สายัณห์ ป่วยกาฬหลังแอ่น ส่งโรงพยาบาลช้ามีสิทธิ์ตาย

ตรวจพบ "สายัณห์ ดอกสะเดา" เป็นโรคไข้กาฬหลังแอ่น หลังท้องเสียจนถูกหามส่งโรงพยาบาลหวิดดับหากส่งโรงพยาบาลไม่ทัน แพทย์เผยปีนี้พบคนแรกใน กทม. ขณะที่ "ปู" กนกวรรณ เปรยอาการพ้นขีดอันตราย เตรียมออกจากห้องไอซียูแล้ว
หลังจาก "สายัณห์ ดอกสะเดา" หรือ นายสายัณห์ ม่วงเจริญ ตลกคนดัง ซึ่งอยู่ในความดูแลของนายสมใจ สุขใจ หรือ เด๋อ ดอกสะเดา กับนางกนกวรรณ สุขใจ เกิดอาการท้องเสียชักหมดสติ จนถูกหามส่งโรงพยาบาลแพทย์รังสิต หลังกลับจากโชว์ตัวที่ จ.สุโขทัย เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทั่งอาการไม่ดีขึ้น ต้องถูกย้ายไปรักษาตัวที่ห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ไอซียู) โรงพยาบาลกรุงเทพนั้น ล่าสุดแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคกาฬหลังแอ่น
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม นางกนกวรรณ หรือปู ภรรยา เด๋อ ดอกสะเดา กล่าวว่า ขณะนี้อาการของสายัณห์ดีขึ้นแล้ว โดยในวันที่ 7 ตุลาคม ก็จะย้ายออกจากห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ไอซียู) ไปพักฟื้นยังห้องผู้ป่วยปกติได้ ก่อนหน้านี้ตนได้ย้ายสายัณห์มารักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งแพทย์ได้เจาะน้ำจากไขสันหลังสายัณห์เพื่อเอาไปตรวจเช็ค หลังจากพบเชื้อแบคทีเรียในร่างกายแต่ยังไม่รู้ว่าตัวโรคเดินทางไปถึงไหน ซึ่งตอนแรกกังวลและกลัวว่าจะเป็นโรคสมองอักเสบ แต่ในที่สุดพอแพทย์ตรวจจึงพบเชื้อกาฬหลังแอ่น
"เคยได้ยินชื่อโรคนี้มาบ้าง เข้าใจว่าหากนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลช้า เชื้อจะเข้าสู่สมอง จนทำให้เป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และเสียชีวิตได้ แต่โชคดีเรานำตัวสายัณห์ส่งโรงพยาบาลรวดเร็ว ถ้าไปช้าก็แย่ คงถึงกับชีวิตเหมือนกัน เห็นแล้วก็สงสาร ใจหาย อย่างวันแรกที่เขาเข้าโรงพยาบาล หน้าซีด ขอบตาเขียว เห็นแล้วก็ใจหาย แต่พอวันนี้เขาดีขึ้นก็เลยพูดตลกกันว่า สายัณห์เขาเป็นคนไม่ปกติ เวลาไม่สบายก็ต้องเป็นโรคพิเศษ ซึ่งเขามีบุญอย่างมาก เพราะวันนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ประทานแจกันดอกไม้เยี่ยมไข้" นางกนกวรรณกล่าว
นางกนกวรรณ กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้สายัณห์เป็นคนอดทน จะไม่รู้ร้อน รู้หนาว หากมีอาการป่วย หรือหิว ก็จะไม่พูด ไม่บอกใดๆ ตนจะรู้ก็ต่อเมื่อบางครั้งเอามือไปสัมผัสตัว หน้าผาก อย่างไรก็ตาม สำหรับโรคนี้แพทย์บอกว่าสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสและทางน้ำลาย ซึ่งขณะนี้แพทย์จึงให้ทั้งตนและเด๋อ รวมถึงคนใกล้ชิดกินยาป้องกันแล้ว

ด้าน นพ.สมศักด์ อรรฆศิลป์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โชคดีที่นำตัวสายัณห์ส่งโรงพยาบาลเร็ว คาดว่าก่อนหน้านี้สายัณห์น่าจะมีอาการปวดศีรษะ ไข้สูง เพราะเป็นอาการปกติของโรคนี้ หลังจากนั้น 1-2 วันจึงจะเริ่มมีอาการปวดหัว ปวดหลัง อาเจียน ไอ จนกระทั่งหลังงอ แอ่น
