

สถานการณ์บ้านเมืองและเศรษฐกิจทำให้ผู้คนเกิดความเครียดสะสม ตัวเลขตำรวจทหารในเมืองเครียดก็เพิ่มมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เฉพาะที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อต้องมาปฏิบัติภารกิจดูแลควบคุมฝูงชนในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มต่อต้านพันธมิตร บางรายเครียดจัดจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ถึงกับโทรศัพท์ไปขอคำปรึกษานักจิตวิทยาชื่อดัง "ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม" เพื่อหาทางออกก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรผิดพลาดลงไป !!!
ดร.วัลลภ ได้รับโทรศัพท์จากตำรวจคนที่ว่า และเมื่อได้รับฟังปัญหาแล้วถึงกับตกใจ เนื่องจากตำรวจคนดังกล่าวเคยผ่านการอบรมวิธีคลายเครียดตามโครงการ "หัวเราะคลายพิษ ออกจากชีวิต เพิ่มพลังชีวิต ให้กับตนเอง" มาแล้ว
ดร.วัลลภ กล่าวว่า ตำรวจข้างต้นเล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้เขาเครียดมากหลังจากไปปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชนในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มต่อต้าน เครียดที่ต้องฟังคำด่าของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในการสัญจรไปมา รวมถึงต้องทนฟังเสียงของผู้ชุมนุมจนเครียดจัด ประกอบกับไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง จึงโทรมาขอคำแนะนำ เพราะถึงตอนนี้เขาควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้แล้ว เหมือนฟังคนอื่นด่าอย่างไม่มีเหตุผล
"ผมได้ฟังแล้วรู้สึกตกใจเพราะเขาเคยผ่านการอบรมวิธีคลายเครียด ซึ่งจัดขึ้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) จึงพยายามแนะนำให้นึกถึงวิธีคลายเครียด ที่ผ่านมาเคยเจอตำรวจหลายคนที่ผ่านการอบรมบอกว่า รู้สึกดีมาก ไม่เครียด ไม่ต้องพึ่งยาคลายเครียด สามารถทำกิจกรรมได้ ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ไม่รู้ว่าตำรวจคนนี้จะปฏิบัติได้หรือไม่"
นักจิตวิทยาชื่อดังบอกด้วยว่า ทุกวันนี้ไม่เฉพาะตำรวจที่เครียดแล้วโทรศัพท์มาขอคำปรึกษาเท่านั้น เท่าที่ทราบประชาชนทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักข่าว ทหารก็มีความเครียดสะสม แต่อาจจะไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกตำรวจ ลูกทหาร เมียตำรวจ เมียทหาร ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนครู นักเรียน และชาวบ้านก็มีความเครียดรวมอยู่หลายเรื่อง
พร้อมกันนี้ ดร.วัลลภได้ยกตัวอย่างกรณีทหารผ่านศึกในอังกฤษและอเมริกา เมื่อกลับมาแล้วจะมีความเครียดสะสม จึงมีหลักสูตรปรับร่างกายให้อยู่ในสภาวะปกติ เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดสะสม

