คุมประพฤติ 1 ปี ซี8กรมทางหลวง เจ้าของสไปรูลิน่า ลวนลามบนเครื่อง

คุมประพฤติ 1 ปี "ซี8กรมทางหลวง" หัวงู เจ้าของสไปรูลิน่า ลวนลามแอร์-ผู้โดยสารบนเครื่อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มโทษซี 8 กรมทางหลวงเจ้าของสไปรูลิน่า ลวนลานแอร์สาวบินไทย ให้รายงานตัวคุมประพฤติ 4 ครั้งต่อปี หลังศาลต้นสั่ง 15 เดือน ปรับหมื่นห้า รอลงอาญา 2 ปี
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 พฤษภาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 912 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้เพิ่มโทษ นายชาญชัย พิจิตรภักดีกุล อายุ 72 ปี อดีตข้าราชการระดับ 8 กรมทางหลวง และเป็นประธานบริษัท แอดวานซ์ สไปรูลิน่า ไบโอเทคโนโลยี จำกัด ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากสาหร่าย จำเลยให้ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่า 15 ปี โดยใช้กำลัง จากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 15 เดือน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำศาลอุทธรณ์เห็นควรให้เพิ่มโทษให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง เป็นว่า 1 ปี และให้ใช้ความรู้ที่มีในการบริการสังคมเป็นเวลา 20 ชั่วโมง
คดีนี้พนักงานอัยการกองคดีอาญา 7 และ นางสาวชุติพร จำรัสฤทธิรงค์ อายุ 33 ปี พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (แอร์โฮสเตท) ของบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2546 ขณะที่จำเลยโดยสารเครื่องบินของบริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน) เที่ยวบิน ทีจี 517 จากท่าอากาศยานกรุงเทพไปยังเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ จำเลยได้เรียกผู้เสียหายให้เสิร์ฟสุราหลายครั้ง จนเมื่อผู้เสียหายกำลังโน้มตัวไปเก็บถาดอาหารที่จำเลยนั่งอยู่ จำเลยได้ลวนลามผู้เสียหายด้วยการจับมือและบีบหน้าอก แต่ผู้เสียหายทำได้เพียงแค่ขอร้องและตักเตือน เนื่องจากมีกฎห้ามทะเลาะกับผู้โดยสาร
นอกจากนี้ระหว่างการเดินทาง จำเลยยังได้ลวนลามนางอภิรดี และ นางสาวพรรณสิยา ขอสงวนนามสกุล นักธุรกิจผู้โดยสารที่ร่วมเดินทางขณะเดินไปเข้าห้องน้ำ ด้วยการได้ใช้มือจับสะโพกและลูบต้นขา ต่อมาผู้เสียหายทั้ง 3 คน ได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นแจ้งให้เจ้าหน้าที่สายการบินทราบ และเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามหลังเดินทางกลับประเทศไทย จำเลยให้การปฏิเสธอ้างว่าที่นั่งผู้โดยสารชั้นประหยัดมีขนาดเล็ก ขณะที่จำเลยมีรูปร่างสูงใหญ่ ทำให้แขนไปถูกผู้เสียหายโดยไม่ได้เจตนา
ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2549 โดยพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้วเห็นว่า ผู้เสียหายทั้งสาม ต่างเบิกความยืนยันมั่นคงถึงพฤติการณ์ของจำเลย ที่จำเลยต่อสู้ว่าที่นั่งโดยสารมีขนาดเล็กจนไปถูกตัวผู้เสียหายโดยไม่มีเจตนานั้นฟังไม่ขึ้น จึงเชื่อว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้องจริง พิพากษาให้จำคุกรวม 3 กระทงๆ ละ 5 เดือน ปรับกระทงละ 5,000 บาท รวมจำคุกทั้งสิ้น 15 เดือน ปรับ 15,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยเคยรับราชการประกอบคุณงามความดีจนได้เครื่องราชอิศริยาภรณ์เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุก จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้อง
โดยศาลอุทธรณ์พิเคราะห์จากคำเบิกความของพยานโจทก์และจำเลยรับฟังได้ว่า พยานโจทก์ที่เป็นผู้โดยสารทั้ง 2 คน ที่ถูกลวนลามบนเครื่องบินนั้นไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อน อีกทั้งผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ร่วมในคดีเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จึงต้องเอาใจผู้โดยสารให้เกิดความประทับใจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโจทก์ร่วมไม่น่าจะสร้างเรื่องขึ้นมาให้เกิดความอับอาย จากพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยที่ได้จับหน้าอกขณะโจทก์ร่วมกำลังโน้มตัวไปเก็บจานนั้น จนทำให้โจทก์ร่วมต้องวิ่งหนีไปในห้องครัวด้วยความตกใจ
แม้จำเลยจะนำสืบว่าขณะถือแก้วบรั่นดีอยู่นั้นเผลอไปถูกหน้าอกโจทก์ร่วมอย่างไม่ได้ตั้งใจ เห็นว่าหากเป็นตามที่จำเลยอ้าง โจทก์ร่วมก็ไม่น่าถึงกับตกใจวิ่งกลับเข้าไปในห้องครัว จากนั้นจำเลยยังไปตามเข้าไปในห้องครัว พร้อมอวดอ้างว่าเป็นอธิบดี และโวยวายไม่ยอมเลิกรา เพื่อต้องการให้พนักงานมาบริการตนเอง โดยพนักงานต้อนรับรายอื่นต้องเชิญจำเลยกลับไปนั่งที่ แล้วกล่าวขอโทษที่ไม่ได้ให้บริการเติมสุราให้ ซึ่งการขอโทษดังกล่าวนั้นเป็นการขอโทษที่ไม่ได้ให้บริการ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับโจทก์ร่วมแต่อย่างใด
พิเคราะห์จากหนังสือแสดงความเห็นของพยานที่เป็นผู้โดยสารบนเครื่องบินสนับสนุนคำเบิกความของพยานทุกปากแล้ว เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ระบุว่าโทษที่ศาลชั้นต้นลงโทษนั้นเหมาะสมหรือไม่ เมื่อจำเลยอ้างว่าเมาขาดสติยั้งคิด แต่หลังจากที่ก่อเหตุแล้วยังไม่สำนึกในการกระทำความผิด กลับข่มขู่และอวดอ้างตัวเอง เป็นการไม่เคารพต่อศักดิ์ศรีของผู้หญิงนั้น เห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นลงโทษและให้รอการลงโทษนั้นน่าจะสามารถแก้ไขพฤติการณ์ของจำเลยได้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำ เห็นควรให้เพิ่มโทษว่าให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง เป็นว่า 1 ปี และให้ใช้ความรู้ที่มีในการบริการสังคมเป็นเวลา 20 ชั่วโมง
ภายหลังฟัง นางสาวชุติพรซึ่งเดินมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับมารดากล่าวว่ารู้สึกพอใจกับผลคำพิพากษาในระดับหนึ่ง เพราะศาลได้ชี้ให้เห็นความผิดของจำเลย และได้ลงโทษคนผิดแล้ว ส่วนจะยื่นฎีกาต่อไปหรือไม่ตนคงต้องปรึกษากับพนักงานอัยการ และผู้เสียหายคนอื่นอีกครั้ง
"ดิฉันคิดว่าการที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีนี้จะเป็นอุทาหรณ์อย่างดีสำหรับผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และอยากเรียกร้องให้ผู้หญิงที่ถูกกระทำทุกคนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิทธิและศักดิ์ศรีของตัวเอง" นางสาวชุติพร กล่าว
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบจาก
