HILIGHT NEWS

เครก ฝรั่งบ้า ที่หลงใหลมวยไทย

รับแจ้งเตือนข่าวใหม่ ประเด็นฮิตทางมือถือ ฟรี คลิกที่นี่ <<









 

เรียบเรียงประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ทีวีบูรพา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และ อ.ส.ม.ท.

        คนบางคนค้นหาตัวเองมาทั้งชีวิตก็ยังไม่เจอสิ่งที่ตัวเองชอบหรืออยากทำ แต่มีอีกหลายๆ คน ที่พยายามค้นหาตัวเองและเจอกับสิ่งที่อยากทำ เฉกเช่นเดียวกับ "เครก วิลสัน" หรือ "ฝรั่งบ้า" ที่พบเจอความฝันบนสังเวียนผ้าใบในประเทศไทย และหลงใหลมันอย่างเอาเป็นเอาตาย 

        "เครก วิลสัน" หรือ "บุญชู บุญกำเนิด" เป็นชาวสหรัฐอเมริกาโดยกำเนิด แต่มาใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยได้ 11 ปีแล้ว ทุกวัน เครก จะออกไปทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง จากนั้นเมื่อได้เวลาเลิกงาน เครก จะกลับบ้านเพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย พร้อมๆ กับหอบหิ้วเอาพละกำลังที่สะสมมาตลอดทั้งวัน ไประบายออกกับกีฬาที่ได้ชื่อว่าเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย นั่นก็คือ "ชกมวย" ทั้งๆ ที่ตอนแรกตั้งใจจะใช้กีฬาเป็นแค่เครื่องมือออกกำลังกายเท่านั้น แต่เมื่อยิ่งได้เล่น ได้เรียนรู้ก็ทำให้เขายิ่งรักมวยไทยมากขึ้น เขาทุ่มเทซ้อมมวยอย่างสม่ำเสมอ โดยมีโค้ชคู่ใจ อย่าง "เดชา บุญกำเนิด" ที่ผูกพันกันมากกว่าเกมกีฬา

 



        "พ่อผมเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ผมก็เลยมาย้อนดูตัวเองแล้วรู้สึกว่า ตัวเราเองก็อ้วน ทั้งๆ ที่ผมก็อายุเพิ่งจะ 30 ต้นๆ เท่านั้น ผมกลัวมากว่าจะเป็นแบบพ่อ เลยหันมาออกกำลังกาย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่ได้ออกกำลังกายเลย จะทำงานอย่างเดียว ตอนเด็กๆ ก็ไม่ออกกำลังกายเลย จะเรียนอย่างเดียว ซึ่งพอผมเห็นกีฬาชกมวยก็รู้สึกชื่นชอบ และรู้สึกรักมวยไทย หลังจากนั้นก็ไปเรียนกับโค้ช (เดชา บุญกำเนิด) ให้เขาช่วยสอน จากตอนนั้นมาถึงตอนนี้ก็ 10 กว่าปีแล้วครับ โดยผมจะซ้อมมวยอาทิตย์ละ 6 วัน ถึงจะเหนื่อยแต่ผมก็มีความสุข" เครก เปิดใจ

        หลายคนคงสงสัยว่าฉายา "เครก ฝรั่งบ้า" มาจากที่ไหน ซึ่ง "เดชา บุญกำเนิด" โค้ชประจำตัวเล่าถึงที่มาให้ฟังว่า ตอนแรกที่เขามาเรียน มาซ้อม เราก็จะวางโปรแกรมให้เขาว่า วันนี้ซ้อมแค่ไหน ทำอะไรบ้าง แต่พอซ้อมเสร็จแล้วตามโปรแกรมที่ตั้งไว้เขากลับบอกว่าไม่พอ ผมจะซ้อมอีก เขาบอกว่าผมยังมีพลัง ซึ่งจริงๆ แล้วร่างกายอาจจะไม่ไหวแล้ว แต่ความรู้สึกเขายังรู้สึกว่าไหวอยู่ ผมก็บอกเขาไปว่าบ้า ฝรั่งบ้า แต่ในที่นี้คำว่าบ้าไม่ได้ว่าเขานะ จะหมายถึงว่าบ้าพลัง บ้าซ้อม ซึ่งเขาก็ชอบชื่อนี้ 

        หลายครั้งที่เขามีโอกาสได้ขึ้นชกกับนักมวยที่มีชื่อหลายคน ไม่ว่าคู่ชกจะเก่งกาจแค่ไหน หรือไร้ชื่อเสียงไร้ฝีมือ เขาจะชกอย่างเต็มที่ และไม่เคยหวาดกลัวกับร่องรอยความเจ็บปวดที่ปรากฏอยู่บนใบหน้า และเป้าหมายในการชกแต่ละครั้งไม่ได้อยู่ที่ชัยชนะ หรือความพ่ายแพ้จากคู่ต่อสู้ แต่มันคือชัยชนะในตัวเอง เพราะทุกครั้งที่ขึ้นชกเขาจะประเมินผลงานของตัวเอง โดยเทียบกับการชกเมื่อครั้งก่อน หากครั้งไหนที่เขาชกได้ไม่เต็มที่ นั่นจะทำให้รู้สึกว่าเป็นความผิดพลาด และความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายของตัวเอง 





