คุณเป็นอีกคนหนึ่งหรือเปล่า ที่รู้สึกเอือมระอา กับพฤติกรรมความมักง่าย ของผู้คนในสังคมยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะบนท้องถนน บนรถเมล์ ในรถไฟฟ้า หรือแม้แต่เพื่อนข้างบ้าน ที่แต่ละคนในความเห็นของคุณ ช่างเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ จนสร้างความโมโหโกรธา ให้แก่คุณอยู่เสมอ เช่น รถกำลังติดไฟแดงเป็นแถวยาวเหยียด พี่แกขับจากไหนไม่รู้ มาแซงปาดหน้าคันอื่นที่เขารอคิวอยู่ เหตุการณ์เช่นนี้ คงทำให้หลายคนยัวะ จนบ่นพ่อด่าแม่รถคันนั้นไปหลายตลบ ในทางกลับกัน หากคุณเป็นคนขับรถคันที่ว่า คุณและเพื่อนในรถอาจจะรู้สึกว่า
"ดีจัง ที่แซงมาได้ไม่งั้นต้องรออีกนาน เรื่องอะไรจะโง่ ต่อคิวให้เสียเวลา ใครแช่งใครด่า ตูไม่ได้ยินก็แล้วกัน"
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ในชีวิตประจำวันที่เราต้องพบเห็นอยู่เสมอ และเป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่ว่าหลายๆ เรื่อง
"เรา" ผู้ซึ่งด่าว่าผู้อื่นในเรื่องนั้น กลับทำเสียเอง เข้าทำนอง
"ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง" แถมมีข้ออ้าง ข้อแก้ตัวให้ตัวเองสารพัด พฤติกรรมลักษณะข้างต้น แม้บางเรื่องจะมิใช่เรื่องใหญ่โต แต่หลายเรื่องก็สร้างความเดือดร้อน รำคาญใจให้แก่ผู้คนรอบข้างไม่น้อย พฤติกรรมเหล่านี้มีอะไรบ้าง และคุณเป็นหนึ่งในสำนวน
"ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง" หรือเปล่า มาดูกัน
อ้อ! ก่อนจะเข้าเรื่อง หลายคนอาจสงสัยว่า "
ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง" มาจากไหน มีความหมายอย่างไร ก็ขออธิบายคร่าวๆ ให้ฟังว่า สำนวนนี้มาจากวรรณคดีไทยเรื่อง
"อิเหนา" และเป็นชื่อของพระเอกในเรื่อง อิเหนามีนิสัยเจ้าชู้ไม่เบา ก่อนเจอบุษบานางเอกที่เป็นพระคู่หมั้น พระเอกเราก็ไปได้นางจินตะหราเป็นเมีย แล้วเบี้ยวจะไม่ยอมแต่งงานกับนางเอก พ่อนางเอกซึ่งเป็นกษัตริย์อีกเมือง และเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับพ่อพระเอก ฉุนพระเอกมาก เลยประกาศยกนางเอกให้ใครก็ได้ที่มาขอก่อน ทำให้เกิด
"ศึกชิงนาง" ขึ้น เนื่องจากไม่มีใครยอมใคร เพราะนางเอกสวยมากกก (ขอบอก) พ่อพระเอกเลยต้องสั่งให้อิเหนาไปช่วยรบ
