โจอี้ บอย บอกมักจะทำอะไร ตามใจฉัน

โจอี้ บอย


          ขึ้นชื่อว่าเพลงแร็พ เราเชื่อแน่ว่าทุกคนจะต้องคิดถึงผู้ชายคนนี้ "โจอี้ บอย" หรือ "อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต" หนุ่มคนนี้เขามีข่าวคราวขึ้นหน้าหนึ่งไปหลายรอบ ซึ่งแต่ละเรื่องนั้นล้วนแต่เป็นข่าวในเชิงลบ และบวกกับข่าวผู้หญิง ซึ่งเรียกว่าภาพลักษณ์จากข่าวนั้น ทำให้หลายคนมองว่าเขาเป็นเพลย์บอย แต่เมื่อเรามีโอกาสได้พูดคุยกับหนุ่มโจอี้ จึงไม่ช้าที่จะรีบจับเขามาเปิดใจในฐานะหนุ่มเนื้อหอมโดนใจของสาวไทยที่ชอบเพลงแร็พ ซึ่งเขาว่า

          โจอี้ บอย : ให้อธิบายถึงตัวเองอธิบายไม่ถูกนะ อยากรู้จริงๆ คงต้องไปถามคนรอบข้าง แต่ถ้าจะให้ผมอธิบาย ผมว่าผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งมากๆ ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไป มีทุกข์ มีสุข มีทั้งข้อดีข้อเสีย เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจริงๆ

  บอกข้อเสียมาหน่อยได้ไหม? 
 
          โจอี้ บอย : ผมเป็นคนขี้เกียจครับ (หัวเราะ) เป็นคนที่ทำตามใจตัวเอง อะไรก็ตามที่ทำ จะต้องเอาความสนุกสนานของตัวเองเป็นหลัก ผมว่ามันเป็นกฎเกณฑ์ของผมเป็นหลัก ผมว่า มนุษย์เราเกิดมาเพื่อเป็นอย่างนั้น คือ เราทำงานหนักๆ มาตลอดเวลา เพื่อให้ได้มาถึงจุดหนึ่งที่เราสามารถคิดอะไรแล้วก็ทำได้ วันนี้เราอยากจะไปไหนเราก็ทำ คือทำงานหนักมาเพื่อที่จะให้เรามีช่วงนี้ ทำอย่างนี้ได้ ตามใจตัวเองได

 อย่างนี้มีแปลนกับเขาบ้างหรือเปล่า?

          โจอี้ บอย : ที่แปลนก็จะวางแค่เรื่องงาน ส่วนเรื่องของชีวิตไม่แปลนครับผม คือวันนี้ผมอยากจะไปโคราชก็ไป ชลบุรีก็ไป อยากจะไปไหนก็ไป และ ณ วันนี้ผมก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่

 กับข่าวล่ะ ส่วนมากที่ออกมามักจะเป็นข่าวไม่ดี มีท้อบ้างไหม?

          โจอี้ บอย : ไม่ค่อยครับ เพราะว่าผมโตมากับครอบครัวที่มั่นใจและเชื่อใจในตัวผม ผมถึงบอกว่าผมเป็นคนธรรมดา มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่จากข่าวหรือว่าจากอะไร มันดูเหมือนจะเฉพาะเจาะจงแต่ข้อเสีย เราทำอะไรดีๆ มาหลายอย่าง แต่พอเราล้มอย่างหนึ่ง มันเลยกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมา

          แต่ในส่วนตัวผม ผมลำดับความสำคัญของชีวิตเป็นหลัก ครอบครัวผมรู้จักตัวผมมากที่สุดในชีวิต มากกว่าเพื่อนยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น ในจุดที่ว่าเรื่องดีไม่ดีเนี้ย พ่อแม่รู้จักเราดีที่สุด และเสมอหลายๆ ครั้ง เวลาที่มีข่าวไม่ดีออกมา เรามักจะเดินเข้าไปบอกเขาว่า ป๋า ขอโทษนะ แม่ขอโทษนะ เขาก็จะพูด คำหนึ่งคือ "กูเป็นพ่อ เป็นแม่มึง กูรู้ซิมึงเป็นคนยังไง และสิ่งที่มึงทำ ถ้ากูไม่คิดว่ามึงผิดหรือว่าอะไร ใครจะรู้จักมึงดีเท่ากู" เขาพูดคำเดียว สำหรับผมคือว่า ข่าวที่ออกมาถามผมว่ามีความเป็นจริงหรือไม่ บางข่าวไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ มันเลยทำให้เราเริ่มที่จะเข้าใจมัน แล้วก็ไม่ค่อยเอาเรื่องเหล่านั้นมาใส่ใจมาก