สาเหตุของความเครียดเกิดจากอะไร เพราะเหตุใดคนเราถึงเครียด และทำไมคนเราถึงมีความเครียดสะสม ?
ดร.วัลลภอธิบายให้ฟังเข้าใจง่ายๆ ว่าสมองคนเราแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ที่ทำให้เกิดความเครียด สมองส่วนแรกคือสัญชาตญาณ ทำหน้าที่ให้คนเรามีความรู้สึกว่า ต้องปกป้องชีวิตและร่างกายของตนเองให้ปลอดภัย สมองส่วนที่สองคือความรู้สึก แบ่งเป็นความรู้สึกเบี่ยงเบนเอาตัวรอด กับความไม่โกรธแค้น สมองส่วนนี้จะมีพิษอยู่หากรู้วิธีสามารถขับพิษออกทางหูและตาได้ สมองส่วนที่สามคือความนึกคิด ซึ่งส่วนนี้อันตรายมาก
เมื่อคนเรามีความเครียดจะเริ่มจากสมองส่วนสัญชาตญาณมาถึงสมองส่วนอารมณ์ความรู้สึก หากสัญชาตญาณบอกว่า คนเราต้องอยู่ดำรงชีวิตและต้องอยู่ด้วยความปลอดภัย หากมีอะไรมากระทบทำให้เขาคิดว่า ต้องเบี่ยงเบนหรือปกป้อง อารมณ์ความรู้สึกจะสะสม พอสะสมมากเข้าก็เกิดความเครียด แล้วถูกสั่งงานไปยังสมองส่วนที่สามคือความนึกคิด ซึ่งจะทำให้เราตัดสินใจทำอะไรที่ผิดพลาดได้ หากเป็นตำรวจทหารก็อาจจะมีการทำร้ายผู้บังคับบัญชา หรือฆ่าผู้บังคับบัญชา หรือฆ่าตัวตาย !?!
วิธีบำบัดพิษออกมาต้องได้รับการอบรม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องใจเย็น โดย ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม มีโครงการอบรมให้ตำรวจนครบาล 50 นาย ตามโครงการหัวเราะคลายพิษ ออกจากชีวิต เพิ่มพลังชีวิต ให้กับตนเอง ในวันเสาร์ที่ 7 มิถุนายนนี้ ณ กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.)

แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าอบรม ดร.วัลลภแนะวิธีคลายเครียดตามขั้นตอนง่ายๆ ได้ ดังนี้
หายใจเข้าให้เต็มอก เต็มท้อง แล้วกลั้นไว้สักครู่ เมื่อกลั้นจนไม่อยู่แล้วจึงค่อยๆ ปล่อยลมออกจากท้องน้อย ผ่านขึ้นท้องบน ขึ้นอก คอ และออกทางปากในลักษณะเปล่งเสียงว่า "โอ" โดยใช้มือปิดปากไว้ จนกว่าจะหมดลม ทำประมาณ 10 ครั้ง จะรู้สึกดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาคลายเครียด
ในอนาคตนักจิตวิทยาชื่อดังอยากจะมีส่วนช่วยทำให้สถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้สงบลง เพราะทุกวันนี้ผู้คนในพื้นที่เต็มไปด้วยความเครียด ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร และชาวบ้าน ดร.วัลลภบอกว่า นอกจากขวัญกำลังใจแล้วต้องเพิ่มพลังชีวิตให้แก่พวกเขาด้วย จะใช้หลักการเมืองการปกครองอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้หลักจิตวิทยาด้วย
"ผมไม่กลัวตายหรอก เพราะทุกวันนี้ผมเป็นหนี้แผ่นดินอยู่ จะทำทุกวิถีทางให้เกิดความสงบ เกิดความสุข ปราศจากการทะเลาะเบาะแว้ง" ดร.วัลลภ กล่าว
เมื่อรู้วิธีแล้วก็ลองทำดู สุดท้าย ดร.วัลลภ แนะนำด้วยว่าวิธีคลายเครียดนี้ กลุ่มพันธมิตรและกลุ่มต่อต้านเองก็สามารถนำไปใช้ได้ บางครั้งอะไรๆ จะดีขึ้นบ้าง