อิเหนากำลังอยู่ระหว่างข้าวใหม่ปลามัน ไม่อยากจากนางจินตะหรา ก็โมโห และพูดทำนองว่า นางบุษบาจะสวยงามหรือดีแค่ไหนเชียว ผู้ชายถึงแย่งกันขนาดนี้ แต่พออิเหนาไปเจอนางบุษบาเข้า ก็ลืมตัวลืมคำพูดที่เคยดูแคลนนางไว้ ถึงกับละเมอเพ้อพก วางแผนเผาเมือง และลักพาตัวนางไป จนเกิดเรื่องราวใหญ่โต (ใครอยากรู้ต่อไปหาอ่านเอง) และด้วยเหตุนี้ จึงเกิดสำนวนที่ว่า
"ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง" คือ ตัวเองว่าคนอื่นในเรื่องนั้นๆ แต่แล้วเจ้าตัวคนว่า กลับทำเรื่องดังกล่าวเสียเอง แล้วคุณล่ะ ด่าเขา แต่เผลอตัวทำเรื่องเหล่านี้เองหรือเปล่า
เริ่มจากเรื่องรถต่อละกัน นอกจากเรื่องปาดหน้าแซงคิวรถคันอื่น อย่างที่ว่าข้างต้นแล้ว หลายคนยังชอบขับซิ่งบนถนนกรุงเทพฯ หรือบนทางด่วน ปาดซ้ายป่ายขวาอุตลุด จนคันหน้าต้องเบรคตัวโก่ง ทั้งๆ ดูหน้าคนขับก็มิใช่วัยรุ่นวัยร้อน
ในขณะที่บางคัน แล่นอยู่บนทางด่วนแท้ๆ แต่สามารถทำให้รถคันหลัง คิดว่าเต่าหลงขึ้นมา ส่วนบางคันชอบเปิดไฟเลี้ยวอย่างกระชั้นชิด ชนิดคันหลังแทบจ่อก้น (รถ) เพราะเพิ่งคิดขึ้นได้ว่า ตูต้องเลี้ยวแล้ว ในทางกลับกันบางคันก็เปิดไฟเลี้ยวแต่ต้นซอย แต่เลี้ยวจริงท้ายซอยโน่น ทำให้คันหลังต้องชะลอตาม จะแซงก็ไม่กล้า กลัวจะตำกัน (ตำ -ภาษาลาวแปลว่า ชนกัน)
บางคนทั้งๆ ที่เห็นตารางที่เขาตีไว้ ให้เว้นช่องปากประตู แต่พอรถติด คงคิดว่าขอไปอีกนิดก็ยังดี ก็เลยจอดทับเส้นตาราง ปิดขวางทางซะงั้น ทำให้รถอื่นไม่สามารถเลี้ยวเข้า-ออกประตูหน่วยงานนั้นๆ ได้ เลยทำให้รถติดยิ่งขึ้น เพราะไปขวางเส้นทางรถตรงกันข้ามไปด้วย ที่เด็ดกว่านั้นคือ ชอบเปิดประตูรถออกมาขากถุย ถ่มน้ำลายบนถนน หรือไม่ก็ขว้างถุงขนม/ถุงขยะ/เปลือกเงาะออกนอกรถ (ดีมิใช่เปลือกทุเรียน)
คงคิดว่าถ้าทิ้งในรถ ตูต้องกวาดเอง แต่บนถนน มีคนกวาดให้กระมัง! (ไหนๆ เสียภาษีแล้ว ใช้ให้คุ้ม?) อย่าลืมว่าบนท้องถนนนั้น เขามีกฎจราจรให้ปฏิบัติ เราก็ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะกฎระเบียบต่างๆ ส่วนใหญ่ล้วนออกมาเพื่อประโยชน์ส่วนรวมทั้งสิ้น การไม่ทำตาม นอกจากจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนแล้ว ตัวเราก็หนีไม่พ้นวิบากกรรมที่ก่อไว้เช่นกัน
มาถึงเรื่องการใช้ "โทรศัพท์มือถือ" ซึ่งตอนนี้ แทบจะกลายเป็นอวัยวะส่วนที่ 33 ของคนยุคนี้ไปแล้ว อีกทั้งยังเป็นความจำเป็น ที่ขาดไม่ได้สำหรับหลายๆ คน เพราะความสะดวกสบายทั้งในการพกพา และติดต่อ จึงทำให้เราต้องเจอะเจอกับคนที่ใช้ไม่เลือกสถานที่ และเวลา เช่น ในรถสาธารณะ
