









สื่อต่างประเทศตีแผ่วัดพระบาทน้ำพุ ตะลึงจัดทัวร์พิสดารโชว์ชะตากรรมคนตาย-ผู้ป่วยเอดส์ใกล้สิ้นลม งงระดมทุนจากการบอกบุญนักท่องเที่ยวได้เงินมากมาย ทั้งวัดและเจ้าอาวาส สร้างเป็นอาณาจักร แต่เมินซื้อยาประทังชีวิตผู้ป่วยเอดส์แถมระบบบริหารจัดการแย่ ปล่อยคนป่วยอยู่ในสภาพอนาถา เผยแม้แต่อาสาสมัครต่างชาติรายสำคัญยังสูญเสียศรัทธาจนต้องโบกมือลา
บทความของ "Timesonline" จาก The Sunday Times ที่เขียนโดยนายแอนดรูว์ มาร์เชลล์ ได้ตีแผ่ประสบการณ์ในการร่วมเดินทางทัวร์วัดพระบาทน้ำพุ บทความดังกล่าวซึ่งใช้ชื่อว่า ฤาวัดพระพุทธจะเดินซ้ำรอยวัดแห่งความวิบัติ ระบุว่า ปัจจุบันวัดพระบาทน้ำพุ เป็นที่รู้กันในฐานะสถานดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี และยังเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กพิเศษ สถานที่แห่งนี้ถือเป็นอาณาจักรที่มั่งคั่งจากเงินบริจาค สร้างโดยพระอลงกต วัย 54 พรรษา ซึ่งเป็นพระสงฆ์ไทยชื่อดัง โดยเริ่มโครงการดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ตั้งแต่ปี 1992
โดยอาณาจักรสงฆ์แห่งนี้ แบ่งเป็น 2 ส่วน มีขนาดพื้นที่ครอบคลุม 1,200 เอเคอร์ เป็นสถานที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้านับพันชีวิต รวมทั้งเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอชไอวีจำนวนมาก โดยวัดพระบาทน้ำพุ มีความหมายถึงการย่ำรอยเท้าของพระพุทธเจ้า แต่ชื่อวัดก็ได้กลายเป็นภาพลักษณ์ ที่ทำให้พระสงฆ์ในอาณาจักรสงฆ์แห่งนี้ สามารถเรียกเงินเรี่ยไรได้หลายล้านปอนด์ จากการรณรงค์ โฆษณากิจกรรมช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ของวัด ที่มีการติดโปสเตอร์ และตั้งกล่องรับบริจาคเงินทั่วประเทศ
นายแอนดรูว์ ยังบรรยายต่อไปว่า ในการบริจาคเงินให้แก่อาณาจักรสงฆ์แห่งนี้ ส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวตะวันตกที่ศรัทธาต่อกิจกรรมของวัด ขณะที่วัดยังได้เปิดกิจกรรมทัวร์ท่องเที่ยววัด ด้วยการให้ชมสภาพกิจกรรมและชะตากรรมของผู้ป่วยเอดส์ใกล้ตาย รวมทั้งสิ่งที่เรียกว่า "พิพิธคนเป็น" ซึ่งจะมีทั้งศพของผู้เสียชีวิตในสภาพที่ถูกสตาฟฟ์ร่างเป็นมัมมี่ โดยป้ายโฆษณาชวนเชื่อระบุข้อความที่เป็นสัจธรรมแห่งชีวิต พร้อมทั้งป้ายบอกอาชีพของผู้ป่วยที่มีหลากหลายเช่น นักร้อง,หญิงโสเภณี และชายโสเภณีด้วย
สิ่งที่สร้างความตะลึงในการทัวร์ดังกล่าวคือ วัดแห่งนี้ มีเตาเผาศพ 8 เตา และสวนแกะสลักงานศิลปะหยาบๆ ของผู้ป่วยเอดส์ที่ทำจากกระดูกของคนตาย โดยระหว่างการทัวร์จะมีหลายขั้นตอน จุดสุดท้ายจะเป็นการเยือนชมพระพุทธรูป ที่ล้อมรอบด้วยกำแพงถุงทราย ที่บรรจุด้วยอัฐของผู้ตายจำนวนหลายพันคน ที่คอยให้ญาติของพวกเขามารับ จากนั้นสิ่งที่จะตามมาก็คือ นักท่องเที่ยวจะถูกเรี่ยไรเงินเพื่อขอเงินบริจาคช่วยเหลือวัด