 ข่าวที่ออกมา ส่วนมากมักจะมีแต่เราเข้าไปเกี่ยวกับยาเสพติด ตรงนั้นซีเรียสไหม?

          โจอี้ บอย : อันนั้นมันเหมือนเป็นแคมเปญโปรโมชั่นของโครงการ ถามจริงๆ เหอะ ถ้าผมผิดจริง วันนี้ผมจะยังอยู่ตรงนี้ได้ยังไง เขาต้องแบนผมไปแล้ว ผมไม่เคยมีข่าวว่าถูกจับได้ว่ามียาเสพติด เคยแต่ถูกจับพิสูจน์ 3 ครั้ง แต่ไม่เคยพบสักครั้ง คือมันเป็นข่าวที่มันไปแล้วเนี้ย มันคือคำตอบคำหนึ่ง ผมเข้าใจว่ามันไม่จบหรอก มันฝังอยู่ในใจคน มันต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ผมอยากจะบอกว่า ผมเป็นคนฉลาดเกินไปที่จะเอาตัวเองเข้าไปติดกับมัน ผมมีครอบครัวที่ต้องดูแล มีลูกน้องที่ต้องดูแล กับข่าวตรงนั้นผมว่าผมถูกจัดให้เป็นฟรีเซ็นเตอร์เท่านั้นเองจริงๆ

 คิดว่าเรามาถึงวันนี้ได้เพราะอะไร?

          โจอี้ บอย : ผมว่าเพราะคนรอบตัวผม เจ้านายผม ถ้าผมเกเรจริง ผมจะขึ้นไปในตำแหน่งผู้บริหารในแกรมมี่ได้ไง ใครจะไว้เนื้อเชื่อใจผม ผมว่ามีอะไรหลายๆ อย่างที่คนรู้จักผมแต่ภายนอก ผมบอกไงว่าผมเป็นคนขี้เกียจ ขี้เกียจแม้แต่จะแก้ข่าว คือมันไม่มีประโยชน์ ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ขอแค่ให้คนที่รู้จักเรา เจอเราก็พอแล้ว เพราะผมไม่มีภาพลักษณ์ที่ต้องรักษาเท่าไร ผมค่อนข้างที่จะเป็นตัวผมในแบบตัวผม

 แต่วันนี้กลายมาเป็นต้นแบบของน้องๆ หลายคนนะ?

          โจอี้ บอย : ตรงนั้นต้องใช้เวลาครับ ใช้การทำงาน ใช้ความอดทนเยอะแยะมากมาย การร้องเพลงสำหรับผม ผมไม่คิดว่ามันคือการทำงาน แต่ผมรักในการร้องเพลง ผมร้องเพลงตั้งแต่ยังไม่มีคนดู แรกๆ ออกเทปมาไม่มีใครรู้จัก ผมผ่านช่วงขึ้นๆ ลงๆ มาตั้งเยอะแล้ว จนมาถึงวันหนึ่งคนที่ชอบฟังเพลง โจอี้ บอย ก็ยังให้การต้อนรับอยู่เสมอ และมันเป็นเหตุผลเดียวที่ผมยังทำงานอยู่ทุกวันนี้


โจอี้ บอย



 นอกจากงานเพลงแล้ว โจอี้ ก็เล่นหนังมาเยอะเหมือนกันนะ?