อย่างบนรถเมล์ รถไฟฟ้า เราจะเจอหลายคนพกกระเป๋าตังส์ แต่ลืมพก "มารยาท" มาจากบ้านด้วย เพราะพอนั่งปั๊บ หรือต่อให้ยืน พ่อเจ้าประคุณหรือแม่คุณทูนหัว ก็จะพูดๆๆๆๆๆๆ โทรศัพท์มือถือ แบบไม่ต้องกลัวเปลือง (เพราะมีโปรโมชั่น ลดราคาพิเศษแยะ)
บางคนพูดตั้งแต่เหยียบก้าวแรกขึ้นบนรถ จนย่างเท้าออกไปก็ยังไม่หยุดปาก
อันที่จริง เรื่องพูดโทรศัพท์เป็นเรื่องส่วนตัว และสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งคนอื่นไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่เพราะหลายคนใช้สิทธิส่วนบุคคล ไปล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวผู้อื่น ด้วยการพูดเสียงดังลั่นรถ โดยเฉพาะในรถเมล์ แบบไม่เกรงใจใคร ซึ่งนอกจากจะรบกวนความสงบหูแล้ว ยังทำให้ต้องรับรู้เรื่องราวของคุณแบบจำใจไปด้วย เช่น ทำให้รู้ว่าไอ้เฒ่านี่นัดกิ๊กไว้เมื่อไร, ป้าคนนี้บ้านอยู่แถวไหน, เด็กคนนี้กำลังจะรีไทร์ เป็นต้น
แค่นี้ยังไม่พอ ริงโทนที่โหลดยังมีสารพัด บางเพลงก็เพราะถูกใจ บางเพลงก็ทำให้เดาอายุเจ้าของได้
บางเพลงก็ทำให้ตกอกตกใจ เพราะดันไปตั้งเสียงอาราม (Alarm –เสียงเตือนแบบไฟไหม้) ที่ดีหน่อย คือ ทำเสียงไก่ขัน ทำให้สะดุ้งตื่น ไม่หลับเลยป้าย
ส่วนบางคนชอบโทรศัพท์มือถือในขณะขับรถ พอขึ้นรถปุ๊บ มือหนึ่งจับพวงมาลัย มือหนึ่งจะกดพูดมือถือทันที แล้วก็จ้อเพลินขับช้าลง กินเลนคนอื่นเขา ไม่ชิดซ้าย หรือขวาให้แน่สักอย่าง คนเขาก็แซงไม่ได้ บีบแตรใส่ ก็ไม่ได้ยิน เพราะกำลังเม้าท์มันส์ ครั้นพอเขาปาดหน้าได้ เขาก็เลยหันกลับมาชยันโต ทำปากหมุบหมิบส่งอวัยวะบางส่วนมาให้ หากคุณเคยทำเช่นนี้ ให้นึกถึงอกเขาอกเรา (คุณผู้ชาย อย่าไปนึกถึงอกเมียน้อย เดี๋ยวจะยิ่งซู่ซ่า ขับรถประมาทเข้าไปอีก) แล้วโปรดขับในเลนซ้ายที่เขาให้ขับช้า และควรใส่หูฟัง เพื่อความปลอดภัยทั้งของตัวคุณและผู้อื่น
ทางที่ดีอย่าคุยนาน เพราะหากเกิดทะเลาะกับใครทางโทรศัพท์ แล้วอารมณ์ไม่ปกติ ก็จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และหากคุณเป็นคนขับรถสาธารณะทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถแท็กซี่ รถเมล์ รถทัวร์ รถสองแถว ฯลฯ ถ้าจะกรุณางดใช้โทรศัพท์มือถือได้ จะเป็นพระคุณแก่ผู้โดยสารทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่เขายอมเสียเงินนั้น เป็นค่ารถ มิใช่ค่าความตื่นเต้น ที่ต้องมานั่งลุ้นระทึก ระหว่างคุณโทรไป ขับไปหรอกนะ