นายแอนดรูว์ ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ในอาณาจักรช่วยเหลือผู้โรคเอดส์นี้ ให้บรรยากาศสุดสลดหดหู่ พร้อมคำถามหลายอย่างในใจ รวมทั้งอาสาสมัครของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งต้องช่วยเหลือผู้ป่วยในสภาพตามยถากรรม จำนวนนี้มีนายไมเคิล บาสสาโน่ บาทหลวงจากนิวยอร์ก ที่ถือเป็นอาสาสมัครยาวนานที่สุดของวัดแห่งนี้ด้วย
นายบาสสาโน่ เล่าว่า ผู้ป่วยบางคนบ้างเดินทางมายังวัดแห่งนี้ด้วยความสมัครใจ บ้างก็ถูกทอดทิ้งเหมือนขยะ ขณะที่เจ้าหน้าที่รายอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยแต่ในสภาพไม่เต็มไม้เต็มมือ โดยวัดต้องปล่อยให้ผู้ป่วยตายอย่างอนาถา ซึ่งอาจเป็นคำสอนของวัดนี้ที่อ้างว่า ชีวิตในโลกหน้าจะดีกว่าโลกนี้ ขณะที่ผู้ป่วยเอดส์รายหนึ่ง ซึ่งเป็นชายได้กรีดร้องเหมือนสัตว์ โดยเจ้าหน้าที่ต่างมองว่า เขากำลังถูกลงโทษจากบาปในอดีต ที่เคยเป็นคนเชือดสัตว์มาก่อน เช่นเดียวกับผู้ป่วยเองก็เชื่อว่าการติดเชื้อเอดส์ เป็นคำพิพากษาของกรรม เช่น อดีตวิศวกรรายหนึ่ง ที่ติดเอดส์โดยบังเอิญจากภรรยา ซี่งเขาเชื่อว่าสาเหตุที่ตัวเองต้องติดเอดส์ ก็เพราะเคยทำเลวกับภรรยามาเยอะ
นายแอนดรูว์ ระบุต่อไปว่า สำหรับสภาพวิถีชีวิตของวัดพระบาทน้ำพุถือว่าค่อนข้างอัตคัด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่บางคนซึ่งเคยเป็นอดีตพยาบาลเปิดเผยว่า เขาทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน สภาพการทำงานไม่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยอะไรได้มาก จนหลายครั้งรู้สึกท้อแท้ แต่ก็ไม่อยากทิ้งที่นี่ไป เพราะห่วงว่าจะไม่มีใครมาทำงานเช่นนี้แทน
นายแอนดรูว์ ระบุว่า วัดแห่งนี้เคยมีแพทย์และพยาบาลอาชีพ 5 คน โดยอาสาสมัครคนสุดท้ายที่ทำงานที่นี่เป็นชาวเบลเยี่ยม ออกไปเมื่อปี 2004 และเคยเขียนบทความวิจารณ์สภาพการบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยอย่างแย่ ขาดอุปกรณ์ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และระบุว่า เจ้าหน้าที่จะมีสภาพเป็นทาส ส่วนนักท่องเที่ยวก็จะเหมือนกับพวกมนุษย์กินคน ขณะที่พระสงฆ์เจ้าของวัดนี้ ก็บริหารวัดเหมือนโรงงานแห่งความตาย เหมือนกิจการของครอบครัว
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากหนังสือดังกล่าวถูกตีพิมพ์ ปรากฎว่าทางวัดได้ขอให้อาสาสมัครชาวต่างชาติทุกคน ยกเว้นนายบาสซาโน่ออกไป
รายงานยังระบุว่า สำหรับสภาพของผู้ป่วยนั้น จะได้รับการดูแลอาการจากแพทย์แค่เดือนละครั้ง โดยจะถูกพาไปตรวจร่างกายในจังหวัดลพบุรี และเมื่อกลับมาหน้าที่ดูแลผู้ป่วยก็จะตกเป็นของพยาบาล โดยบางครั้งหากเกิดกรณีฉุกเฉินกับผู้ป่วยพยาบาลก็ไม่สามารถทำอะไรได้มาก หลายครั้งที่ผู้ป่วยต้องไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ...
นอกจากนี้ ผู้ป่วยจำนวนมากยังมีอาการสูญเสียความทรงจำ และต้องอาศัยอยู่ในกรงเหล็กในห้องน้ำ เพื่อป้องกันอาการคลุ้มคลั่งของพวกเขา โดยรายหนึ่งยังถูกผู้ป่วยรุมทุบตีและปิดปากด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนเผยด้วยว่า เขาไม่ชอบการทัวร์ลักษณะนี้ เพราะไม่ต้องการเห็นคนอื่นเห็นว่าเป็นเอดส์
นายแอนดรูว์ บรรยายว่า ในสังคมไทยพระรูปดังๆ จะมีชื่อเสียงโด่งดังราวนักร้องเพลงร็อค จะได้รับการนับหน้าถือตาจากนักการเมืองและคนดัง และร่ำรวยด้วยเงินบริจาค
สำหรับพระอลงกต เคยมีประวัติจบการศึกษาในออสเตรเลีย และมีแผนจะตั้งโรงงานรีไซเคิลหญ้า แต่กลับมาเป็นบวชเป็นพระ ก่อนจะได้แรงบันดาลใจตั้งวัดพระบาทน้ำพุ เพราะครั้งหนึ่งได้สัมผัสกับผู้ป่วยเอดส์ที่ตายต่อหน้า อย่างไรก็ตาม กิจกรรมปัจจุบันของพระอลงกรณ์ คือการนั่งสนทนากับนักท่องเที่ยว
รายงานระบุว่า พระอลงกตยังได้ปกป้องกิจกรรมการทัวร์พิสดารของวัดว่า เพื่อเพิ่มการตระหนักของสังคมต่อการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ และเพิ่มคุณค่าทางจิตใจของผู้ป่วยเอง โดยผู้ป่วยเหล่านี้จะได้มีโอกาสได้พูดคุยกับนักท่องเที่ยว เหมือนมีญาติมาเยี่ยม ซึ่งนายบาสซาโน่กล่าวว่า ผู้ป่วยมักจะมีชีวิตชีวา เมื่อได้เห็นพระอลงกรณ์มาเยี่ยมพวกเขา แต่นานๆ ท่านจะมาสักครั้ง
อย่างไรก็ตาม พระอลงกรณ์อ้างด้วยว่า วัดล้มเหลวเรื่องจ้างบุคลากร เพราะหมอส่วนใหญ่อยากทำงาน ให้กับโรงพยาบาลเอกชนที่ให้รายได้ดีกว่าเยอะ และว่าสถานที่แห่งนี้เหมือนได้นำความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วย โดยคนป่วยที่มาตายที่นี่ ก็จะได้รับการเผา คนจิตใจแตกสลายหรือถูกปฎิเสธจากครอบครัวมาที่นี่ก็จะได้รับการเลี้ยงดู ได้ที่พักและเสื้อผ้า พร้อมทั้งบอกว่า สถานที่ทุกแห่งในวัดพระบาทน้ำพุกำลังเผชิญกับภาวะด้านการเงิน และสงสัยว่าวัดจะอยู่รอดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นายแอนดรูว์ตั้งคำถามว่า เป็นเรื่องยากที่วัดจะอยู่ในสภาพขัดสนเงินทอง เพราะจากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของวัดบอกว่า พระอลงกตมีแผนที่จะสร้างศูนย์กีฬา มูลค่า 1.6 ล้านบาท และสลักทางปฎิบัติธรรมขึ้นเขาเป็นเงินจำนวน 8 ล้านบาท
ขณะที่ นายบาสซาโน ได้ตั้งคำถามว่า เขาสงสัยว่าในเมื่อมีเงินมากมายขนาดนี้ ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ และวัดทำอย่างไรกับการบริหารเงินบริจาคเหล่านี้ แทนที่จะนำเงินมาช่วยเหลือผู้ป่วย ด้วยการซื้อยาบำบัดรักษาโรคเอดส์ หรือช่วยเหลือเด็กๆ ที่ยากไร้ในวัด รวมทั้งรถโรงพยาบาลที่แม้แต่วัดแห่งนี้ยังไม่มี และนี่ยังไม่นับรวมการซื้อเครื่องเล่นยิงลูกฟุตบอลจากยุโรป มาประดับในวัด ซึ่งหลายคนไม่เข้าใจว่า เพราะเหตุใดมันจึงจำเป็นสำหรับวัดแห่งนี้!
