











พระพี่นาง พระพี่นางเธอ สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นางเธอ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ทรงถ่ายทอดความทรงจำในวัยเยาว์ที่ทรงมีต่อพระอนุชาพระองค์เล็ก ในหลวง ในหนังสือ เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์ ติดตามอ่าน เรื่องเล่าระหว่างพระเชษฐภคินี และพระอนุชา แห่ง ราชจักรีวงศ์ ของ พระพี่นาง พระพี่นางเธอ ได้ที่นี่ค่ะ

แสง ส่องสว่างอาบสะท้อนให้ผู้คนเห็นความงดงามของสรรพสิ่ง แสง มีคุณค่าที่ไม่เคยปรากฏตัว ผู้คนไม่คิดจะค้นหา... สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นดังแสงหนึ่งที่ส่องให้เห็นความงดงามบนแผ่นดินไทย เป็นดั่งแสงแห่งการให้ แสงแห่งความรัก และแสงแห่งความกรุณา เมื่อแสงนั้นฉายผ่านท้องฟ้า จึงปรากฏเป็นรุ้งงาม 7 สี กอปรด้วย แดง แสด เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม ม่วง ดุจดังพระเกียรติคุณอันอเนกอนันต์
ในฐานะสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ในพระมหากษัตริย์ไทยถึง 2 พระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 สมเด็จฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังทรงเปรียบดัง แสงแห่งรุ่งอรุณ ที่สาดส่องให้ความอบอุ่นแก่องค์พระอนุชา ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นับเนื่องตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จวบจนถึงเมื่อครั้งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จสู่สวรรคาลัย ก็ทรงยืนหยัดเคียงข้างให้กำลังพระทัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างใกล้ชิด มิเพียงจะทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจให้คลายพระราชกังวล แต่ยังทรงเป็นคู่คิดร่วมแบ่งปันทั้งทุกข์และสุข
ย้อนกลับไปเมื่อยังทรงพระเยาว์ ทั้งสองพระองค์พี่น้อง ต่างสนิทสนมรักใคร่ผูกพันกันมาก ทรงเติบโตขึ้นท่ามกลางความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงอบรมดูแลให้พระราชธิดาและพระราชโอรสช่วยเหลือตนเอง มีระเบียบวินัย และเอื้อเฟื้อต่อผู้ด้อยโอกาสกว่า จนเป็นพื้นฐานสำคัญในพระอุปนิสัยของทุกพระองค์
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเล่าไว้ในหนังสือ เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์ ถึงความทรงจำแรกที่ทรงมีต่อพระอนุชาพระองค์เล็กว่า ...ข้าพเจ้าอยากเห็นน้องใกล้ๆ และอยากแตะต้อง แต่ที่โรงพยาบาลเขาก็ให้ดูเพียงหลังกระจกที่กั้นห้องเด็กไว้ เมื่อกลับมาบ้านแล้ว ข้าพเจ้าได้ถามแหนน (พระพี่เลี้ยง) ว่า "น้องคนใหม่นี้พูดไทยได้หรือเปล่า" ในที่สุด หลังจากที่ได้ไปพักผ่อนประมาณ 1 สัปดาห์ แม่และน้องก็กลับมาบ้าน คราวนี้ข้าพเจ้าก็สนุกใหญ่ แหนนจะอาบน้ำ แต่งตัว หรือทำอะไรให้น้อง ข้าพเจ้าต้องเข้าไปยุ่งด้วยเสมอ จนแหนนทนไม่ไหว ต้องไปฟ้องแม่ ข้าพเจ้าเลยถูกห้ามไม่ให้ไปยุ่งในเวลาเหล่านั้น