อย่างไรก็ตามทีมงานได้ค้นพบข้อดีของการหัวเราะ ซึ่ง คุณยูจิน สมาชิก Planet Kapook ได้มาโพสต์ไว้ และเห็นว่ามีประโยชน์กับผู้อ่านจึงขออนุญาต นำมาเผยแพร่ให้เพื่อนๆ อ่านกันค่ะ
ข้อดีของการหัวเราะ
การหัวเราะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายใน 7 ระบบได้แก่
ระบบหายใจ
ในระหว่างที่หัวเราะร่างกายมีการหายใจเข้า กลั้นหายใจ และหัวเราะ (หายใจออกยาวๆ) ทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนถ่ายออกซิเจน ฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง จึงทำให้เซลล์ประสาทหัวใจ ปอด คอ แข็งแรงขึ้น นอกจากนี้การหัวเราะยังช่วยบริหารร่างกายให้เกิดความร้อนและการเผาผลาญพลังงานสูง ช่วยฆ่าเชื้อโรคและป้องกันโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ทั้งไข้หวัด ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัส กรน ความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคปอด
ระบบย่อยอาหารและการขับถ่าย
การหัวเราะบำบัดช่วยให้อวัยวะส่วนท้อง อาทิ ลำไส้ใหญ่ เล็ก ตับ ไต ไส้ กระเพาะ มีการเคลื่อนไหว เกิดการบริหารกระเพาะและลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายทำงานดีขึ้น ป้องกันโรคอ้วน โรคบูลิเมีย (Bulimia : โรคที่กินอาหารเข้าไปแล้วรู้สึกผิด จนบางครั้งต้องกินยาถ่าย หรืออาเจียนออก) หน้าท้องหย่อน ท้องป่อง โรคเบื่ออาหาร กินไม่ลง ท้องผูก ท้องเสีย โรคกระเพาะ โรคลำไส้ เป็นต้น
ระบบไหลเวียนโลหิต
การหัวเราะบำบัดเป็นการออกกำลังทุกส่วนของร่างกายทำให้อวัยวะต่างๆ ได้เคลื่อนไหวเป็นจังหวะเร็วบ้าง ช้าบ้าง หัวใจสามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ มากขึ้น หัวใจทำงานเป็นระบบขึ้น ป้องกันอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เหนื่อยง่าย เหนื่อยเร็ว เจ็บแน่นหน้าอก โรคขาดเลือด เส้นเลือดหัวใจตีบตัน โรคหัวใจ ตลอดจนอาการใจสั่น เสียงสั่น ตัวสั่น ตื่นตระหนกและประหม่าง่าย
ระบบพักผ่อนและผิวพรรณ
การหัวเราะบำบัดช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้เส้นประสาท กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ยืดหยุ่น ไม่ตึงหรือเกร็ง ทำให้ร่างกายเกิดการพักผ่อน นอนหลับสนิท ผิวพรรณดี ไม่เหี่ยวย่น และไม่เป็นโรคทางผิวหนัง ช่วยให้ร่างกายและจิตใจเกิดความสงบ มีสมาธิมากขึ้น
ระบบเจริญพันธุ์
การหัวเราะบำบัดทำให้ร่างกายทุกส่วนขยับขับเคลื่อน ส่งผลต่อการทำงานของสมองส่วนนอก ส่วนกลาง และส่วนใน ให้ทำงานดีขึ้น เป็นระบบขึ้น ทำให้สมองคิดแง่ดี มองโลกแง่บวก อารมณ์ดี พัฒนาอารมณ์รัก และการมีเพศสัมพันธ์ และช่วยป้องกันอาการไร้อารมณ์ หงอยเหงา โดดเดี่ยว ไม่อยากเข้าสังคม การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และการเข้าสังคม
ระบบทำงานของต่อมไร้ท่อ
การหัวเราะบำบัดช่วยให้เซลล์ประสาททุกส่วนได้ขยับ ทำให้ระบบต่อมไร้ท่อทำงานเป็นปกติ ช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟิน ทำให้อารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน มีความคิดดีและสร้างสรรค์ และช่วยป้องกันไม่ให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป ป้องกันโรคเบาหวาน ความดัน ดูอ่อนเยาว์ไม่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ลดอาการเครียดและความเจ็บปวดต่างๆ
สัญชาติญาณการอยู่รอด
การหัวเราะบำบัดทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว แข็งแรง ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาท กระดูก กล้ามเนื้อ ร่างกายทำงานเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคไขข้อ โรคกระดูกต่างๆ ทั้งกระดูกพรุน ปวดหลัง ปวดเอว อ่อนเปลี้ยเพลียแรง โรคซึมเศร้า นอกจากนี้ยังช่วยทำลายสารอนุมูลอิสระที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย
เอ้า! นอกจากจะช่วยให้คลายเครียด บ่งบอกถึงความสุขใจแล้ว การหัวเราะยังทำให้ร่างกายเราแข็งแรงอีกด้วย รู้งี้แล้วไปหัวเราะกันดีกว่าค่ะ 55555

ข้อมูลจาก
ภาพประกอบจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก และทางอินเทอร์เน็ต