        "เวลาผมขึ้นเวทีผมไม่เคยชกเล่นๆ ผมชกจริงตลอด และไม่อยากให้ใครมาชกกับผมเล่นๆ เหมือนกัน ผมไม่ชอบ ผมไม่เคยชกมวย ครั้งหนึ่งผมมีเลือดออกจมูก โค้ชก็บอกให้ผมหยุด แต่ผมบอกว่าไม่ได้ ผมหยุดไม่ได้ ผมไม่ได้เจ็บ ผมจะชกต่อ คือผมไม่รู้สึกว่าเจ็บแต่กลับรู้สึกสนุกมากกว่า ผมจะแพ้หรือชนะไม่สำคัญหรอก เป็นกีฬา ไม่ใช่สงคราม ไม่ใช่เพื่อเงิน มันเป็นกีฬา ถ้าผมพยายามทำให้ดีที่สุดก็พอแล้ว ถึงแพ้หรือชนะก็ไม่มีความสำคัญ แค่ผมเดินออกจากเวทีแล้วยิ้มอย่างมีความสุขก็พอ" เครก เปิดใจ

        ทุกๆ เดือน เครก จะต้องขึ้นสังเวียนหรือไม่ก็ตระเวนไปขึ้นชกตามจังหวัดต่างๆ แล้วแต่ว่าโค้ชจะจัดหามาให้ โดยไปเดือนละ 2 ครั้ง ที่สำคัญเครกจะออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่าง รวมถึงจ่ายเงินให้กับคู่ชกและโปรโมเตอร์ เพื่อที่จะให้ตัวเองได้ชกมวยอย่างที่ตัวเองหวัง เพราะเป้าหมายในการชกไม่ใช่เงินทองและรางวัล แต่เป็นความชอบที่อยากทำอยากให้มากกว่าการได้รับ ส่วนเงินรางวัลที่ได้รับในบางครั้งก็จะเอาเงินที่ได้ไปช่วยเหลือเด็กๆ ตามโรงเรียนต่างๆ

        ทั้งนี้ การต่อสู้บนเวทีมวยทุกครั้งๆ ดูเหมือนเขาพยายามจะเอาชนะคู่ต่อสู้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ เครก กำลังต่อสู้และรู้ดีมาตลอด คือ การต่อสู้กับตัวเอง เนื่องจากเขาป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ต้องรักษาด้วยการฉายรังสีและผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ออกไป และหลังจากที่ผ่าตัดระบบขับถ่ายของเขาก็จะเปลี่ยนมาอยู่ตรงหน้าท้องแทน ซึ่งระบบขับถ่ายหนักของคนปกติทั่วไปจะออกทางทวาร แต่ของ เครก จะมาอยู่ตรงหน้าท้อง ในชีวิตประจำวันของเขาจะมีถุงมารองรับของเสียอยู่บริเวณหน้าท้อง โดยเขาจะต้องทำความสะอาดถุงนี้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง และแม้แต่ตอนขึ้นชก ถุงนี้ก็จะอยู่ติดตัวเขาตลอด เรียกได้ว่าเป็นเสมือนอวัยวะอย่างหนึ่งไปแล้ว




        "ตอนที่ผมไม่สบาย ผมไม่ได้ซ้อมมวย 4 - 5 ปี ซึ่งตอนไม่สบายผมกลัวแค่ 1 วัน แล้วพอไปรักษาหมอบอกว่าอาการดีขึ้น หมอบอกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ผมมีโอกาสหาย ทำให้ผมรู้สึกว่าผมจะไม่ตาย ผมดีใจที่สุด ทำให้ผมรู้สึกว่าผมมีแรงขึ้น ผมไม่เหนื่อย ผมไม่ท้อ และผมสู้ได้ แล้วผมก็คิดว่า ผมเคยเป็นนักมวย ผมก็ต้องกลับมาชกมวยได้ ผมเคยชกชนะคู่ต่อสู้ และผมจะเอาชนะมะเร็งให้ได้ ซึ่งหลังจากผ่าตัดหมอบอกว่า ถ้ามะเร็งไม่กลับมาภายใน 5 ปี ก็แสดงว่าหายขาดแล้ว และตอนนี้ก็ผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว ผมหายจากการเป็นมะเร็งแล้ว แต่ความบ้ายังไม่หาย" เครก กล่าว 

