ไดแอน โอเดลล์ ยอดผู้พิการโลก หัวใจไม่เคยแพ้

ไดแอน โอเดลล์

ไดแอน โอเดลล์

ไดแอน โอเดลล์

ไดแอน โอเดลล์

สรุปประเด็นและเรียบเรียงโดย กระปุกดอทคอม
"ไดแอน โอเดลล์" ยอดผู้พิการโลก หัวใจไม่เคยแพ้ (มติชนออนไลน์)

          แม้วันนี้ ผู้หญิงในภาพที่เราเห็นจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่เรื่องราวชีวิตของเธอยังคงอยู่สร้างแรงบันดาลให้กับผู้คนทั่วโลก "ไดแอน โอเดลล์" คือตัวอย่างของป่วยผู้อาภัพ แต่เธอไม่เคยคิดท้อถอย ทั้งยังสามารถต่อสู้ชีวิตจนได้รับการสรรเสริญคนหนึ่งของโลก 
 
          ไดแอน โอเดลล์ เกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1947  เธอเป็นหญิงชาวเมืองแจ๊กสัน ในมลรัฐเทนเนสซี่ สหรัฐอเมริกา ล้มป่วยด้วยโรคโปลิโอที่ไขสันหลัง มาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ทำให้ต้องใช้ชีวิตอยู่กับเครื่องบำบัดอาการที่เรียกว่า "ไอรอน  ลัง (Iron lung)" เป็นเครื่องจักรที่ช่วยให้ผู้ป่วยที่สูญเสียการควบคุมของกล้ามเนื้อสามารถหายใจได้ ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยที่ต้องใช้ชีวิตผูกติดกับอุปกรณ์นี้อยู่ประมาณ 30-40 คนเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยด้วยโรคโปลิโอมาตั้งแต่เด็ก 

          ตอนช่วงแรกๆ ที่เป็นอัมพาต โอเดลล์ เล่าว่า เธอยังสามารถหายใจได้เองช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย และยังสามารถมีชีวิตโดยไม่ต้องผูกติดกับไอรอน ลัง ตลอดเวลา บางครั้งเพื่อนๆ ก็ยังมาเยี่ยมและเข็นรถพาเธอออกไปเดินเล่นแถวบ้านได้บ้าง แต่พออายุประมาณ 20 กว่าๆ เธอก็ต้องใช้ชีวิตผูกติดกับเจ้าอุปกรณ์คล้ายโลงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ที่ยาวประมาณ 7 ฟุต หนักหลายร้อยกิโลกรัม ตลอด 24 ชั่วโมง กระทั่งมันกลายเป็น เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นหนึ่งในบ้านพักของเธอและพ่อแม่ไปแล้ว เช่นเดียวกับ โต๊ะอาหาร, เก้าอี้โซฟา ฯลฯ
 
          แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปไกล มีอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจที่ทันสมัยหลายแบบ แต่ด้วยอาการป่วยของเธอซึ่งอยู่ในขั้นรุนแรง ทำให้เธอพึ่งได้แต่ ไอรอน ลัง เท่านั้น!!! 

          "คุณต้องทำใจให้คุ้นกับมัน สิ่งที่คุณไม่ต้องการคือ การตกเป็นทาสให้อุปกรณ์นี้มันมาควบคุมชีวิตคุณ ฉันก็ได้แต่พยายามทำทุกอย่างที่ฉันคิดว่า สามารถทำได้" โอเดลล์ กล่าว
 
          อย่างที่โอเดลล์บอก เธอไม่เคยคิดจะยอมแพ้ แม้จะถูกสวรรค์ลิขิตให้ป่วยด้วยโรคร้าย แต่เธอผลักดันตัวเองให้สามารถเรียนจบการศึกษาในระดับไฮสคูลได้สำเร็จในปี ค.ศ.1965 โดยใช้วิธีทำการบ้านที่เพื่อนร่วมชั้น หรืออาจารย์นำมาให้ที่บ้าน    ซึ่งโอเดลล์จะตอบคำถามผ่านการใช้เครื่องบันทึกเสียงพิเศษ (Dictophone) แล้วให้เพื่อนหรือครอบครัวนำไปเขียนเป็นการบ้านอีกต่อหนึ่ง แต่ในบางครั้งเธอก็ทำการบ้านเองด้วยนิ้วเท้า
 
          หลังจากจบการศึกษาในระดับไฮสคูล โอเดลล์ได้ทุนเรียนฟรีที่มหาวิทยาลัยฟรีด-ฮาร์ดีแมน สาขาจิตวิทยา ในเมืองเฮนเดอร์ แน่นอนว่าโอเดลล์ตัดสินใจเรียนต่อ เพราะนี่คือหนึ่งความฝันที่ผู้พิการอย่างเธออยากจะมีใบปริญญามานอนกอดสักใบ ซึ่งในการเรียนโอเดลล์ได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างดี โดยมีการจัดชั้นเรียนพิเศษสำหรับเธอขึ้นที่บ้านของอาจารย์ท่านหนึ่ง แต่ด้วยอาการป่วย ทำให้โอเดลล์ไม่ได้เข้าชั้นเรียนอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งตัดสินใจทิ้งฝันไป 

