
db








"ไม่เห็นจุก ไม่เห็นหมี ไม่เป็นไร วับๆ แวมๆ ได้....โย่ว โย่ว"
"มาเต้นโชว์เซ็กซี่กันตรงนี้ สะใจดี มีคนมาสนใจ"
จริงค่ะ...ใช่ค่ะ... คุณจะพบกับประโยคข้างต้นนี้ ได้ในโปรแกรมที่ถูกรายงานเมื่อประมาณสองปีที่แล้วว่าเด็กวัยรุ่นไทยเข้าไปใช้บริการกันมากเป็นอันดับสามของโลก ใช่แล้วค่ะมันคือ "แคมฟร็อก" ขอสารภาพตามตรงว่า ตอนแรกไม่เข้าใจเหมือนกันว่าความหมายของจุกและหมีคืออะไร? แต่พอเข้าไปเก็บข้อมูลประกอบงานวิจัยจึงถึงบางอ้อ ร้องอ๋อ...มันคือ คำเฉพาะกลุ่ม (jargon) ที่ใช้เรียกอวัยวะสองจุดบนเรือนร่างของสาวๆ ที่สังคมภายนอกบอกว่าพึงสงวนแต่สังคมภายใน (แคมฟร็อก) บอกว่าสมควรโชว์!
ที่ชวนคุณๆ มาคุยกันเรื่องนี้ด้วยเพราะเห็นว่ามีข่าวดังขึ้นมาอีกครั้งในกรณีของสื่อสมัยใหม่คือ เว็บไฮไฟว์ที่คนไทยเข้าไปใช้บริการกันเป็นอันดับสองของโลก โดยสาระการนำเสนอของบรรดาวัยรุ่นไทยอันเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมก็คือ การนำเสนอภาพตามหน้าเว็บที่เข้าข่ายเดียวกันกับแคมฟร็อกที่ว่าในข้างต้น โชว์เซ็กซี่ วับๆ แวมๆ
ต่างประเทศมีการวิจัยปรากณ์ประเภทนี้ โดยสรุปการวิเคราะห์ที่น่าสนใจนั้นแบ่งออกเป็นสองแนวทาง แนวทางแรกเห็นว่า นี่คือปรากฏการณ์ชุดเดียวกันกับกระบวนการตอกย้ำทำผู้หญิงให้เป็นวัตถุ (object) ที่เกิดขึ้นในโลกธรรมดา ประมาณเดียวกันกับหนังสือแฟชั่นที่วาบหวิว (ขอเน้นว่าวาบหวิว) และก็ไปปรากฏซ้ำอีกครั้งในโลกเสมือนจริงเฉกเช่นอินเทอร์เน็ต
เรือนร่างที่นำมาโชว์วับๆ แวมๆ นี้ ถูกมองว่าคือสินค้า คืออาหารทางตาและทางใจสำหรับผู้นิยมชมชอบเสพย์ในเรื่องเพศ โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย ซึ่งจุดนี้ชัดเจนอย่างมาก หากเราพิจารณาจากห้องสนทนาแคมฟร็อกที่ส่วนใหญ่ (มากกว่าสองในสาม) เป็นเพศชาย
กระบวนการนำเสนอผ่านเว็บไซท์ของสาวแว็บแคมนี้ แม้ส่วนมากของสาวเว็บแคมจะให้เหตุผลว่าเธอทำเพราะความพึงพอใจก็ตามที มีผลการวิเคราะห์ที่บอกไว้ว่า สามารถมองได้ว่าเป็น การกระทำในเชิงพานิชย์ โดยกลยุทธ์ที่บรรดาสาวเว็บแคมมักใช้กันคือ การให้ผู้ชมสมัครสมาชิกแบบเสียเงิน เพื่อให้สามารถเข้าดูเข้าชมส่วนที่ลับของกิจกรรมที่โชว์ผ่านเว็บแคม เป็นระบบที่เราอาจนึกเปรียบเทียบได้กับ การจ่ายก่อนโทร + การจ่ายก่อนดู ของโทรศัพท์มือถือและเคเบิ้ลทีวีบ้านเรายังไงยังงั้น
ผลวิจัยที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งจากการศึกษาเปรียบเทียบการนำเสนอตัวเองระหว่างสาวเว็บแคมรุ่นแรกๆ กับรุ่นถัดมาพบว่า ต้นตำหรับสาวแว็บแคมรุ่นแรกอย่างเจนนิเฟอร์ ริงลีย์ (Jennifer Ringley) มองเห็นว่ากล้องเว็บแคมเป็นเพียงกล้องที่วางไว้ ไม่ได้ให้ความสนใจมากมาย เป็นเหมือนกับเป็นกระจกที่เดินมาส่องได้เป็นพักๆ ไป ซึ่งต่างกันกับสาวเว็บแคมรุ่นหลัง ที่จะมานั่งให้ความสนใจกับหน้ากล้องเว็บแคมอยู่ตลอดเวลา พยายามจะโป๊ และโชว์แบบใจถึงใจ เลือกมุมเลือกท่าที่จะดึงดูดใจบรรดาสมาชิกให้ได้มากที่สุด
ว่าไปก็คล้ายๆ กับการสร้างเรตติ้งในละครบ้านเรา ยิ่งตบๆ จูบๆ เรตติ้งยิ่งกระฉูด สาวเว็บแคมรุ่นหลังๆ ส่วนมากเลยเข้าทำนอง สงครามนางฟ้า(ไม่ได้โม้ค่ะ ....นางฟ้า เป็นศัพท์ที่สังคมแคมฟร็อกใช้เรียก สาวๆ ในห้องของตนเอง) ประมาณว่า ยิ่งใครโชว์มากยิ่งเป็นดาวเด่น จึงยิ่งเข่งกันโชว์เพื่อเรียกเรตติ้งว่าใครจะมากกว่ากัน