"โรคนี้เป็นโรคจากการติดเชื้อทางแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ในประเทศไทยพบน้อยมาก ปกติปีหนึ่งโดยทั่วไปจะพบเพียง 30-40 รายเท่านั้น สำหรับปีนี้ทั่วประเทศมีประมาณ 30 ราย ในกรุงเทพฯ ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับรายงาน เข้าใจว่าสายัณห์เป็นรายแรก แต่โรคนี้ไม่ได้เป็นกันได้ง่ายๆ หากจะพบกับคนที่มีภูมิต้านทานไม่ค่อยดีนัก เป็นโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือต้องกินยากดภูมิบางอย่าง ซึ่งคนปกติบางคนหากไปตรวจก็อาจจะตรวจพบเชื้อในคอได้ 5-10 เปอร์เซ็นต์" นพ.สมศักดิ์กล่าว
นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า โรคนี้สามารถติดต่อด้วยการสัมผัส พูดคุย ไอใส่หน้า ในระยะใกล้น้อยกว่า 1 เมตร ซึ่งการฟักตัวของเชื้อขึ้นอยู่แล้วแต่กรณี หากได้รับเชื้อมามาก ก็จะประมาณ 1-2 วัน หากได้รับเชื้อมาน้อยก็จะใช้เวลา 2-10 วัน สำหรับรายงานการเสียชีวิตในประเทศไทย ย้อนกลับไป 10 กว่าปีก่อน ผู้ป่วย 30 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิต แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น การป้องกันคือต้องใช้ชีวิตอยู่บนสุขอนามัยพื้นฐาน
"ปกติพอให้ยาปฏิชีวนะโดยการฉีด ภายใน 24 ชั่วโมง อาการก็จะดีขึ้น กรณีของสายัณห์ก็ถือว่าอาการของโรคเป็นไปเยอะพอสมควร เพราะเจาะไขสันหลังแล้วพบเชื้อ นั่นหมายถึงเชื้อกำลังจะเข้าไปสู่ระบบประสาท แต่ทั้งนี้ก็ถือว่าโชคดีที่ยังไม่เป็นอะไรมากกว่านี้" นพ.สมศักดิ์กล่าว
จากการตรวจสอบข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียชื่อ "นิสซีเรีย มินิงไจติดิส" (Neisseria meningitidis) ถือเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย มีรายงานพบทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตอบอุ่นและเขตร้อน มีการติดเชื้อโดยละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย สำหรับประเทศไทยพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี พบมากในกลุ่มคนที่อยู่รวมกันอย่างแออัด และอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
ระยะเวลาฟักตัว 2-10 วัน โดยจะมีอาการไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะมาก อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคอ ปวดข้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะที่ขาและหลัง จากนั้นจะมีเลือดออกใต้ผิวหนัง เริ่มเป็นจุดแดงขึ้นตามตัว แขน ขา แล้วกลายเป็นจ้ำเลือด สีคล้ำ และสะเก็ดดำในที่สุด ผู้ป่วยมักมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ คือ มีอาการคอแข็งร่วมด้วย อาจเสียชีวิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง
จากสถิติตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา พบผู้ป่วยในประเทศไทยไม่เกิน 100 รายต่อปี และเสียชีวิตไม่เกิน 10 รายต่อปี โดยเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคนี้แบ่งออกเป็น 13 ชนิด และที่พบเป็นสาเหตุของโรคระบาดมี 5 ชนิด คือ A, B, C, Y และ W135 ในช่วงปี 2536-2539 ประเทศไทยมีการตรวจพบเชื้อชนิด A และ B มากที่สุด ปัจจุบันมีวัคซีนหลายชนิดสามารถฉีดป้องกันและควบคุมโรคนี้ได้ มักนิยมฉีดในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปทำพิธีฮัจญ์ ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก และ หนังสือพิมพ์ข่าวสด