









ผัวเมียทะเลาะกันบ้างมันเป็นเรื่องธรรมดา และนักวิทยาศาสตร์ยังรับรองว่า คู่ที่ทะเลาะกันนั้นตายช้ากว่าคู่ที่เก็บอารมณ์โกรธไว้ข้างในด้วย
ศ.เออร์เนสต์ ฮาร์เบิร์ก จากคณะสุขภาพและจิตวิทยา จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ มิชิแกน กล่าวว่า "เมื่อสามีภรรยาอยู่ด้วยกัน สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือ การพูดคุยปรับความเข้าใจกัน ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็ไม่มีใครได้รับการฝึกให้ทำเช่นนี้หรอก แต่ถ้าฝ่ายชายและหญิงมีตัวอย่างที่ดีจากพ่อและแม่ ก็จะเลียนแบบการปรับความเข้าใจนี้ได้ แต่ส่วนใหญ่คู่สามีภรรยาจะละเลยไม่พูดคุยกันหลังเกิดการทะเลาะวิวาท"
ความขัดแย้งระหว่างสามีภรรยาต้องเป็นสถานการณ์ที่ต้องเจอแน่นอนเมื่อตัดสินใจแต่งงานกัน สิ่งสำคัญก็คือ คู่แต่งงานจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร
ศ.ฮาร์เบิร์กชี้ว่า ถ้าเก็บอารมณ์โกรธแค้นไว้ในใจ ไม่พยายามแก้ไข ต่อไปจะต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่ๆ เพราะผู้นั้นจะเกิดความเครียด ทำให้อายุสั้น นอกจากนี้ การปลดปล่อยอารมณ์โกรธยังเป็นผลดีต่อสุขภาพ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างการศึกษาหนึ่งพบว่า คนอยู่ในอารมณ์โกรธนั้นมีแนวโน้มว่าจะตัดสินใจได้ถูกต้อง เนื่องจากอารมณ์พลุ่งพล่านจะไปกระตุ้นสมองทำให้ละเลยประเด็นต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องและเน้นไปที่ประเด็นหลักของการวิวาท ส่วนการศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้ที่แสดงความไม่พอใจจะสามารถควบคุมสถานการณ์และมองในแง่บวกต่อสถานการณ์นั้น
การศึกษาของ ศ.ฮาร์เบิร์ก ไม่ได้ใช้เวลาเพียงแค่ปีสองปี แต่รวบรวมการศึกษาคู่สามีภรรยาชาวอเมริกัน 192 คู่ มายาวนาน 17 ปี อายุตั้งแต่ 35-69 ปี โดยศึกษาไปที่พฤติกรรมก้าวร้าวที่ถือว่าไม่สมเหตุสมผลต่อผู้ที่ถูกโจมตี ศ.ฮาร์เบิร์กแบ่งคู่สมรสออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ ทั้งสามีและภรรยาแสดงความไม่พอใจ กลุ่มที่ 2 คือ ฝ่ายภรรยาเท่านั้นที่แสดงความไม่พอใจ กลุ่มที่ 3 คือ สามีเท่านั้นที่แสดงความไม่พอใจ กลุ่มที่ 4 คือ ทั้งสามีและภรรยาต่างเก็บความไม่พอใจนั้นไว้ข้างใน
จากการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ 2 และ 3 เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกมาทะเลาะ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเก็บความไม่พอใจไว้ข้างในนั้น พบว่า ผู้ที่เก็บความไม่พอใจไว้ข้างในถึง 25% เสียชีวิตระหว่างเวลา 17 ปีที่ ศ.ฮาร์เบิร์ก ทำการศึกษา ส่วนผู้ที่แสดงอารมณ์เสียชีวิตแค่ 12% ส่วนกลุ่มที่ 4 คือ คู่ที่เก็บอารมณ์ไว้ทั้ง 2 ฝ่าย พบว่า คู่สามีหรือภรรยาเสียชีวิตระหว่างการศึกษา 27% เสียชีวิตทั้งสามีและภรรยาระหว่างการศึกษา 23%
ชี้ว่า ถ้าคู่กรณีเห็นว่าการทะเลาะกันนั้นเป็นการสมควรและยุติธรรมก็จะไม่โกรธ ส่วนกลุ่มที่ 1 คือ ออกมาทะเลาะกันทั้งคู่นั้น เสียชีวิตขณะทำการศึกษาเพียง 6% อย่างไรก็ตาม ศ.ฮาร์เบิร์ก กล่าวว่า นี่เป็นแค่การศึกษาขั้นต้น ต้องศึกษาระยะยาวไปอีกคือจะรวบรวมข้อมูลให้ได้ 30 ปี
เห็นได้ว่า ถ้าอยากอยู่นานๆ ต้องอย่าเก็บความไม่พอใจไว้ข้างใน อัดอั้นตันใจเสียเปล่า แต่ประเด็นการทะเลาะนั้นต้องเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ใช่หยิบเรื่องเล็กเรื่องน้อยมาสร้างความเครียดให้อีกฝ่ายหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือ อย่าเพิ่งเอามีดไปสะกิดพุงกันก่อนล่ะ
ข้อมูลและภาพประกอบจาก









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |




















รูปร่างดี สุขภาพดี ด้วยวิธีที่ฉลาด วันนี้ตัวคุณอยู่ในระดับไหนแล้ว-------## ลองเข้าไปสำรวจตัวเองได้แล้วใน เวอ วาย เว็ป จุด ที เอ จุด บี แซด แสลท ที เอ พิมแล้วกดเอ็นเตอร์ ก็เข้าไปสำรวจตัวเองได้แล้วคะ 






















55 











































































































































|