และสถานที่ที่ควรระมัดระวัง ในการใช้โทรศัพท์มือถืออีกแห่ง คือ โรงหนัง เพราะคนที่เขาไปดูหนัง เขาไปเพื่อหาความบันเทิง มิใช่มานั่งฟังคุณเจ๊าะแจ๊ะกับแฟน หรือเพื่อนข้างๆ หู สร้างบทสนทนานอกจออีกเรื่อง หากเจอคนทนได้ก็โชคดีไป แต่ถ้าเจอคนเลือดร้อน คุณอาจเลือดสาดได้ไม่ยาก ในห้องประชุมก็เช่นกัน หลายครั้งที่เราจะรำคาญ เสียงโทรศัพท์ที่ดังจากคนนั้นทีคนนี้ที แม้กระทั่งประธานในที่ประชุม ซึ่งเสียงรบกวนเหล่านี้ เชื่อว่าคุณคงคิดตำหนิในใจ แต่คุณล่ะทำเองหรือเปล่า
ดังนั้น หากอยู่ในที่ประชุม จึงควรเปิดเป็นระบบสั่นแทน แล้วถ้าไม่ถึงคิวชี้แจงในที่ประชุมจึงค่อยรับหรือมาโทรข้างนอก ที่สำคัญเวลาไปติดต่องานใดๆ ระหว่างเจรจากับผู้อื่น ก็ควรปิดหรือเปิดเป็นระบบสั่นเช่นกัน มิเช่นนั้น เขาจะรู้สึกว่าคุณไม่ให้เกียรติแก่เขา
นอกเหนือไปจากโทรศัพท์มือถือแล้ว หลายคนยังมี mp3 หรือพวกวิทยุเทปแบบพกพา ไปไหนมาไหนก็เสียบหูฟัง จนดูเหมือนว่าไม่น่าจะรบกวนใคร แต่ที่จริงแล้ว เสียงเทป เสียงวิทยุเหล่านี้ กลับเล็ดรอดดังออกมานอกหูฟัง และส่งเสียงกวนใจคนนั่งหน้า นั่งข้าง และนั่งหลังเป็นอันมาก เพราะหูฟังที่แต่ละนายแต่ละนางเสียบหู แล้วต้องเร่งเสียง เพราะไม่ได้ยินนั้น มันดันมาได้ยินข้างนอกแทน (รู้ตัวหรือเปล่าจ้ะ)
"การเข้าคิว" เป็นอีกเรื่องในปัจจุบัน ที่สามารถสร้างความเดือดดาล และทำให้อารมณ์ของเราคุกรุ่นไปได้ทั้งวันเลยทีเดียว ถ้าหาก "ถูกแซงคิว" เพราะไม่ว่าใคร ลองเข้าแถวรอคิวอยู่ แล้วมีคนมาตัดหน้า มีหวังต้องเกิดการต่อว่าต่อขาน หนักไปกว่านั้นก็อาจถึงขั้นด่าทอ และชกต่อยตบตีกันได้
สำหรับ
"คิว" ที่มักถูกแซงและทำให้อารมณ์บ่จอย ได้บ่อยๆ ได้แก่ การรอเรียกแท็กซี่ริมถนน ที่หลายๆ คนกำลังยืนรอๆอยู่ แล้วดันถูกใครก็ไม่รู้มาเรียกตัดหน้า ถ้ารถมีแยะยังพอทำเนา แต่หากรถน้อย ต้องรอนาน ก็อาจมีการทะเลาะแย่งชิงรถกันขึ้นได้ ส่วนคิวเข้าห้องน้ำ ปัจจุบัน ตามห้างใหญ่ๆ มักจะให้เข้าแถวคิวเดียว ซึ่งก็ดีกว่าไปรอทีละห้องทีละคิว เพราะหากเจอใครปวดหนัก แต่ห้องที่รอกลับช้า ก็จะเกิดทุกข์สาหัสขึ้น แต่ที่น่าเกลียดคือ หลายคนไม่ดูตาม้าตาเรือ เดินผ่านประตูทางเข้าได้ ก็พุ่งไปรอหน้าห้องที่ว่างเลย ไม่สนเลยว่าเขากำลังเข้าคิวกันอยู่