ในบทพระนิพนธ์ดังกล่าว ยังทรงเล่าว่า พ.ศ.2469 ครอบครัวราชสกุลมหิดลเสด็จยังสหรัฐอเมริกา โดยสมเด็จพระบรมราชชนก ทรงศึกษาต่อจนได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต ขณะเดียวกัน มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในครอบครัว เมื่อพระอนุชาองค์ที่สอง ประสูติลืมพระเนตรดูโลก ในวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาลเคมบริดจ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ พระราชทานพระนามว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ทั่วไปคนเรียกขานว่า พระองค์เล็ก ส่วนพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล รู้จักในนาม พระองค์ชาย
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ยังทรงถ่ายทอดความทรงจำในวัยเยาว์ไว้อย่างน่าประทับใจว่า ทูลหม่อมพ่อฯเสด็จโรงพยาบาลศิริราชบ่อยๆ ทรงหวังว่าจะได้ ทรงงานแบบแพทย์ประจำบ้าน ดังที่ได้ทรงตั้งพระทัยไว้แต่เมื่อยังประทับอยู่ต่างประเทศ... ส่วนแม่ ก็มีงานมากในการจัดระเบียบให้ลูก 3 คน พระองค์เล็ก ยังเดินไม่ได้ ตอนแรกๆจึงถูกผูกไว้ บ่อยๆในรถเข็นที่นำมาด้วยจากต่างประเทศ...เมื่อข้าพเจ้าเห็นรูป พระองค์เล็ก ถือไม้ที่ดูเหมือนเป็นไม้ตีกลอง ก็มีความรู้สึกว่าน่ากลัวจะตีพี่ชาย และอาจเกิดอันตรายได้ เมื่อถามแม่ดู ท่านตอบว่าไม่เคยเลย
...แม่เล่าว่า พระองค์เล็ก ถึงแม้ว่าจะยังเดินไม่ได้ ก็มีวิธีขององค์เองในการข้ามถนนหน้าบ้านที่เป็นกรวดแหลมๆ ท่านจะโก้งโค้ง เอามือและเท้าแตะพื้น และเดินสี่เท้าแบบนี้ไป แทนที่จะคลานให้เจ็บเข่า ในไม่ช้าข้าพเจ้าก็ถูกส่งไปโรงเรียนราชินี พระองค์ชาย และ พระองค์เล็ก เล่นด้วยกันที่วังทั้งวัน เมื่อ พ.ศ. 2473 พระองค์ชาย ถูกส่งไปโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยในชั้นอนุบาล 1 พระองค์เล็ก จึงอยู่ที่วังองค์เดียว แต่ตอนบ่ายก็อยู่ด้วยกันอีก เพราะไม่ได้ไปโรงเรียนในตอนบ่าย...ในสมัยนั้น วังสระปทุมยังนับว่าอยู่ชานเมือง อากาศยังบริสุทธิ์ แม่จึงอยากให้ลูกๆได้อยู่กลางแจ้งให้มากที่สุด ท่านจัดที่ทาง สิ่งก่อสร้าง และอุปกรณ์ให้ทีละเล็กละน้อย สิ่งแรกที่สร้างขึ้นคือที่เล่นทราย

