
db









เรื่องริดสีดวงทวาร เป็นเรื่องที่ใครหลายคนเขินอายที่จะพูดถึง ดังคำกลอนของปราชญ์ท่านว่าไว้ "อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบ ไม่เจ็บแสบเหมือนเอาตูดไปครูดหิน" ถึงว่าเหอะ จะเจ็บแสบน้ำตาเล็ดขนาดไหนก็ตาม กว่าที่คนไข้บางคนจะโผล่มาพบหมอได้นั้น ก็ต้องรอให้มีอาการริดสีดวงทวารอักเสบมากแล้วถึงจะยอมมาได้
ถึงกระนั้น พอมาให้หมอตรวจแล้วหลายคนก็ยังมีอาการเหนียมอายอยู่ จนหมอต้องบอกให้ทราบว่า "เชื่อหรือไม่ว่า ณ ปัจจุบันนี้ มนุษย์เรานั้นมีโอกาสเป็นริดสีดวงทวารได้ประมาณ 50% เลยทีเดียว (เพียงแต่จะแสดงอาการออกมาให้เจ้าของรำคาญใจหรือไม่ก็เท่านั้น) เพราะฉะนั้นไม่ต้องอายหมอหรอก เพราะหมอตรวจคนที่เป็นริดสีดวงทวารมาเยอะแล้ว จนจำไม่ได้ว่าหัวริดสีดวงทวารของใครจะสวยกว่าของใคร" จึงจะยอมให้ตรวจกันได้
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ต้องเกิดอาการเหนียมอายโดยไม่จำเป็น เรามาเรียนรู้กันว่า จะทำให้เจ้าริดสีดวง 50% นั้นมันไม่กำเริบได้อย่างไร มาว่ากันตั้งแต่ภาคทฤษฎีก่อนดีไหมครับ? ไม่รอช้าให้ท่านผู้อ่านต้องคอย ผมขอเปิดประเด็นเลยว่า สงสัยไหมล่ะครับว่า ทำไมเฉพาะมนุษย์จึงมีโอกาสเป็นริดสีดวงทวารมากกว่าสัตว์อื่นๆ แม้แต่ลิงที่เป็นญาติห่างๆ กับมนุษย์เรา ก็ยังมีสถิติการเกิดริดสีดวงทวารมากกว่ามาก
มีคนพยายามหาคำตอบในเรื่องนี้ และทฤษฎีหนึ่งที่มีการพูดถึงกันก็คือ ทฤษฎีที่ว่ามนุษย์เรานั้นทะลึ่งยืนตรงเดิน 2 เท้านั่นเอง ด้วยวิวัฒนาการดังกล่าว ทำให้แรงโน้มถ่วงของโลกดึงและดูดให้เลือดลงไปกองกันอยู่ที่เส้นเลือดดำ บริเวณรอบรูทวารหนักมากเป็นพิเศษ พอนานๆ เข้าก็ทำให้เส้นเลือดดำบริเวณรอบรูทวารหนักมีการโป่งพองและย้อยลงมา เกิดเป็นหัวริดสีดวงทวารขึ้นมา
ดังนั้น วิธีการรักษาโรคริดสีดวงทวารที่เด็ดขาดที่สุด คงต้องบอกให้คนป่วยใช้หัวเดินต่างเท้านั่นเอง... ล้อเล่นน่ะครับ ที่จริงแล้วเอาแค่ว่าอย่านั่งห้องน้ำแล้วเบ่งนานๆ ก็พอ ประเภทที่เอาหนังสือเข้าไปนั่งอ่านเวลาถ่ายหนักน่ะ เอาให้มันพอเหมาะก็พอ (อย่างผมเองก็ชอบทำ เพราะมันได้สมาธิดีไปอีกแบบ) นั่งได้แต่ก็อย่าให้มันเกิน 15 นาทีเลย สงสารคนที่เขารอจะเข้าบ้าง
