









ที่สถานีโทรทัศน์พีทีวี วันนี้ (30 มีนาคม) นายวีระ มุสิกพงษ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่, นายจตุพร พรมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสัดส่วนพรรคพลังประชาชน ฐานะอดีตรองประธานกรรมการผู้บริหารบริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฐานะอดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์พีทีวี และนายก่อแก้ว พิกุลทอง ที่ปรึกษาสถานีโทรทัศน์พีทีวี ร่วมจัดรายการเพื่อนพ้องน้องพี่ และเปิดใจถึงกรณีที่สถานีโทรทัศน์พีวีทีต้องยุติการออกอากาศเนื่องจากประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และภาวะขาดทุนของกิจการ
นายวีระ กล่าวว่า สถานีโทรทัศน์ และบริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่เกิดขึ้นได้จากการเรี่ยไรเงินทุนจากบุคคลที่เป็นเพื่อน และเป็นที่รู้กันโดยส่วนตัวของตน ซึ่งผลประกอบการที่ผ่านมากว่า 1 ปี พบว่าประสบภาวะไม่มีกำไรมาตลอด คณะผู้บริหารได้ปรึกษากันว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปพนักงานที่เคยร่วมทำงานกว่า 100 ชีวิต และต่อสู้เผด็จการด้วยกันมาจะได้รับผลกระทบ จึงตัดสินใจยุติการทำโทรทัศน์พีทีวี ส่วนบริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่จะทำรายการต่อไปหรือไม่นั้นก็ต้องหารือกันอีกครั้ง ทั้งนี้ในด้านการต่อสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตยนั้นก็จะยังคงมีต่อไป เพราะเชื่อว่าสถานการณ์การเมืองต่อจากนี้ไปคาดว่าจะมีความดุเดือด เข้มข้นแน่นอน เพราะมีเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ด้านนายจตุพร กล่าวว่า คาดว่าแฟนของโทรทัศน์พีวีทีเมื่อทราบข่าวคงต้องช็อคและเสียใจไปตามๆ กัน และเกิดข้อสงสัยว่าพีทีวีหยุด ในช่วงที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเคลื่อนไหว แต่ตนอยากบอกว่าถึงโทรทัศน์พีทีวีจะไม่มีแล้ว แต่ว่ายังมีชื่ออยู่ และพร้อมที่จะต่อสู้ต่อไป เพราะสถานการณ์ต่อสู้ทางการเมืองจากนี้ไปต้องมีความเหนื่อยยาก และสู้กันไม่มีสิ้นสุด
ขณะที่ นายก่อแก้ว กล่าวว่า การที่มีคนตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งพีทีวีนั้นมาจากเงินท่อน้ำเลี้ยง แต่วันที่เราปิดตัวลงนั้นเป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากมีท่อน้ำเลี้ยงจริง ก็ต้องทำต่อไป แต่เนื่องจากทุนหมด ก็ต้องจำเป็นต้องหยุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเวลาที่รายการออกอากาศนั้น นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตผู้บริหารสถานีโทรทัศน์พีวีที ได้โทรศัพท์สายตรงสด มายังในรายการ และกล่าวว่า หลักฐานหนึ่งของการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์พีทีวี ไม่ได้คิดถึงด้านธุรกิจ แต่คิดถึงแต่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และเมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปถึงจุดเปลี่ยน ต่างคนต่างมีภารหน้าที่ก็คงต้องบอกว่า "เจอกันใหม่เมื่อชาติต้องการ"
นายจักรภพ กล่าวถึงการกำกับสื่อของรัฐ ด้วยว่า ตนคิดว่าทำมาถูกทางแล้ว และต่อสู้เพื่อทำในสิ่งที่คนบอกว่าผิดเป็นถูก ผิดน้อยเป็นผิดมาก ตนเห็นว่าคนที่เข้ามาทำสื่อนั้น แท้จริงเป็นนักการเมืองที่ใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ซึ่งตนในฐานะเป็นคนกำกับดูแลกำลังชำระล้าง และทำความสะอาดอยู่ ทั้งนี้ยอมรับว่าสถานีโทรทัศน์พีทีวีเป็นแหล่งบ่มเพาะความคิดที่สำคัญ การที่ตนมีโอกาสทำงานเพื่อบ้านเมือง พีทีวีก็เป็นแรงบันดาลใจ ในการทำโครงการต่างๆ และตนจะร่วมสืบสานอุดมการณ์และโครงการต่างๆ ของพีวีต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างการสนทนานั้น นายวีระได้กล่าวแบบติดตลกว่า "ขอไปจัดรายการที่ช่อง 11 หรือทีวีสาธารณะบ้างได้ไหม" นายจักพภพ กล่าวว่า "จะไปจัดกี่วันครับ 7 วันเลยดีไหมครับ หากเป็นคนที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่มีประชาชนค้ำประกัน เราก็พร้อมเปิดโอกาส ได้รับการทาบทาม ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มผู้เล่น ให้ความคิดที่ผิดเพี้ยยนของคนบางคนไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้สำเร็จ"
จากนั้น นายณัฐวุฒิ ถามว่า พอทราบข่าวที่จะมีคนนำเงิน 1,500 ล้านบาท มาซื้อสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีหรือไม่ นายจักรภพ กล่าวว่า สมัยนี้ขยะ เป็นทอง คนรับซื้อขยะ เพื่อนำไปรีไซค์เคิล แต่ว่าสำหรับของที่แยกแล้วไม่มีคุณค่า ส่วนตัวคิดว่าจะนำมารวมการเฉพาะกิจเพื่อความแตกแยกก็ใช่เรื่อง
สำหรับบรรยากาศที่สถานีโทรทัศน์พีทีวีนั้น ทางทีมงานได้นำจอโปเจคเตอร์ขนาดใหญ่มาติดไว้ที่ประตูทางเข้าเพื่อให้ประชาชนได้รับชม ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจจำนวนหนึ่ง ส่วนพนักงานพีทีวีนั้นต่างตกอยู่ใต้ความเศร้าสลด และบางคนถึงกับหลั่งน้ำตา
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบจาก สำนักข่าว INN









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |





































































































ความฝันสูงสุด หน้างง แดะจัง






















































































































































































































































































เสียดายจริงๆ ได้ติดตามและวิเคราะห์เปรียบเทียบกับนิว1มาตลอด ต้องบอกว่าเสียดายมากๆ ต่อไปนี้คงต้องดูมุมเดียวอีกแล้ว












































