การละเมิดสิทธิทางเพศในสถานศึกษาระหว่างครูกับศิษย์ อาจารย์กับนักศึกษานั้น ดูเหมือนสังคมไทยกำลังจับตาดูอยู่ห่าง ๆ และไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็น ไม่เหมือนกับคุณธรรมทางการเมืองของนักการเมืองที่ต้องเขียนระบุไว้ในรัฐธรรมนูญหมวด 13 ว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำให้เกิดความสงสัยว่าสังคมไทยไม่ค่อยเห็นความสำคัญของคุณธรรม จริยธรรม กันไปแล้ว กลายเป็นการยอมรับความสามารถของบุคคล และคุณสมบัติของบุคคลตามฐานะหรือตำแหน่งหน้าที่การงาน เช่นเดียวกับสังคมอเมริกันที่ยังยอมให้ประธานาธิบดีมีความสัมพันธ์กับนักศึกษาฝึกงานในทำเนียบขาว โดยไม่มีการให้ออกจากตำแหน่งเพราะเรื่องชู้สาว (หรือชู้หนุ่ม)
ประเด็นของการละเมิดสิทธิมนุษยชนดังกล่าวมีความยากที่จะวินิจฉัย เพราะคนทั่วไปในสังคมมักมองว่าอาจเป็นการสมยอม หรืออาจเป็นเรื่องส่วนตัวหรือรสนิยม แต่ถ้ามีการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่ามีความสัมพันธ์ของ 2 ส่วนซ้อนกันอยู่ ทำให้ประเด็นนี้อาจไม่เป็นที่สนใจของผู้คนในสังคม
ประเด็นแรกคือ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างครูกับลูกศิษย์ หรืออาจารย์กับนักศึกษาไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กนักเรียนแล้วยิ่งเห็นชัดเจนว่าครูมีอำนาจเหนือกว่าศิษย์ทั้งในแง่วัยวุฒ และคุณวุฒิที่สามารถให้คุณให้โทษศิษย์ได้ โดยที่ศิษย์ไม่อาจโต้แย้ง หรือถกเยงได้ ด้วยความใช้อำนาจที่เหนือกว่า ซึ่งอำนาจที่ว่านี้ไม่ได้มาจากมีใครมอบให้ แต่เป็นอำนาจของผู้ที่รู้สึกว่าตนเองมีอาวุโสกว่า และมีฐานะทางสังคมที่เหนือกว่าเด็ก ๆ นั่นเอง
โดยมากเด็กมีแนวโน้มอยู่แล้วที่จะเชื่อฟังผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ หรือญาติที่ใกล้ชิด ซึ่งเป็นประเด็นของสังคมในชนบทในอดีตที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อครูสั่งนักเรียนต้องทำตาม จึงคอนข้างเป็นเรื่องปกติ แต่หากครูใช้ความสัมพันธ์เชิงอำนายโดยมิชอบไปในทางที่หาประโยชน์ใส่ตัว นี่คืออันตรายอย่างยิ่งต่อระบบการศึกษาโดยรวมของประเทศ ซึ่งเรามักได้ยินข่าวเช่นนี้อยู่เสมอ บางเรื่องเป็นเรื่องจริงที่มีคดีความขึ้นสู่ศาล และศาลลงโทษ แต่บางเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่จริง เป็นความขัดแย้งของผู้ใหญ่และใช้เด็กเป็นเครื่องมือ
ประการที่สองคือ ความสัมพันธ์ของระบบการศึกษากับผู้เข้ารับการศึกษา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประเด็นแรก โดยหลักปรัชญาของการศึกษาแล้ว ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 26 ระบุไว้ใน (2) ว่า "การศึกษาจะได้จัดไปในทางพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างเต็มที่ และสร้างความเข้มแข็งต่อการเคารพสิทธิมนุษยน และเสรีภาพพื้นฐานให้มั่นคงแข็งแรง จะต้องส่งเสริมความเข้าใจ ขันติธรรม และมิตรภาพระหว่างบรรดาประชาชาติ กลุ่มเชื้อชาติหรือศาสนา และจะต้องส่งเสริมกิจกรรมของสหประชาชาติเพื่อการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ"