ประการที่สอง จะแก้ปัญหาก็คงต้องแก้ที่ต้นเหตุ การแก้ริดสีดวงทวาร ถ้ามัวแต่พึ่งหมอโดยทั่วไปก็ทำได้แค่ให้ยาเหน็บทวาร รัดยางให้ขั้วริดสีดวงทวารหลุดออกมา หรือไปโน่นก็ขึ้นเขียงผ่าตัดซะเลย แต่ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนอาหารการกิน ยังคงปล่อยให้ท้องผูกเป็นประจำล่ะก็ เดี๋ยวได้เรื่องกลับไปเป็นริดสีดวงทวารซ้ำอีกจนได้
การแก้ปัญหาริดสีดวงทวาร ทั้งที่ยังไม่เป็นหรือเป็นแล้วให้ถึงแก่น ก็คือ การปรับเปลี่ยนอาหารไม่ให้มีอาการท้องผูกนั่นเอง แต่จะทำอย่างไรจึงจะได้ผลล่ะ มันมีเคล็ดอยู่เล็กน้อยครับ เพราะเราต้องทราบก่อนว่าโดยความเป็นจริงแล้ว อุจจาระของเราประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลักครับ
องค์ประกอบที่หนึ่ง คือ ขี้ไคลของเยื่อบุลำไส้ของเรา... ลำไส้เราก็มีขี้ไคลด้วยเหรอ? มีสิครับ ขนาดผิวหนังของเราไม่ได้โดนครูดโดนเสียดสีเป็นประจำ ยังจำเป็นที่จะต้องแบ่งเซลล์ผลัดผิว เพื่อซ่อมแซมให้ผิวหนังอยู่ในสภาพดี ส่วนเซลล์เก่าๆ ที่ตายก็จะลอกออกไปเป็นขี้ไคลทุกวัน
นับประสาอะไรกับลำไส้ของเรา ที่มีการบีบตัวให้อุจจาระเคลื่อนครูดไปตลอดทางของลำไส้สู่รูเปิดทวารหนัก (ยิ่งพวกที่อุจจาระแข็งๆ เป็นหินนั้น บางทีขูดกันจนเลือดซิบก็มี) ดังนั้น ลำไส้ของเราจึงจำเป็นที่จะต้องมีการแบ่งเซลล์ เพื่อซ่อมแซมผนังลำไส้ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เซลล์ผนังลำไส้เก่าๆ ชั้นนอกๆ ก็จะหลุดออกมาเป็นส่วนประกอบของอุจจาระ ไม่เชื่อลองไปถามคนที่เคยผ่าตัดลำไส้ดูสิ ในบางรายที่หมอให้อดข้าวอดน้ำ 7 วัน 10 วัน ไม่ได้กินอะไร ถามว่ามีอุจจาระออกมาไหม คำตอบที่ได้ก็คือยังมีอุจจาระอยู่น่ะแหละ แต่มีน้อยหน่อย ซึ่งก็มาจากส่วนประกอบขี้ไคลของลำไส้เหล่านี้
ส่วนประกอบที่ 2 ที่มักจะมีปัญหา ก็คือส่วนที่เหลือจากการย่อยอาหารประเภทโปรตีนและไขมัน เพราะโดยธรรมชาติอาหารกลุ่มนี้มักจะมีลักษณะเป็นคราบที่เหนียวหนับ ซึ่งผมมักจะเปรียบเทียบว่าเหมือนกับดินเหนียว จะสังเกตว่ายิ่งเรากินอาหารประเภทนี้เยอะเท่าไหร่ อุจจาระของเราก็จะยิ่งเหนียวขึ้นเท่านั้น ทำให้มันติดหนึบหนับอยู่ในลำไส้ของเรา จะถ่ายก็ถ่ายไม่ค่อยออก มันฝืดมันหนืดไปหมด ก็กลายเป็นคนท้องผูกไป
ส่วนประกอบที่ 3 ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญ นั่นคือส่วนของเส้นใยอาหาร เป็นส่วนที่ได้มากจากการกินอาหารประเภทพืชผัก ซึ่งคนสมัยนี้มักจะกินกันไม่พอ ธรรมชาติของเส้นใยจะมีลักษณะเปรียบเสมือนฟางข้าว คือไม่เกาะกัน อุ้มน้ำและมีมวล มันสำคัญอย่างไรล่ะ คำตอบให้จินตนาการตามนี้ครับว่า สมมุติว่าเราเอาดินเหนียวมาปั้น จะพบว่ามันเหนียวมาก เอามือบิออกจากกัน มันจะยืดออกแต่ยังเกาะกันอยู่
