
ก่อนหน้าที่ "นาร์กีส" จะเข้าถล่มประเทศพม่า ผมมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดชุมพร จังหวัดที่มีหาดทะเลสวยงาม และไม่ห่างจากกรุงเทพฯมากนัก แค่ 463 กิโลเมตร คือเป้าหมาย โดยพักที่ "ชุมพรคาบาน่า รีสอร์ท แอนด์ ไดว์วิ่ง เซ็นเตอร์" รีสอร์ทติดชายหาด
ที่สำคัญเป็นรีสอร์ทที่ส่งเสริมให้คนในชุมชนโดยรอบเข้มแข็งสามารถพึ่งตัวเองได้ เพราะนอกจากจะมีพนักงานเป็นคนในพื้นที่ ยังสอนให้ชาวบ้านรอบๆ มีความรู้ในเรื่องการทำเกษตรแบบยั่งยืน มีวิถีชีวิตแบบพอเพียงลงจากรถ ผมเดินตามกลิ่นทะเล ที่อยู่ห่างไม่เกินสิบก้าว
หาดตรงนี้ชื่อ "หาดทุ่งวัวแล่น" คนแถวนี้บอกว่า มีเรื่องเล่าว่า เคยมีนายพรานล่าวัวป่ามาได้ที่ริมหาดแห่งนี้ แต่ช่วงที่กำลังถลกหนังวัวอยู่นั้นวัวป่าเกิดฟื้นขึ้นและวิ่งหนีหายเข้าป่าไป พรานป่าจึงเรียกหาดนี้ว่า "หาดทุ่งวัวแล่น"
สายลมเย็นที่พัดผ่าน บรรยากาศอันเงียบสงบ กับหาดทรายขาวสะอาดสุดลูกหูลุกตา สะกดผมให้นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงพนักงานต้อนรับเรียกไปรวมกันที่ล็อบบี้จะปลุกให้ตื่นจากห้วงภวังค์ พร้อมกับเสิร์ฟน้ำมะขามและน้ำขิงรสชุ่มคอ จากนั้นจึงแยกย้ายไปตามห้องพักสองข้างทางไปยังบ้านพักเต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด ทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม้ดอก ไม้ประดับ รวมทั้งกระรอกวิ่งไต่ต้นไม้อยู่ไปมา ที่แปลกตาและแปลกใจที่สุดคือ "แปลงนาข้าวที่ปลูกไว้บริเวณด้านหน้าห้องพัก"
เช้าวันใหม่หลังอาหารมื้อเช้า "วริสร รักษ์พันธุ์" ผู้บริหารของรีสอร์ทรับหน้าที่ไก๊ด์นำชมบริเวณโดยรอบ เธอบอกว่า ที่รีสอร์ทแห่งนี้ไม่จำเป็นต้องนำขยะไปทิ้งที่ไหน แต่ขจัดกันเองทั้งหมด

อย่างเศษอาหารที่เหลือจากทางร้านอาหารก็ใช้ทำปุ๋ยชีวภาพ ส่วนขยะชนิดอื่นก็ใช้การเผาแบบบริสุทธิ์ ไม่เหลือแม้แต่ควันพิษ และยังมีบ่อบำบัดน้ำเสียในรูปแบบต่างๆ เช่น ใช้กังหันบำบัดน้ำเสีย และการใช้ "เลว" บำบัด "เลว" แปลง่ายๆ คือใช้ของไม่ดีกำจัดของไม่ดีด้วยกัน ซึ่งก็คือการใช้ผักตบชวาที่เป็นสวะ มาบำบัดน้ำเสีย แต่ก็จะต้องใช้ไม้ไผ่มากันพื้นที่ให้ดี เพื่อไม่ให้ขยายออกไปบริเวณอื่น แล้วยังมีการผลิตปุ๋ยชีวภาพนานาชาติ ที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะว่านำสิ่งปฏิกูลที่มาจากห้องพักของนักท่องเที่ยวจากชาติต่างๆ มาใช้หมักเป็นปุ๋ย
จุดต่อมามีการสาธิตการสีข้าวแบบสมัยโบราณ แล้วยังมีแปลงผักสวนครัว ฟาร์มเลี้ยงไก่เนื้อ ไก่ไข่ ธนาคารต้นไม้ โรงสีข้าว เตาถ่านน้ำส้มควันไม้ การผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว และผลผลิตทุกอย่างก็นำมาหมุนเวียนใช้ภายในรีสอร์ท
มื้อกลางวันเราจึงพอนึกออกว่าไก่ชิ้นนี้ ไข่ฟองนี้มาจากไหน ซึ่งปลอดสารพิษแน่นอน ความรู้ต่างๆ เหล่านี้ยังได้มีการถ่ายทอดให้กับพนักงานทุกคน เพื่อว่าต่อไปไม่เพียงแต่พวกเขาจะพึ่งตนเองได้ ยังสามารถถ่ายทอดต่อให้คนอื่นๆ ได้อีกด้วย