        อย่างไรก็ตาม สำหรับ เครก มวยไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาภาคภูมิใจ และไม่ใช่แค่สิ่งที่ชื่นชอบเท่านั้น แต่มวยได้มอบหลายสิ่งหลายอย่างให้กับเขา และยังได้มอบเพื่อนที่ดีที่สุดให้นั่นก็ คือ "เดชา บุญกำเนิด" โค้ชประจำตัวที่เหมือนเป็นญาติคนหนึ่ง ซึ่ง เดชา กล่าวถึง เครก ว่า ตอนนี้ก็เหมือนญาติ รักแกเหมือนพี่น้อง เป็นครอบครัว แกดูแลผมทุกอย่าง ทั้งเรื่องการอยู่การกิน เรื่องเงินเรื่องทอง อย่างตอนนั้นเพื่อนชวนเรียนปริญญาโท แกก็ส่งผมเรียนจนจบปริญญาโท ออกเงินให้ทุกบาททุกสตางค์ ทำให้ทุกวันนี้ผมก็ดูแลแกทุกอย่าง ดูให้หมดทุกเรื่อง ต่างคนต่างดูแลกันและกัน มีคนเคยถามผมว่าจบสูงๆ ทำไมไม่ไปหางานดีๆ ทำ แต่ผมรู้สึกห่วงแก คือ มันทิ้งกันไม่ได้ อย่างตอนที่อยู่บนเวทีผมก็ห่วงแกมากๆ กลัวว่าคู่ต่อสู้จะเผลอไปชกท้องแก กลัวว่าแกจะเป็นอันตราย เพราะเราไม่ได้หวังเงินทอง ยังไงก็ห่วงสุขภาพแกมากกว่า





        "พ่อเสียหลายปีแล้ว แม่เสีย 2 ปี ผมเป็นลูกคนเดียว และผมจะกลับอเมริกาปีละ 1 ครั้ง เพื่อเยี่ยมเพื่อน และญาติๆ แต่ไม่ค่อยมีญาติซะเท่าไหร่ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าครอบครัวผมอยู่เมืองไทย ผมคิดว่าเมืองไทยคือบ้าน เพราะผมมีเพื่อนหลายคน พี่ๆ น้องๆ เมืองไทยทำให้ผมมีความสุข อย่างเวลาไปดูชกมวยทำให้มีความสุข ทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนไทย ผมไม่ได้เป็นฝรั่ง ผมช่วยทำให้ผมสบายใจมาก ผมรู้สึกว่ามีชีวิตที่ 2 ตั้งแต่มาเมืองไทย มีครอบครัวใหญ่ มีเพื่อนสนิทหลายคน ผมมีความสุขมาก ผมรู้สึกว่าผมมีบ้านแล้ว ผมมีบ้านใหม่ แต่ผมก็เข้าใจว่า ผมคงจะชกมวยไปตลอดชีวิตไม่ได้ คิดว่าน่าจะสัก 70 – 80 ผมก็หยุดแล้ว แต่ผมยังคงสอนมวยให้กับเด็กๆ ได้ สอนภาษาอังกฤษด้วย เพราะผมคิดว่ามันมีประโยชน์ ผมเคยเป็นมะเร็ง ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าชีวิตมีค่า มีความสำคัญ ทำให้ผมคิดว่าถ้าผมทำงานเงิน มีเงินเยอะ แต่ผมไม่มีเพื่อนก็ไม่ได้ทำให้ผมมีความสุข ถึงมีเงินเยอะแต่ไม่มีเพื่อนผมก็ไม่เอาเหมือนกัน" เครก กล่าวทิ้งท้าย

       
และนี่ก็คือ "เครก วิลสัน" ผู้ที่มีเลือดนักกีฬา เลือดนักสู้อย่างเต็มตัว
 


 คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ

 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
   

เรื่องอื่นๆ
  1. ฮูสอบหวัด 2009 อาจเกิดจากวิจัยวัคซีนพลาด
  2. เคล็ดลับดีๆ เพื่อช่วยกำจัดความเขิน
  3. หยาด ประกาศกร้าว!! ไม่ญาติดี จ๋า
  4. โทรศัพท์โรคจิต รับมืออย่างไรกันบ้าง
  5. เยี่ยมไร่ดอกเหงื่อ ของ น้าหมู พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ
  6. รู้จัก คังจีฮวาน พระเอกทะเล้นจากซีรี่ส์ ฮงกิลดอง
  7. April Fools Day เพลง น่ารัก ขอรักน่า จี๊ดใจคนฟัง
  8. เปิดใจ ป๊อป ศุภสิทธิ์ หนุ่มน้อยหน้าใส จากหนัง ม.3 ปี 4
  9. แบงค์ ชวน แคล ควงคู่ถ่าย MV ปฏิเสธไม่ได้ว่ารักเธอ
  10. ทายนิสัยจากหนังสือ . . . ที่ชอบอ่าน

เรื่องน่าสนใจ