เราลองมาดูอีกแนวทางหนึ่งซึ่งต่างกันชนิดซ้ายเป็นขวาก็ว่าได้ โดยแนวทางที่สองนี้กลับมองว่า นี่หล่ะคือกระบวนการที่ผู้หญิงเปลี่ยนแปลงตัวเองจาก วัตถุมาเป็นประธาน (subject) หรือพูดง่ายๆ ว่าเปลี่ยนจากผู้ถูกกระทำมาเป็นผู้กระทำ
แทนที่จะมองว่าผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ (sex object) แต่กลับมองมุมกลับว่า ผู้หญิงมีอำนาจโดยชอบธรรมในการนำเสนอเรือนร่างของตัวเองผ่านสื่อกลางไฮเทคนี้ นักวิชาการแนวนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสตรีนิยม ซึ่งเสนอแนวคิดว่า นี่คือรูปแบบของการกุมอำนาจโดยผู้หญิง ไม่ใช่ว่าผู้ชายจะมาสั่งๆ ได้ถอดให้โชว์ได้ แต่ผู้หญิงเองต่างหากที่เลือกว่าจะโชว์ตรงไหน จุดไหน เวลาไหน หรือแค่ไหน ตามความพอใจ เรียกได้ว่าสื่อเว็บแคมและอินเทอร์เน็ตนี้เข้ามาเสริมกำลัง (empowering) ที่ขาหายไปของผู้หญิงให้มากขึ้น
นอกจากนี้แล้ว ยังเป็นการสร้างความหมายใหม่ที่ต้านต่อความคิดของสังคมกระแสหลัก ที่พยายามกำหนดคุณสมบัติหรือความประพฤติของผู้หญิงในทิศทางเดียว โดยสาวเว็บแคมร่วมกันสร้างนิยามทางเลือก ให้ผู้หญิงสามารถกระทำการใดๆ เกี่ยวกับเรือนร่างของตนเองได้ ด้วยมองว่าคือสิทธิ์อันชอบธรรม และเปรียบการเปิดเผยเรือนร่างนี้เป็นรูปแบบการปลดปล่อยจากกรอบพันธนาการของสังคมในเรื่องเพศกับความเป็นผู้หญิง
มาถึงแนวคิดที่สองนี้ หลายฅนที่เคยชินกับกรอบวัฒนธรรมกระแสหลัก อาจขัดใจอยู่บ้างด้วยเห็นว่าเหมือนเป็นการส่งเสริมให้เกิดปรากฏการณ์วัยรุ่นกับเรื่องเพศที่แหวกแนวจากบรรทัดฐานเดิมขอออกตัวก่อนว่า การนำเสนอแนวทางงานวิจัยทั้งสองนี้ ไม่ใช่การยื่นข้อเสนอให้คุณเลือกข้างเป็นพันธมิตรกับแนวทางแรกหรือแนวทางหลังเพียงแต่อยากให้เห็นสองมุมมองในเรื่องเดียวที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ดี สาระสำคัญไม่น่าจะอยู่ตรงที่ผู้หญิงจะเป็นวัตถุหรือเป็นประธานตามที่ยกมาในข้างต้นนี้ ทว่าอยากจะชวนคุณๆ ลองคิดถึงอะไรบางอย่าง? บางอย่างที่ซ่อนอยู่ในการโชว์ของสาวไฮเทคที่ก้าวเข้ามาสู่บริบทสังคมไทย อะไรหนอ...ที่เปลี่ยนไประหว่างการโชว์ของสาวในอดีตกับสาวไฮเทคในปัจจุบัน?
ลองฮัมเพลงสาวรำวงในอดีต
"อายุสิบห้าต้องมาเป็นสาวรำวง มาใส่กระโปรงวับๆ แวมๆ...
...เราเกิดมาเป็นคนต้อยต่ำกระด่างกระดำดั่งเม็ดหินเม็ดทราย..."
คิดว่ามันสะท้อนภาพอะไรบางอย่างบ้างไหม หากเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์ไม่จุกไม่หมีแค่วับๆ แวมๆ ของสาวเว็บแคมหรือไฮไฟว์ก็ตามทีในตอนนี้?
อะแฮ่มๆ เฉลยค่ะเฉลย
สาวรำวงในอดีตอยู่บนพื้นฐานของความไม่มี ไม่มีความรู้ ไม่มีเงิน เพราะไม่มีจึงต้องออกมาตีคิ้วโก่ง โชว์วับๆ แวมๆ แต่สาวยุคเว็บแคมแอนด์ไฮไฟว์นี่สิ กลับมีพื้นฐานอยู่บนความมี มีความรู้ไฮเทค มีเงินเงินซื้อคอมฯ ซื้อกล้อง เพื่อออกมาโชว์วับๆ แวม
ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสังคมของเรา จึงทำให้สำนึกของสาวๆ ในสังคมแปรเปลี่ยนไป จากหากจะโชว์ต้องเพราะความจำเป็นอันเลี่ยงมิได้ อย่างสาวรำวงที่โชว์เพื่อหารายได้ให้บุพการี กลายเป็นสาวไฮเทค ไฮไฟว์ เว็บแคม ที่หากจะโชว์ต้องเพราะความพอใจ ไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อให้ตัวเอง...สะใจ!
หรือนี่จะถึงคราว ที่ความเชื่อในคุณค่าของความเป็นหญิงในสังคมไทยเปลี่ยนไป ใครช่วยบอกที?
ข้อมูลจาก
โดย อรวรรณ ศิริสวัสดิ์ อภิชยกุล









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |





























































|