          อย่างไรก็ตาม ด้วยความพยายามที่ผ่านมาของโอเดลล์ ทำให้ทางมหาวิทยาลัยตัดสินใจมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้เธอ ในปี ค.ศ.1987 และในปี ค.ศ.1992 เธอได้รับบันทึกชื่ออยู่ในหนังสืออย่าง "นิตยสาร Woman World" และยังได้รับรางวัลทรงเกียรติจาก "The Jackson Rotary Club" ที่ถือเป็นหนึ่งในรางวัลทรงเกียรติที่สุดระดับแนวหน้าของสหรัฐฯ ด้วย
 
          หลังจากนั้น  โอเดลล์ใช้เวลาไปกับการเขียนหนังสือเด็ก ผ่านการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทำงานด้วยเสียง ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปี กว่างานของเธอจะสำเร็จเป็นหนังสือเล่ม ในชื่อ "Blinky less Light" หรือ "แสงกระพริบน้อยๆ" โดยถูกตีพิมพ์เมื่อปี 2001 ขายได้ราว 1 แสนเล่ม และหนังสือดังกล่าว ยังได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการสู้ชีวิตให้ดาราสาวรุ่นใหญ่ "เจน ซีมัวร์" อดีตสาวบอนด์ ภาค ''Live and Let Die''  โดยซีมัวร์เขียนชื่นชมโอเดลล์ตอนหนึ่งในหนังสือของเธอ ก่อนที่ทั้งคู่จะมีโอกาสได้พบกันในปี ค.ศ. 2003 นอกจากนี้ ซีมัวร์ยังได้แนะนำให้โอเดลล์รู้จักกับคริสโตเฟอร์ รีฟ ดาราอเมริกันผู้ป่วยเป็นโรคเดินไม่ได้อีกด้วย
 
          ไม่นานหลังจากนั้น โอเดลล์มีโอกาสได้พบ "อัล กอร์" อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในงานเลี้ยงคริสต์มาสที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เธออีกด้วย ซึ่งนับได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ชีวิตของหญิงป่วยหัวใจเหล็กรายนี้ เต็มไปด้วยความสุข และการยอมรับจากสังคม โดย โอเดลล์ บอกว่า ฉันมีชีวิตที่ดีมาก เปี่ยมด้วยความรัก และศรัทธา จากครอบครัว และคนรอบข้าง นอกจากนี้ ยังบอกถึงสาเหตุที่เธอเขียนหนังสือเด็กขึ้นมา ก็เพื่อแสดงให้เด็กๆ หรือวัยรุ่น โดยเฉพาะคนที่ป่วยเป็นโรคพิการ ได้เห็นว่า พวกเขาไม่ควรยอมแพ้ต่อโชคชะตา

         
 
ทั้งนี้ โอเดลล์มีค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวประมาณ 1,000 ดอลลาร์ หรือราว 33,800 บาท ต่อสัปดาห์ แต่โชคดีที่ครอบครัวโอเดลล์ ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านในชุมชนที่ช่วยกันจัดงานหาเงินบริจาคมาเป็นค่ารักษาให้โอเดลล์ อย่างเมื่อปี ค.ศ.2001 ก็มีการจัดงานเลี้ยงกาล่า ดินเนอร์ มีศิลปินดารา นักร้อง นักการเมือง และผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคได้เงินมากว่า 100,000 ดอลลาร์ หรือราว 3,380,000 บาท

ไดแอน โอเดลล์

ไดแอน โอเดลล์

ไดแอน โอเดลล์
 


          และในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2007 ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิดอายุ 60 ปี โอเดลล์ได้รับการฉลองวันเกิดโดยมีแขกกว่า 200 คน พร้อมเค้กอวยพรสูง 9 ฟุต เธอได้รับจดหมายอวยพรจากผู้คนทั่วโลก นอกจากนี้ ทีมถ่ายภาพยนตร์จากเยอรมันยังเดินทางมาหาเธอ เพื่อนำชีวิตของเธอไปสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย ซึ่งงานครั้งนี้ โอเดลล์ ก็ได้เงินช่วยเหลือมาอีก 7,000 ดอลลาร์ หรือราว 236,600 บาท
 
        
  ถัดมาเพียง 1 ปี ในปี ค.ศ.2008  วันที่ 28 พฤษภาคม ไดแอน โอเดลล์ ก็เสียชีวิต เนื่องระบบไฟฟ้าเครื่องช่วยหายใจของเธอเกิดขัดข้อง โดยไฟฟ้าตัดระบบการทำงานในการหายใจ ทำให้โอเดลล์จบชีวิตในวัย 61 ปี 

          แม้ตัวจะจากไป แต่เรื่องราวของเธอยังคงได้รับการพูดถึง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก...ไดแอน โอเดลล์ ยอดผู้พิการ หัวใจไม่เคยแพ้



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
 

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ไดแอน โอเดลล์ ยอดผู้พิการโลก หัวใจไม่เคยแพ้ อัปเดตล่าสุด 5 มิถุนายน 2552 เวลา 18:14:42 37,646 อ่าน
TOP
x close