          โจอี้ บอย : ครับ งานหนังผมว่ามันเป็นศาสตร์ที่ยากที่สุดของวงการบันเทิง ต้องใช้ความร่วมมือกันทั้งทีม ผมว่าหนังมีเสน่ห์ และท้าทายที่สุด อย่างสำหรับผมในวงการเพลง ผมขายล้านตลับมาแล้ว ผมแต่งเพลงที่ขาย 4-5 ล้านแผ่นไปแล้ว มันเหมือนเราก้าวไปแล้ว เราไม่ย่ำอยู่กับที่ แต่สำหรับหนัง ถ้าผมจะมีส่วนช่วยให้หนังเขาขายได้ดี ผมก็มีความสุขเหมือนกัน

 พูดถึงหนังเรื่อง "หลวงพี่เท่ง 2" ข่าวว่าต้องโกนหัวเล่นเป็นพระจริงๆ แล้วชีวิตจริงเคยบวชแล้วยัง?

          โจอี้ บอย : ผมโกนจริงๆ เลยครับ สบายหัวมาก จริงๆ ที่ทางทีมงานโทรฯ มาผมก็ไม่คิดมากรับเลย คือผมรู้สึกว่าผมโชคดีเป็นบุญ หลายๆ คนบอกว่า เล่นหนังไม่ได้เป็นพระ เป็นพระไม่ได้เล่นหนัง แต่ผมได้เล่นหนังที่เป็นพระ คือผมถือว่าเรามีบุญที่ได้สวมคาแรกเตอร์เป็นพระได้เผยแผ่ศาสนา

          แต่บวชเรียนในชีวิตจริงยังไม่เคยครับ แต่ผมเรียนโรงเรียนวัดมาตั้งแต่เด็กๆ แต่จริงๆ ว่าที่บ้านผมเป็นครอบครัวคนจีน มุมมองเรื่องศาสนาพุทธเลยแตกต่างไป คือการบวชเอาบุญให้แม่ ตรงนั้นมันไม่ใช่แนวคิดสำหรับบ้านเรา แม่บอกว่า บวชก็ต่อเมื่อรู้สึกอยากจะบวชดีกว่า บวชเพื่อที่จะศึกษาปฏิบัติธรรมจริงๆ ดีกว่า อย่าบวชเพื่อเป็นพิธี และนั่นเป็นความรู้สึกของผมเลยนะว่า ถ้าผมจะบวชสักครั้ง ผมจะศึกษาธรรมะจริงๆ ศึกษาให้มันถ่องแท้จริงๆ แต่ตอนนี้ความรู้สึกอยากจะบวช ยังไม่มีครับ

 ขอถามถึงความรักบ้าง ดูเป็นคนที่ลักกี้อินเกม แต่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเรื่องความรักเท่าไรนะ?

          โจอี้ บอย : คือผมไม่ทราบเป็นอะไรเหมือนกันครับ เวลาที่ผมทำงานแล้ว ผมจะไม่ประสบความสำเร็จเรื่องความรัก เพราะผมจะทุ่มเทกับงานมากๆ แต่ถ้าผมมีความรัก งานการก็ไม่ได้ทำเลยนะ งานเสียหมด ทุกเวลาผมจะให้กับแฟนหมด คือผมไม่สามารถแยกเวลาได้ นี่คือข้อเสียของผม ทำให้ทุกวันนี้ผมทำแต่งาน ผมว่ามันทำให้เรามีความสุขที่สุดแล้ว

 คำถามสุดท้าย คิดว่าตัวเองเป็นหนุ่มเนื้อหอมไหม?

          โจอี้ บอย : ไม่หรอกครับ ผมหมดยุคเนื้อหอมไปแล้ว (หัวเราะ)


          แหมๆ ๆ ๆ ถูกอกถูกใจกันละซิ ผู้ชายคนนี้เขาก็มีความคิดความอ่านที่เข้าทีดีเหมือนกัน แต่พฤติกรรมมันอาจจะไม่ถูกใจ แต่ให้เวลาดูต่อไป อาจจะโดนใจขึ้นมาได้เหมือนกัน


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
 

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
โจอี้ บอย บอกมักจะทำอะไร ตามใจฉัน อัปเดตล่าสุด 13 กันยายน 2551 เวลา 17:13:35 8,828 อ่าน
TOP
x close