
สภาผู้แทนฯ ได้ประธานสภาฯ คนใหม่ คือ นายชัย ชิดชอบ เข้ารับหน้าที่ไปเรียบร้อยแล้ว ท่ามกลางบรรยากาศใจหายใจคว่ำ เพราะความชราของนายชัยที่ปีนี้อายุเลย 80 ปีแล้ว ประกอบกับความผิดพลาดของ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่ประธาน
นายสมศักดิ์ ไม่จัดการให้มีการอ่านพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายชัย ในที่ประชุมสภาฯ ก่อนที่ประธานฯ คนใหม่จะขึ้นบัลลังก์ จนโดนฝ่ายค้านประท้วง กลายเป็นบรรยากาศปั่นป่วน
เป็นการประเดิมตำแหน่งอย่างทุลักทุเล แต่งานข้างหน้าของนายชัย ยังจะทุลัก ทุเลยิ่งกว่านี้อีกมาก นั่นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550
แม้ว่ารัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ได้ประกาศออกมาพร้อมกับแกนนำพรรคร่วมแล้วว่าจะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภาฯ ส่วนรัฐบาลจะทำหน้าที่บริหารงาน แก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่ในความเป็นจริงคาดหมายได้เลยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลนายสมัครอย่างหนักที่สุด
ที่เห็นชัดๆ ก็คือตัวบุคคลในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะมาเป็นผู้นำ พูดจาสื่อสารกับสังคมให้มองเห็นความจำเป็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทบจะไม่มีเอาเลย
นายชัย อาจจะเป็นผู้เฒ่าที่มีความเก๋าทางการเมือง มีลูกเล่นตลกโปกฮา สนิทสนมคุ้นเคยกับสมาชิกสภาฯ ทั้งสภาสูงและสภาล่าง แต่ถ้าจะมาเป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือ สามารถอธิบายปัญหากฎหมายหรือการเมืองต่อสังคมภายนอก ซึ่งมีความเห็นที่แตกต่างอย่างสุดกู่ได้อย่างมีน้ำหนัก เป็นเรื่องที่ยากจะคาดหวัง
การผลักดันนายชัยมาเป็นประธานสภาฯ ด้วยเหตุผลลึกซึ้งว่าไม่ต้องการให้ตำแหน่งประธานรัฐสภาว่างเว้น ซึ่งจะทำให้นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ต้องมาทำหน้าที่ประธานรัฐสภา เมื่อมีการประชุมร่วมของ 2 สภา จึงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ยิ้มย่องผ่องใสเป็นพิเศษ
ในขณะที่บรรดาแกนนำพรรคพลังประชาชน ก็ต้องเตรียมทำงานหนักเพื่อรับมือกับความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น เพราะไม่เพียงแต่ตัวบุคคลที่จะมาขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีลักษณะยั่วยุท้าทายให้เกิดการต่อต้าน ตัวเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีการเตรียมเอาไว้ มีประเด็นอ่อนไหวล่อแหลมหลายเรื่อง เป็นเสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่ เกมการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เมื่อบวกกับปัจจัยเรื่องตัวประธานสภาฯ คนใหม่ จึงเชิญชวนให้เกิดการเผชิญหน้าเป็นพิเศษ
นอกจากแนวรบด้านสภาฯ ที่หมิ่นเหม่ต่อการเกิดปัญหาแล้ว ในส่วนของรัฐบาลเอง นายสมัคร สุนทรเวช สถานการณ์ยุ่งยากที่เผชิญอยู่ยังไม่มีวี่แววคลี่คลาย โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับสถาบัน
ซึ่งการที่พรรคพลังประชาชน นำเอานายสมัคร มาเป็นนายกฯ ส่วนหนึ่งก็หวังอาศัยภาพลักษณ์ของนายสมัครที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบัน จะได้ช่วยลดหรือแก้ข้อหาเกี่ยวกับสถาบัน ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่าย เป็นจำเลยสังคมอยู่ แต่สถานการณ์นี้มีการเดินเกมลึกหลายระดับ จนนายสมัครไม่สามารถ "เคลียร์" ได้ง่ายๆ
อีกสาเหตุหนึ่ง เนื่องจากเครือข่ายทักษิณในสมัยต่อต้านคมช. นอกจากโจมตีคมช. แล้ว ยังพาดพิงเกินเลยไปถึงระดับสูงอย่างไม่สมควร มีหลักฐานทั้งเอกสารหนังสือ และจากเว็บไซต์ต่างๆ กลายเป็นวัตถุดิบกองโตที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนำไปใช้ประโยชน์ และเปิดประเด็นใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ โดยยื้อยุดและเตะตัดขัดขาอยู่ในกระบวนการบริหารนั่นเอง
นายสมัครจึงต้องออกมาระบุชื่อ "ไอ้หัวเถิก" ผู้เดินเกมโดยอ้างอิงพลังอำนาจระดับสูง ออกมาจนเกรียวกราวไปทั้งเมือง เป็นเสมือนการปรามแรงๆ ไปยังกลุ่มดังกล่าว
การเปิดศึกของนายสมัครกับกลุ่มที่นายสมัครระบุว่า "แอบอ้าง" จะเป็นผลดีต่อนายสมัครและรัฐบาลแค่ไหน ยังยากที่จะประเมิน แต่ที่แน่ๆ ปัญหากรรมเก่าของนายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ สมัยยังเป็นแกนนำต่อต้านรัฐประหารไปขึ้นเวทีของสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ แล้วแสดงความเห็นในปัญหาการเมืองการปกครองไทย เนื้อหาบางส่วนถูกหยิบยกขึ้นมาระบุว่าเป็น "ทัศนคติที่เป็นอันตราย" คงจะยังแก้ไม่ตกง่ายๆ
และยังเชื่อมโยงไปถึงปัญหาที่รัฐบาลปล่อยปละละเลย ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันชั้นสูงในเว็บไซต์ต่างๆ โดยเว็บไซต์ที่มีบทบาทอย่างสูงคือเว็บที่ใช้ชื่อ "ทักษิณ" นั่นเอง จนสุดท้ายต้องประกาศปิดตัวเองลงไป นับเป็นเกมการเมืองที่เผาผลาญ "ต้นทุน" ของนายสมัครไปพอสมควร
ขณะที่ในทางการเมือง เครือข่ายผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลก็ไม่เปิดโอกาสให้นายสมัครได้เพิ่มต้นทุนให้ตัวเอง โดยเฉพาะการจัดระเบียบคณะรัฐมนตรี ที่นายสมัครเองออกปากมาแต่ต้นว่า "ขี้เหร่"
ผลการบริหารงาน 3 เดือนที่ออกมา โพลต่างๆ สรุปออกมาว่า "ขี้เหร่" ตัดเกรดออกมา ปรากฏว่าสอบตกระเนระนาด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ หรือกระทรวงดูแลทุกข์สุขของประชาชน แถมยังมีปัญหาเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อพวกพ้องและครอบครัว กลายเป็นความอื้อฉาวที่สังคมคนไทยวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
การปรับคณะรัฐมนตรีแทนในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ของ นายสุธา ชันแสง นายสมัครได้ปรารภว่าอยากจะปรับ 3 ตำแหน่ง โดยให้ นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีปัญหาบัญชีทรัพย์สิน พิจารณาตัวเองไปพร้อมกัน แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากรัฐมนตรีที่ถือว่าตัวเองมาจากโควตาของอดีตนายกฯ
และเท่ากับตอกย้ำว่า นายสมัครต้องดิ้นรนเอาตัวรอดไปจากเกมการเมืองนี้ด้วยตนเอง
ภาพรวมจากรัฐบาลและเครือข่ายขณะนี้ ต้องถือว่ามีลักษณะยั่วยุและท้าทายให้เกิดความรุนแรง ด้วยการเดินเกมและตัดสินใจไปตามผลประโยชน์ของตนเอง ชดใช้หนี้บุญคุณระหว่างกันด้วยตำแหน่งหน้าที่สำคัญในบ้านเมือง ละเลยไม่สนใจกติกามารยาท และไม่สนใจรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นเงื่อนไขให้เกิดการต่อต้านเท่านั้น แต่ยังเป็นเงื่อนไขที่อุดมสมบูรณ์ให้ขบวนการต่อต้านขยายตัวเติบโตได้อย่างง่ายๆ ในขณะที่รัฐบาลเองจะหมดความชอบธรรมลงไปเรื่อยๆ จนต้องเตรียมแผน 2 แผน 3 ไว้สืบทอดอำนาจแล้ว






