คำตอบแรก คตส. จับกลโกง "ทักษิณ"

คำตอบแรก คตส. จับกลโกง "ทักษิณ"

ภาพประกอบจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
 
          เป็นเรื่องที่รับรู้รับทราบกันทั้งสังคม การทำรัฐประหารยึดอำนาจ โค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เหตุผลสำคัญประการหนึ่งของคณะผู้ยึดอำนาจ ก็คือ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดที่แล้ว มีพฤติกรรมการทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง

          ด้วยเหตุนี้ หลังจากรัฐประหารสำเร็จ คปค.จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบสะสางปัญหาการทุจริตคอรัปชัน ที่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ หาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินการตามกฎหมายผุดองค์กรเฉพาะกิจขึ้นมาไล่บี้ปราบโกงทันที ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ ประกอบด้วย

          นายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธาน คตส. นายแก้วสรร อติโพธิ นายสัก กอแสงเรือง นายกล้านรงค์ จันทิก คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นายบรรเจิด สิงคะเนติ นายจิรนิติ หะวานนท์ นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ นางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และนายอำนวย ธันธรา

          ล้วนแต่เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากสังคมว่า เป็นคนตรง คนแข็ง ระดับมือฉมังในการปราบโกงแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะปมปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ได้แก่ การตรวจสอบกรณีการซื้อขายหุ้นในเครือชินคอร์ป กับบริษัทแอมเพิลริช

          ในกรณีที่บริษัทแอมเพิลริชได้ขายหุ้นจำนวน 329 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ให้แก่นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร นอกตลาดหลักทรัพย์ ทั้งที่ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่หุ้นละ 47 บาท แต่กลับไม่ต้องเสียภาษีเงินได้สักแดงเดียว เพราะกรมสรรพากรไม่ยอมคำนวณรายได้พึงประเมิน สำหรับจัดเก็บภาษีในขณะนั้น

          แต่ล่าสุด เมื่อสถานการณ์การเมืองเปลี่ยนแปลง ก็มีการกลับลำเตรียมเรียกเก็บภาษีและค่าปรับ จากนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา เป็นเงินเกือบ 10,000 ล้านบาท ที่สำคัญ นอกจากการตรวจสอบเรื่องการเสียภาษีในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปแล้ว ทาง คตส.ยังตั้งแท่นที่จะตรวจสอบเรื่องการซื้อขายหุ้นในเครือชินคอร์ปอีกหลายกรณี

          อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้ ประเด็นการขายหุ้นชินคอร์ปของคนในครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีการกล่าวอ้างมาตลอดว่า ลูกเมียตัดสินใจขาย เพราะสงสารอยากให้ทำงานเต็มที่ ไม่ต้องพะวงเสียงครหาที่ว่ามีผลประโยชน์ ทับซ้อนระหว่างการเป็นผู้นำบริหารประเทศ กับการเอื้อประโยชน์ธุรกิจครอบครัว ยืนยันดำเนินการถูก ต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องเสียภาษี

          ใครออกมาวิพากษ์ วิจารณ์ มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ถูกต้องไม่โปร่งใส เป็นต้องถูกอัดกลับว่า เป็นการใส่ร้าย ขณะที่กระบวนการตรวจ สอบทั้งหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรอิสระ ก็ถูกสะกดให้อยู่กับที่ ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ เรื่องที่เคยอยู่ในที่ลับ ถูกดึงออกมาอยู่ในที่แจ้ง กลไกการตรวจสอบ การบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ขยับทำงานไปตามระบบที่ควรจะเป็น  ปมปัญหาทุจริตคอรัปชันทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้น กำลังจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางศาล เพื่อตัดสินชี้ผิดชี้ถูกต่อไป

          ในขณะที่ คตส.เองก็ต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ ยึดตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด หาหลักฐานให้แน่น เพราะบทสุดท้าย คดีจับโกงต้องไปจบที่ศาล ในส่วนของสังคม เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้ ก็คงต้องเฝ้าระวังจับตาการทำงานของ คตส.จะมีอาการเป๋ ออกนอกลู่นอกทางหรือไม่ เพราะแม้แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ยังออกมายอมรับ

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
คำตอบแรก คตส. จับกลโกง "ทักษิณ" โพสต์เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2549 เวลา 00:00:00 3,114 อ่าน
TOP
x close