จุดเด่นอีกอย่างของที่นี่แน่นอนว่าเป็น "การดำน้ำ" ไม่ว่าจะเป็นแบบ "การดำน้ำตื้น" Snorkeling หรือ "แบบดำน้ำลึก" Scuba ฉะนั้น หลังอิ่มจากมื้อกลางวัน เราได้ลงสระเพื่อเรียนการดำน้ำเบื้องต้น เตรียมความพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้
เช้าวันต่อมาเจ้าหน้าที่บอกเราว่า วันนี้ต้องรีบกันสักหน่อยเพื่อให้ถึงเกาะไม่สายเกินไปนัก
เกาะที่ว่านี้คือ "เกาะง่ามน้อย" และ "เกาะง่ามใหญ่" อยู่ในหมู่เกาะชุมพร ในทะเลปะทิว เป็นเกาะหินปูนขนาดเล็ก ไม่มีหาดทราย เป็นโขดหินสูงชันไม่สามารถขึ้นไปชมบนเกาะได้ มีช่องทะลุขนาดใหญ่ 2 แห่ง ที่เกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ ให้ความแปลกตาเมื่อพบเห็น
เกาะอยู่ห่างจากหาดทุ่งวัวแล่นประมาณ 1 ชั่วโมงโดยการเดินทางทางเรือ เกาะง่ามใหญ่ คือจุดแรกที่เราพักกันและเราจะดำน้ำไดฟ์แรกกันที่นี่ น้ำทะเลใสเป็นสีอะความารีน มองเห็นพื้นทรายใต้น้ำ แดดกำลังดี "พี่แจ้" ไก๊ด์ดำน้ำบอกว่าเหมาะกับการดำน้ำเป็นที่สุด โดยความลึกของที่น้ำจะอยู่ประมาณ 10-12 เมตร
พอถึงเวลา ผู้ฝึกสอนจะผูกเชือกกับยางรถยนต์ที่ใช้เป็นทุ่น ทิ้งเชือกให้ดิ่งลงไปในทะเล เป็นการง่ายสำหรับมือใหม่ในการลงดำน้ำครั้งแรก แรกๆ ก็ไม่ค่อยกล้าว่ายไปไกล แต่พอผ่านไปสักครู่เมื่อความรู้สึกดังกล่าวหายไป ความสนุกก็เข้ามาแทนที่
ผมเห็นเจ้าปลิงทะเลที่หมกตัวใต้พื้นทราย อยู่ตรงนั้นตรงนี้เต็มไปหมด พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นปะการังหลากสีสวยงามเหมือนกับที่เคยเห็นในทีวี และยังมีปลาการ์ตูน หรือปลานีโม่แหวกว่ายไปมาตามช่อปะการัง รวมทั้งปลาผีเสื้อ และปลาไหลทะเลอีก
ผ่านไปสักครู่ ครูสอนชี้ไปทางข้างหลัง ผมมองตามมือไม่เห็นอะไร แต่พอเงยหน้าขึ้น ฉลามวาฬตัวประมาณ 4 เมตรพร้อมกับเหาฉลามจำนวนหนึ่ง ว่ายห่างตัวผมไป 5-6 เมตร
ใช่แล้ว มันคือ "ฉลามวาฬ! อยู่ในทะเลจริงๆ! ไม่ได้อยู่ตามตู้ปลาตามพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแต่อย่างใด" ผมเก็บความดีใจไว้แทบไม่อยู่ นึกถึงเมื่อวานที่เจ้าหน้าที่บอกว่าเราอาจจะได้เจอฉลามวาฬ ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งท้องทะเล
พอขึ้นมาบนผิวน้ำ ยังแทบไม่ทันพ้นน้ำดี คำแรกที่ผมพูดคือ "พี่ผมเจอฉลามวาฬ!" แน่นอนว่าคนบนเรือไม่เชื่อ แต่เมื่อได้รับการยืนยันจากอีกหลาย ๆ คนพร้อมกับรูปถ่ายจากใต้น้ำจึงยอมจำนน
ช่วงบ่าย เราได้ย้ายมาที่ เกาะง่ามน้อย สักพักเจ้าฉลามวาฬตัวเดิมก็มาว่ายอยู่ข้างเรือ คนที่ไม่ได้ลงดำน้ำจึงได้เห็น ตากล้องทุกคนคว้ากล้องมากดกันอย่างไม่ยั้ง เพื่อเก็บภาพเจ้าฉลามวาฬไว้ไปอวดเพื่อนฝูง และเหมือนมันรู้ความต้องการของพวกเรา มันจึงว่ายข้างเรืออยู่นานก่อนจะจากไป
ระหว่างเดินทางกลับ ความรู้สึกดีๆ จากการท่องเที่ยวยังกรุ่นอยู่ในหัวใจ เหมือนที่มีคนเคยบอกว่า การท่องเที่ยว ความสุขไม่ใช่อยู่ตอนที่เที่ยวเท่านั้น "แต่ความสุขมันจะอยู่กับเราตลอดไป"
ข้อมูลและภาพประกอบจาก
คอลัมน์ บันทึกรายทาง
โดย จิรพงศ์ เกิดเรณู





