที่แม้ตนเองเป็นผู้เสนอแต่ปรากฎว่าที่ประชุมไม่เห็นด้วย ก็จะยอมรับมติของเสียงส่วนใหญ่ ไม่มีการตีรวนทำให้เกิดความวุ่นวายในสภา
7. ดาวดับ ได้แก่ "พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน" แรกเริ่มเมื่อเข้ารับตำแหน่งสนช.ได้ประกาศตัวว่าจะเข้ามาเป็นมือปราบคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการตรวจสอบการทุจริตภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการล่าชื่ออภิปรายซักฟอกรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่สุดท้ายการดำเนินการทั้งหลายกลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อถูกย้อนเกล็ดโดยสนช.สายทหารด้วยกันเองที่กล่าวหาว่า พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ไม่โปร่งใสในระหว่างทำหน้าที่บริหารองค์การแบตเตอรี่ ต่อมาถูกปลดออกจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม หลังจากที่กระทบกระทั่งกับผู้บังคับบัญชา จากกรณีที่ออกมาปกป้องเพื่อนซี้ที่ชื่อพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เท่านั้นยังดับไม่พอ ในบั้นปลายชีวิตราชการอยากจะเล่นการเมืองก็วืดอีกเช่นเดิมเนื่องจากรมว.กลาโหม เล่นเกมดึงเวลาไม่เซ็นหนังสืออนุมัติลาออกให้จนแห้วไม่สามารถลงสมัคร ส.ส.ได้
8. คู่กัดแห่งปี ได้แก่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ กับ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ แม้จะมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกันคือ คมช. แต่ก็อยู่คนละกลุ่ม ตั้งแต่วันแรกที่สนช.ตั้งไข่ ทั้งคู่ก็กลายเป็นหนามตำใจของกันและกัน เมื่อเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานสนช. แต่ศึกยกแรก น.ต.ประสงค์ พ่ายไปอย่างราบคาบ หลังจากนั้นก็ตั้งป้อมใส่กันแบบไม่เกรงศักดิ์ศรี เพราะต่างเป็นมวยเฮฟวี่เวททั้งคู่ กฎหมายฉบับไหนนายมีชัยหนุน น.ต.ประสงค์ก็จะค้านอย่างสุดลิ่ม เช่น ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยออกนอกระบบทั้งหลาย และในช่วงทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ เวทีไหนมีน.ต.ประสงค์ก็จะไม่มีนายมีชัย เช่นเดียวกันถ้านายมีชัยเข้าไปนั่งหัวโต๊ะวงประชุม ก็จะไม่เห็นเงาน.ต.ประสงค์ เข้าทำนอง "เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้"
9.วาทะแห่งปี ได้แก่ "ไปตายเอาดาบหน้า" เป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ขณะทำหน้าที่ประธานที่ประชุมสนช.ในระหว่างการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมในวาระ 2 ซึ่งนายมีชัย ได้ทักท้วงว่าคณะกรรมาธิการ(กมธ.) กำหนดรายละเอียดข้อห้ามในการรับของกว้างเกินไป แม้แต่การไปตรวจราชการแล้วประชาชนนำผ้าขาวม้ามาผูก หรือเอาลองกองมาให้กิน ก็ยังรับมาเป็นของส่วนตัวไม่ได้ ต้องนำเข้าเป็นของหลวงเท่านั้น แต่ทางกมธ.ยังยืนยันตามร่างเดิม ทำให้นายมีชัย กล่าวเชิงประชดว่า "ถ้างั้นให้ไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน" จนในที่สุดกมธ.ก็นำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไปปรับปรุงใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง
ข้อมูลจาก
หนังสือพิมพ์สวัสดีกรุงเทพ









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |




















ดิบมีมากกว่านี้ ทำทุกอย่างเพื่ออำนาจ เงิน 

















ของวงศ์ตระ
ลสืบไป ผมด่าไม่เป็นได้แต่พูดจากใจจริง!!! 












































5555 

















ประชาธิปไตยต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ซิคะกติกามีอยู่แล้ว ปชป.ได้คะแนนน้อยแต่อยากเป็นรัฐบาลไม่ละอายใจบ้างเลยหรือ...ท่านอภิสิทธ์... 




































ๆมาตลอด เพียงแต่ไม่มีใคกล้าพูดตรงๆเท่านั้น คำหวานจากนายสมัครก็แล้ว และนายสมชัยจะลาออกยิ่งชัดเจน ก็ยังมีอาการเอนเอียงอยู่นั่นแหละ มันผิดธรรมชาติ 

















้กองทุนต่างๆ มา ไม่ต้องใช้คืน 3.ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับอำนาจรัฐ เพราะเขาหลอกเรามานานแล้วในที่สุดก็ผลักพวกเราว่าเป็นคนชั้นต่ำ ..เหตุผล เพื่อไม่ให้พวกเผด็จการมันนำเงินมาซื้ออาวุธข่มขู่พวกเรา / 2. ไม่ต้องการให้มันทุจริตเงินภาษีเราเข้ากระเป๋าเพื่อความสุขสบายส่วนตัว ทั้งที่เราเหน็ดเหนื่อย หาเช้ากินค่ำแทบตาย มันชุบมือเปิบไปได้นิ เจ็บใจ 



























































































































































































































