
สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หลังจาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา พร้อมมีคำสั่งให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินใน กทม. เพื่อจัดการปัญหาการชุมนุมของกลุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยืดเยื้อมากว่า 100 วัน แต่ท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นไปอย่างประนีประนอม และมีแนวคิดว่า ปัญหาทางการเมืองต้องแก้โดยภาคการเมือง หรือรัฐสภา
ด้วยเหตุนี้กลุ่มที่ปรึกษาซึ่งมีความใกล้ชิดกับนายสมัคร จึงเล่นเกมเพื่อดึงอำนาจการสั่งการคืนตามระบอบประชาธิปไตย โดยเรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดเฉพาะกิจ เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่กองบัญชาการกองทัพไทย ภายหลังนายกรัฐมนตรีประกาศไม่ลาออก
โดยหนึ่งในมติ ครม. ที่น่าสนใจ คือ มติโอนอำนาจการใช้กฎหมายของรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ มาอยู่ในมือของนายสมัคร ในฐานะนายกรัฐมนตรีถึง 20 ฉบับ โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทหาร คือ พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 และข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหารและการเตรียมพร้อม พ.ศ.2545 ซึ่งเดิมอำนาจในการสั่งการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหารเป็นของคณะผู้บัญชาการทหาร ประกอบด้วย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และเสนาธิการทหาร จะถูกโอนมาเป็นของนายสมัครทันที ซึ่งตรงนี้อาจจะเกี่ยวพันกับอำนาจในการโยกย้ายทหาร และไปซ้ำซ้อนกับอำนาจของ พล.อ.อนุพงษ์
ประการต่อมา นายสมัคร ยังดึง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ,พ.ร.บ.ป้องกันฝ่ายพลเรือน, พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด, พ.ร.บ.คนต่างด้าว และ พ.ร.บ.การเนรเทศ มาอยู่ในมือตัวเอง นอกเหนือไปจากนี้ กฎหมายที่ดึงมาอยู่ในมือนายสมัครอีกก็ คือ พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง, พ.ร.บ.เกี่ยวกับมูลนิธิ สมาคม, พ.ร.บ.รักษาความสะอาด และรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง และ พ.ร.บ.จราจรทางบก ซึ่งกฎหมายเหล่านี้อาจจะเกี่ยวโยงกับการจัดการม็อบ และสื่อของมูลนิธิ สมาคม และใน 20 ฉบับ ยังรวมไปถึง พ.ร.บ.ควบคุมอาหาร, พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ และ พ.ร.บ.การสุรา อีกด้วย
อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง กล่าวถึงมติ ครม. ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย 20 ฉบับว่า ดูเหมือนว่านายกฯ ต้องการอำนาจมาควบคุมการใช้กำลังของกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะต้องมาดูกันอีกทีว่า จะทำให้มีอำนาจมากขึ้นแค่ไหน
ส่วนจะเป็นการบีบฝ่ายทหาร และอาจทำให้เกิดการรัฐประหารตามมาหรือไม่ รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า อำนาจของฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งมากขึ้น อาจจะไปกดดันให้ทหารทำในสิ่งที่ไม่อยากจะทำ ทำให้สถานการณ์เปราะบางมากขึ้น และนำไปสู่การเผชิญหน้ากันได้
ขณะที่ แหล่งข่าวจากกองทัพ กล่าวว่า เป็นการดึงเอาอำนาจมาไว้ที่นายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมือง เพื่อป้องกันการถูกปฏิวัติ ทั้งนี้ ข้อบังคับกลาโหมว่า ด้วยการใช้กำลังทหารและการเคลื่อนย้ายกำลังทหารนั้น ให้อำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เป็นผู้สั่งเคลื่อนกำลังทหาร หากในพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ของเหล่าทัพใด ผบ.เหล่าทัพนั้นก็จะเป็นผู้สั่งดำเนินการ แต่ในกรณีที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บังคับใช้ ก็จะเป็นอำนาจของประธานคณะกรรมการภาวะฉุกเฉิน เป็นผู้สั่งดำเนินการ กรณีนี้ก็คือ พล.อ.อนุพงษ์
"เขาคงจะป้องกันไว้ เผื่อว่าเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นกับตัวเอง จะได้สั่งให้กำลังทหารออกมาป้องกัน หรือต่อต้าน" แหล่งข่าวกล่าว