นั่นแสดงให้เห็นว่าการศึกษาต้องมุ่งส่งเสริมให้มนุษย์มีความเคารพความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน เพื่อทำให้มีความเข้าใจเพื่อนมนุษย์ การศึกษาต้องสอนให้มนุษย์มีความอดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุที่ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิในชีวิต ร่างกาย และส่งเสริมมิตรภาพของประชาชนระหว่างประเทศ
ปรัชญาการศึกษามีความกว้างไกล และทำให้เห็นว่ามนุษย์นั้นมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี ถามว่าศักดิ์ศรีของมนุษย์คืออะไร ตอบแบบง่าย ๆ คือ คนที่เห็นคนเป็นคนนั่นแหละคน การเห็นคนอื่นเป็นคนเหมือนกัน คือหลักการที่ยอมรับคุณค่าในตัวมนุษย์ หรือมีการให้คุณค่าแก่มนุษย์โดยการมองทะลุตำแหน่ง ฐานะทางเศรษฐกิจ สถานภาพทางสังคมของคนนั้น เพราะเขาไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเป็นคนเท่านั้น
อย่าลืมว่าระหว่างครูกับเด็กนักเรียน หรือนักศึกษา และอาจารย์ ต่างมีสถานภาพที่แตกต่างกัน ครูหรืออาจารย์มีฐานะเป็นพ่อ แม่ หรือลูกของพ่อแม่ที่บ้าน หรือเป็นพี่หรือน้องของคนในครอบครัว หรือมีฐานะเป็นลุง เป็นป้า สำหรับญาติมิตร เมื่อมาอยู่ที่สถานศึกษา ครูหรืออาารย์ก็มีฐานะเป็นผู้สอน เป็นข้าราชการหรือลูกจ้าง เป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาที่สอนนั้น
ในขณะที่นักเรียนหรือนักศึกษามีฐานะหรือสถานภาพทางสังคมไม่แตกต่างจากครูหรืออาจารย์ แต่สิ่งที่ไม่ว่าครู อาจารย์ และนักเรียน นักศึกษามีเหมือนกันคือ ความเป็นคน ซึ่งเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ไม่ได้ ตรงกันข้ามกับฐานะหรือสถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ นั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ที่สำคัญผู้สอนต้องมีวิญญาณของความเป็นครู มีจริยธรรมและคุณธรรมเพียงพอที่จะเป็นผู้ให้ความรู้แก่ผู้เรียน บนพื้นฐานของหลักปรัชญาที่ว่าไว้ตามปฏิญญาสากล คือสอนให้คนเข้าใจกันและรักกัน ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน เพื่อให้สังคมอยู่กันด้วยความสงบ
ครูหรืออาจารย์จะมีสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรหากไม่มีแรงจูงใจในการทำหน้าที่
ครูหรืออาจารย์จะมีสิ่งเหล้านี้ได้อย่างไรหากไม่มีแรงจูงใจในการทำหน้าที่
หมายความว่าจะให้ครูมีคุณธรรมต้องมีกระบวนการฝึกอบรมให้ครูได้เรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องมีงบประมาณทางด้านการศึกษาที่พอเพียงให้ครูทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเป็นอยู่ไม่ขัดสน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องมีวิสัยทัศน์ในเรื่องดังกล่าวว่าจะพัฒนาการศึกษาของชาติไปในทิศทางใด อย่างไร จะส่งเสริมบุคลากรทางการศึกษาอย่างไร จะให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้อย่างไร และจะใช้ปรัชญาการศึกษาตามหลักสากลได้อย่างไร
นี่เป็นปัญหาระดับชาติอีกเรื่องหนึ่งที่สังคมไทยยังขาดแคลน เรากำลังแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะหน้าโดยลืมวางแผนการของชาติในอนาคตไว้ เหมือนที่ขณะนี้เรากำลังหลงทางว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร หรือประเด็นใดก่อน
ผู้เขียน: ศราวุฒิ ประทุมราช
ข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้, 15 พฤษภาคม 2551