แต่ถ้าเราลองเอาฟางเข้าไปปั้นรวมกับเนื้อดินเหนียวแล้วบิดู เราจะพบว่าเนื้อดินเหนียวที่มีฟางแทรกอยู่ จะร่วนและแยกออกจากกัน ฉันใดก็ฉันนั้น อุจจาระที่มีสัดส่วนของเส้นใยในปริมาณมาก ก็จะมีมวลและชุ่มฉ่ำ อีกทั้งยังแยกออกจากกันได้ง่ายกว่าเดิม การขับถ่ายอุจจาระของเราก็จะเป็นไปได้อย่างสะดวกโยธิน
ประมาณการกันว่า เพื่อให้อุจจาระของเราไม่เหนียวจนเกินไป เราจำเป็นที่จะต้องได้เส้นใยในอาหารอย่างน้อยวันละ 25 กรัม... ว่าแต่มันเท่าไหร่ล่ะ เราควรที่จะกินอาหารชนิดใดจึงจะให้เส้นใยเยอะพอ คนส่วนใหญ่มักจะมาตกม้าตายกันตรงนี้แหละครับ คือพอให้นึกถึงอาหารเส้นใย เราก็มักนึกถึงผักและผลไม้ แต่คนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยชอบกินผัก ก็จะเลี่ยงๆ ไปกินผลไม้แทน เชื่อหรือไม่ว่าในบรรดาผลไม้ที่พวกเราชอบๆ กินกันนั้น โดยเฉลี่ยจะให้เส้นใยจานละ 2.5 กรัม ซึ่งถ้าคุณจะบริโภคผลไม้แต่เพียงอย่างเดียว คุณจะต้องบริโภคให้ได้วันละ 10 จาน... หลายคนอาจจะร้อง โอ้โห จะบ้าเหรอหมอ คนนะไม่ใช่ม้า
ประเด็นอยู่ตรงนี้แหละครับว่า เพื่อให้ได้เส้นใยที่เพียงพอกับการขับถ่าย เราจำเป็นที่จะต้องรับประทานแหล่งเส้นใยอาหารจากหลายแหล่ง นอกเหนือไปจากการรับประทานผลไม้ และแหล่งเส้นใยที่เรามักจะมองข้ามกันไปก็คือ ข้าวกล้องและเมล็ดธัญพืชยังไงล่ะ เพราะข้าวกล้อง 1 จาน สามารถให้เส้นใยได้ถึง 7 กรัม ถ้าเราบริโภคข้าวกล้องวันละ 3 มื้อ คูณกันออกมาแล้วก็จะได้เส้นใยถึง 21 กรัม กินผักและผลไม้อีกหน่อย เส้นใย 25 กรัมมันจะไปไหนเสีย
สรุปสำหรับคนที่ไม่อยากท้องผูกและเป็นริดสีดวงทวาร กฎทองข้อแรกก็คือ จะต้องเปลี่ยนจากการกินข้าวขาวมาเป็นการกินข้าวกล้องแทน ส่วนกฎข้ออื่นๆ เนื่องจากวันนี้เนื้อที่หมดลงพอดี เอาไว้เรามาว่ากันต่อในสัปดาห์หน้าก็แล้วกันครับ
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |












































































































ตอนนี้เป็นอยู่ง่ะ อึ๊ทีเจ็บมากเลย กินยาก็ไม่หายขาด เพราะท้องผูกบ่อยอ่ะ ทรมานจัง 


























































|