รายงานระบุว่า เป็นเรื่องยากที่จะถามพระเจ้าอาวาสเรื่องเงินบริจาคโดยไม่มีความรู้สึกเคลือบแคลงในศรัทธา ซึ่งประเด็นการนำเงินไปใช้จ่ายอย่างไม่เหมาะสม ได้กลายเป็นคำขวัญล้อเลียนประเภทว่า "วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง" แล้วในสังคมไทย ขณะที่วัดพระบาทน้ำพุมีรายได้เฉลี่ย 4-5 ล้านบาทต่อเดือน ไม่รวมโครงการบ้านเด็กกำพร้า
นอกจากนี้ พระอลงกตยังได้รับเงินบริจาคโดยตรงเช่นกัน แต่ไม่มีการเปิดเผยตัวเลข โดยท่านอ้างว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาเปิดเผยตัวเลขต่อสาธารณชน แต่อ้างว่าทางวัดมีระบบทำบัญชีที่ดี โดยพระอลงกตยังได้ขอให้นายแอนดรูว์ไปหาสำนักงานเลขาฯของวัด เรื่องการใช้จ่ายของวัด ซึ่งเมื่อเขาได้ตรวจสอบแล้ว ปรากฎว่าแต่ละคนกลับให้ตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ไม่ตรงกัน และไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่า โครงการบ้านเด็กกำพร้าได้รับเงินทุนสนับสนุนอย่างไร
รายงานระบุว่า ครั้งแรกที่พระอลงกตช่วยเหลือผู้ป่วยรายแรก นั่นเป็นเรื่องของความเห็นอกเห็นใจ แต่จนถึงปัจจุบัน หรือ 16 ปีจากนั้น วัดพระบาทน้ำพุมีนักเที่ยวมาเยี่ยมเยือนกว่าหลายแสนคน และเงินทุนก็หลั่งไหลเข้ามา จนเหมือนผู้ป่วยของวัดจะถูกมองข้าม ขณะที่นายบาสซาโน่ ชี้ว่า การเลี้ยงไข้ผู้ป่วยดูเหมือนจะเป็นจุดขายของวัดนี้ เพราะหากผู้ป่วยเข้มแข็งด้วยยารักษาโรคเอดส์แล้ว วัดก็คงจะได้รับเงินสนับสนุนน้อยลง ดังนั้น ยารักษาเอดส์สูตร ARV ที่ยังคงมีราคาสูง อาจถูกซื้อมาที่นี่ แต่มันก็จะไม่ได้ใช้กับคนไข้
รายงานระบุว่า ปัจจุบันนายบาสซาโน่ได้ลาออกจากการเป็นอาสาสมัครของวัดพระบาทน้ำพุแล้ว เพราะที่ผ่านมาเขาต้องทำงานด้านการแพทย์ ที่ไม่มีการรับรองอย่างถูกกฎหมาย โดยไม่มีใบรับรองให้ผลิตยาในเมืองไทย อย่างไรก็ตาม เขายังคงวิจารณ์วัดพระบาทน้ำพุว่าขาดพื้นยารักษาโรคพื้นฐาน และอุปกรณ์การแพทย์ แม้ว่าวัดจะมีเงินจำนวนไม่น้อยก็ตาม









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |




















สู้ๆๆกัยโรคร้ายนะค่ะ




































้และมาบอกว่าวัดขาดแคลนกำลังทรัพย์และยังนำของที่ผู้บริจาคนำมาให้มาขายเพื่อหารายได้ผู้จัดการที่ไร้ซึ่งสมอง โกงกิน ระวังนรกจะกินกันทั้งบ้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรุณาเค้ามาช่วยผู้ป่วย เราคิดว่าบุคคลกรในวัดพระบาทนั้นไม่บริสุทธิ์อย่างที่ตัวเองพูด เค้ารู้กันทั้งลพบุรี แต่ไม่มีใครพูดเพราะเค้ารอให้นรกมารับคนพวกนี้ไป ระวังตัวเอาไว้ให้ดี 



























































































































































































































































อ้ายฝรั่งหนิ๊ ไม่รู้จริงรึเปล่าเนี๊ย ปาก...!!









เคยมีเพื่อนไปทำงานเป็นอาสาที่นี้มาเล่าให้ฟังเหมือนกัน แต่ไม่อยากจะเชื่อเลย แต่มาวันนี้สุภาษิตไทย ที่ว่า " ความลับไม่มีในโลก" ยังใช้ได้อยู่ และเป็นจริงด้วย ตราบใดที่มนุษย์ ยังตัดกิเลสไม่ได้ฉันท์ได พระก็คือมนุษย์ฉันท์นั้น....... 