...เวลาอยู่กลางแดดนานๆ หรือไปเที่ยวที่ไหนที่คิดว่าจะต้องตากแดด แม่มักจะให้เราใส่กะโล่ กลัวว่าอาจไม่สบายได้ เพราะยังไม่ชินกับแดดร้อนๆของเมืองไทย แต่ เมื่อแรกๆ พระองค์เล็ก จะโยนหมวกนั้นออกไปเสมอ ไม่ชอบเลย แหนน จึงคิดหาชฎาใบลานแบบที่ขายในงานวัดมา พระองค์เล็ก ก็ยอมใส่ได้ นานกว่าหมวกกะโล่ ในไม่ช้าการเล่นในกองทรายนั้นจะรู้สึกว่าไม่สนุกนัก เพราะเมื่อเอาน้ำเทลงไปในทราย น้ำก็จะซึมลงไปหมด จึงย้ายกันออกมาเล่นข้างนอกขุดคลองในดิน นำน้ำมาใส่ให้มาไหลในคลอง แล้ววิ่งไปเก็บกิ่งไม้ที่พุ่มไม้ นี่คือการสัมผัสครั้งแรกกับงานชลประทานและการปลูกป่า!!...แม่ให้เล่นน้ำด้วย ตอนแรกๆ เล่นในถังเงิน ซึ่งสมเด็จย่าทรงทำให้หลานๆอาบน้ำในห้องน้ำ แต่ไม่สะดวกเพราะหนักมากและดำเร็ว แม่จึงให้ทำถังไม้ทาสีใช้แทน เครื่องเล่นประกอบคือถ้วยชามตุ๊กตาและลูกมะพร้าวที่เขาใช้แล้ว
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ยังกราบบังคมทูลสัมภาษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงสมัยที่ยังทรงพระเยาว์ว่า ทรงจำอะไรได้บ้าง พระอนุชาพระองค์เล็กรับสั่งว่า ส่วนมากจะทรงจำได้เพราะรูปหรือหนัง แต่ก็มีบางอย่างที่ทรงจำได้เอง ทั้งๆที่ไม่มีรูปหรือหนัง...ทรงจำความรู้สึกได้บางอย่าง เช่น ครั้งหนึ่งมีการแสดงหุ่นเรื่องอาลีบาบา ที่บ้านของเพื่อนของเพื่อนแม่ ตอนหนึ่งมีการเปิดถ้ำด้วยเสียงดัง รับสั่งว่ารู้สึกกลัว อยากกลับ แต่แม่ไม่ยอมให้กลับ ต้องให้จบก่อน อีกครั้งหนึ่งเป็นเวลาใกล้เทศกาลคริสต์มาส ห้างไวท์อะเวย์ ได้จัดให้ มีคนแต่งเป็นซานตาคลอส นั่งในเรือบินและแจกของให้เด็ก รับสั่งว่าไม่ชอบเลย ออกจะกลัว สิ่งที่ทรงเล่าอีกคือ ทรงจำคืนสุดท้ายก่อนออกเดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้ นอนไม่หลับจึงลุกขึ้นมาห้องแหนน ซึ่งอยู่ติดกับห้องนอน นั่งกับพื้น และหลับตา ทรงจำได้ว่าเป็นครั้งแรกที่เห็นสีต่างๆผ่านไปมาในนัยน์ตาที่หลับอยู่...
ความรักความผูกพันระหว่างทั้งสองพระองค์พี่น้อง เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่พสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ค.2538 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้สถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระเชษฐภคินีพระองค์เดียว ขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในเป็นพระองค์แรกในรัชกาลปัจจุบัน ขณะทรงเจริญพระชนมายุครบ 72 พรรษา โดยมีพระนามจารึกตามพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ดังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศเกียรติคุณไว้บางตอนว่า
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีอันสนิทแต่พระองค์เดียว ที่ได้ทรงร่วมทุกข์กันมาแต่ยังทรงพระเยาว์ ทั้งเป็นที่ทรงเคารพนับถือในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณมาแต่หนหลัง... ต่อมาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ก็ยังใฝ่พระหฤทัยมั่นคงอยู่มิได้ทอดทิ้งในอุปการกิจที่มีแก่พระองค์ โดยเจตจำนงมุ่งหมายแต่จะให้ทรงพระเกษมสุขและทรงพระเจริญยิ่งด้วยพระราชอิสริยยศในมไหศูรยสมบัติ...
ทั้งได้ปฏิบัติวัฎฐากสมเด็จพระบรมราชชนนีอย่างใกล้ชิดในที่ทุกสถาน และรักษาพยาบาลในเมื่อทรงพระประชวร โดยมิได้มีความเบื่อหน่ายย่อหย่อน ด้วยมีพระประสงค์จะแบ่งเบาพระราชภาระ ทำให้ทรงคลายพระราชกังวล และวางพระราชหฤทัย ในการส่วนสมเด็จพระบรมราชชนนีได้เป็นอันมาก...มาบัดนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงเจริญด้วยวัสสายุกาลวัยวุฒิ กอปรด้วยพระอัธยาศัยซื่อตรง ดำรงพระองค์มั่นอยู่ ในสุจริตธรรมสัมมาจารี มีความกตัญญูกตเวทีเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทรงพระคุณแก่บ้านเมืองปรากฏอยู่เป็นอเนกปริยาย สมควรที่จะสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ให้สูงขึ้น โดยอนุโลมตามแบบ อย่างโบราณราชประเพณี
ขณะเดียวกัน ในยามที่พระเชษฐภคินีทรง พระประชวรหนักเสด็จเข้ารับการรักษาพระองค์ ที่โรงพยาบาลศิริราช ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระประชวรอยู่เช่นกัน แต่ก็หาได้ทรงละเลยหน้าที่ความเป็นพระอนุชาที่ดี โดยได้เสด็จฯเฝ้าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เป็นประจำทุกเช้าค่ำ อีกทั้งยังทรงมอบหมายให้ คณะแพทย์ถวายการรักษาสมเด็จฯ กรมหลวงฯ อย่างสุดความสามารถ จนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย เมื่อพระเชษฐภคินีสิ้นพระชนม์อย่างสงบ ในวันที่ 2 ม.ค.2551 ยังทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้จัดการพระศพถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี โดยประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระ บรมมหาราชวัง เพื่อให้สมกับที่ทรงเป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินีอันสนิทแต่พระองค์เดียว...นับได้ว่า ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ที่รู้พระราชหฤทัยอย่างลึกซึ้ง ยากที่จะหาพี่น้องคู่ใดรักใคร่ผูกพันเสมอเหมือน
ข้อมูลและภาพประกอบจาก
![]()









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |








































































|