
รายงานข่าวกรองฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งมีชื่อว่า "โกลบอล เทรนส์ 2025" ( Global Trends 2025) ซึ่งจัดพิมพ์ทุกๆ 4 ปีโดยสภาข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ เพื่อให้ผู้นำประเทศมองเห็นปัญหาและโอกาสต่างๆในช่วงประมาณ 2 ทศวรรษข้างหน้า ระบุว่า ในช่วงดังกล่าว โลกอาจยุติการพึ่งพิงต่อน้ำมันโดยสมบูรณ์แล้ว และแม้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะยังมีความสำคัญอยู่ แต่ก็จะลดความสำคัญลงจากอันดับหนึ่ง ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายและรัฐอันธพาลต่างๆ จะเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์ได้มากขึ้น ทำให้โลกตึงเครียดและไม่มั่นคงเพราะเต็มไปด้วยสงคราม เนื่องจากมีแนวโน้มจะมีความขัดแย้งเพิ่มขึ้นบนโลกจากการแย่งชิงแหล่งทรัพยากรหายาก รวมทั้งอาหารและน้ำ
รายงานระบุว่า มีน้อยชาติที่จะสร้างอิทธิพลต่อโลกได้มากกว่าจีน ซึ่งจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งในผู้นำทางทหาร กับจะเป็นผู้นำเข้าทรัพยากรธรรมชาติรายใหญ่สุดของโลก และอาจเป็นผู้สร้างมลภาวะมากยิ่งขึ้นด้วย รายงานคาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะช้าลงหรือถึงกับลดลง รวมทั้งอาจมีการปฏิรูปเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางสังคมที่ทวีเพิ่มขึ้น และว่าสถานภาพของจีนบนเวทีโลกส่วนใหญ่อยู่บนรากฐานที่โลกปฏิบัติต่อจีนในฐานะ"ประเทศแห่งอนาคต" (the country 0f the future)
ทางด้านอินเดียนั้น ผู้นำอินเดียจะพยายามให้ประเทศตนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสหรัฐ กับจีนที่กำลังก้าวขึ้นมา ซึ่งรายงานคาดว่าอินเดียจะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของชนชั้นกลาง , ประชากรวัยหนุ่มสาว ลดการพึ่งพาการเกษตร รวมทั้งเงินออมระดับสูงในท้องถิ่น และอัตราการลงทุน เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รายงานระบุด้วยว่า ภายในปี 2025 ปัญหาโลกร้อนจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจรัสเซีย ทำให้ฤดูเพาะปลูกยาวนานขึ้น และช่วยให้รัสเซียเข้าถึงบ่อน้ำมันทางภาคเหนือของประเทศ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจรัสเซียแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ศักยภาพที่รัสเซียจะก้าวขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจของโลกอาจถูกบั่นทอนจากการขาดการลงทุนในภาคพลังงาน ปัญหาอาชญากรรม และการคอรัปชั่นของระบบราชการ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต





