
บอกลา...รอยสักกันเถอะ (สวยด้วยแพทย์)
เมื่อแฟชั่นการสักเข้ามาระบาดในบ้านเรา บรรดาวัยรุ่นขาโจ๋ทั้งหลายกระทั่งคนวัยทำงานบางส่วนซึ่งอดเดินตามกระแสไม่ได้ ต่างพากันไปสักตามร่างกาย เพื่อความสวยงาม โก้เก๋ กลัวใครจะมองว่าตกยุค ไม่อินเทรนด์
ทว่า แฟชั่นมีขาขึ้นขาลง เมื่อความนิยมการสักเริ่มลดลง รอยสักที่เคยดูสวยดูเท่...ก็เริ่มไม่ชอบ ไม่ถูกใจ กลายเป็นตำหนิหรือส่วนเกินที่ไม่ต้องการ บางคนถูกมองในทางลบหรือไม่ก็ถูกเหมาว่าเป็นคนมีปัญหา ประมาณว่าคนดีๆ เขาไม่ปฏิบัติกัน
นั่นแหละทีนี้จะขจัดรอยสักออกไปอย่างไรดี?
ใครที่เกี่ยวหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับน้ำยาลบรอยสักว่ามีประสิทธิภาพและเห็นผลทันตา แล้วหาซื้อน้ำยามาลบเอง ขอบอกว่ามีแต่ถูกหลอกค่ะ ดีไม่ดีจะพาลเสียโฉมไปเสียเปล่าๆ ถ้าอยากลบรอยสักจริงๆ ไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการลบรอยสักโดยตรงดีกว่า
ปัจจุบันการลบรอยสักทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การกรอผิวบางส่วนออก การตัดบริเวณที่สักออก การสักทับ รวมถึงการใช้เลเซอร์ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับและนิยมมากที่สุด โดยพลังงานจากแสงเลเซอร์จะเข้าไปทำให้เม็ดสีที่ลึกลงไป ซึ่งเป็นโมเลกุลใหญ่แตกออกเป็นเม็ดเล็กๆ แล้วอาศัยกลไกกำจัดสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย ขจัดเอาเม็ดสีที่แตกเป็นชิ้นเล็กๆ ออกไปด้วย วิธีการดังกล่าวจะทำให้รอยสักจางลงได้ค่ะ
ทั้งนี้ การลบรอยสักด้วยเลเซอร์จะต้องทำซ้ำ 3-7 ครั้ง ซึ่งความมากน้อยของจำนวนครั้งขึ้นอยู่กับปริมาณสีและชนิดของสี และเพื่อให้การรักษาได้ผลดีควรเข้ารับการรักษาให้ครบตามแผนการรักษาของแพทย์ ส่วนระยะเวลาที่ใช้ในการทำแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับขนาดหรือบริเวณพื้นที่ขอบรอยสักถ้าเป็นบริเวณเล็กๆ อาจใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที สำหรับผลการรักษานั้นจะได้ผล 100% หรือไม่ขึ้นอยู่กับสีที่สัก ความลึกของการสัก และปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ป่วยเอง
หลังการลบรอยสักด้วยเลเซอร์ ช่วงแรกอาจมีรอยดำเกิดขึ้นบ้างจากนั้นจะค่อยๆ จางหายไป นอกจากนั้นอาจมีแผลตื้นๆ เพียงเล็กน้อยซึ่งในระยะที่เป็นแผลตกสะเก็ด ห้ามแกะแผลโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดแผลเป็นได้ สะเก็ดแผลจะหลุดออกไปเองภายในระยะเวลา 7-10 วันหลังรับการรักษา
เมื่อรอยสัก...กลับมาสร้างความหนักใจ จะขจัดทั้งทีก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองด้วย ลบความคิดที่จะซื้อน้ำยามาลบเองไปเลย เพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย แต่ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานจะดีที่สุด ผิดพลาดมาแล้วหนึ่งครั้งก็อย่าให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอยอีกเลยค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
หนังสือสวยด้วยแพทย์ ฉบับเดือนมกราคม 2547