นอกจากนี้แล้ว การรอคิวขึ้นรถตู้ เข้าลิฟท์ รอขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน บนดิน หรือแม้แต่รอจ่ายเงิน ตามเคาน์เตอร์บริการต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่เรามักจะเจอคนมั่วคิวอยู่เสมอ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะหยวนๆ กันไป เพราะไม่อยากมีเรื่อง แต่บ่อยครั้งเช่นกัน ที่คู่กรณีไม่ยอมกัน ก็จะเกิดรายการปะทะคารมย่อยๆ ไปจนถึงขั้นทะเลาะวิวาทรุนแรง ให้คนอื่นได้หวาดเสียว เพราะกลัวลูกหลง แต่ที่แทบจะวางมวยกัน เห็นจะเป็นการแซงคิวแย่งที่จอดรถตามศูนย์การค้า ที่บางคันมาทีหลัง แต่ตาไว ตีนไว รีบขับย้อนศรไปจอดในที่ว่าง ที่อีกคันเล็งไว้แล้ว แต่เขายอมขับอ้อมไปเพื่อให้ถูกกฎ แล้วก็ถูกแย่งซะเนี่ย มันน่าโมโหไหมล่ะ??
ส่วนเรื่องที่เป็นที่อิดหนาระอาใจ และนำมาซึ่งความบาดหมาง ระหว่างบ้านใกล้เรือนเคียง ก็มีหลายเรื่อง เช่น มีบ้านเดียว แต่มีรถปาไปตั้ง 3-4 คัน แทนที่จะหาที่เช่าจอดรถเพิ่ม กลับไปจอดหน้าบ้าน หรือข้างรั้วเพื่อนบ้าน พอเขาไม่ให้จอด ก็โกรธและไม่พอใจ หาว่าไม่มีน้ำใจ ทั้งๆ ที่ไม่เคยขออนุญาตเขาสักคำ โดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณะ แต่ครั้นคนอื่นจะมาจอดข้างบ้านตัวบ้าง ก็ไม่ยอม ด่าว่ามารุกล้ำที่ของตน หรือบางคนทำใจบุญชอบเลี้ยงหมา เลี้ยงแมวจรจัด โดยนำอาหารไปกองไว้หน้าบ้านคนอื่น พอเขาต่อว่า ก็โมโหหาว่าเขาใจดำ แต่ไม่คิดกลับว่า เราซิเห็นแก่ตัวที่อยากได้บุญ แต่ไปทำหน้าบ้านคนอื่นสกปรกเลอะเทอะ อย่างนี้เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมต่างๆ ที่ว่าทั้งหมด ส่วนใหญ่เกิดจากการที่คนเราคิดถึงแต่ตัวเอง ทำให้ขาดวินัย และมารยาทที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสม แต่ขณะเดียวกัน กลับเรียกร้องให้ผู้อื่นมีมารยาทต่อตน จึงทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง ซึ่งกันและกันในเบื้องต้น และหลายครั้ง ได้บานปลายไปสู่ปัญหาใหญ่ ถึงขั้นฆ่ากันตายในเบื้องปลาย ก็มีตัวอย่างมาแล้ว ดังนั้น เราทุกคนจึงควรย้อนคิดให้ดีว่า พฤติกรรมใดที่เราไม่พึงพอใจให้ผู้อื่นกระทำต่อเรา เราก็ไม่ควรปฏิบัติเช่นนั้นต่อผู้อื่นเช่นกัน มิฉะนั้น ก็จะเป็นแบบเดียวกับอิเหนา ที่ทำให้วงศ์วานว่านเครือ อสัญแดหวาของตน เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปทั่ว เนื่องจาก "
ว่าแต่เขา อิเหนา(ดัน) เป็นซะเอง"
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต