อภิสิทธิ์ ปลงตกเริ่มนับถอยหลังชีวิตการเมือง (คมชัดลึก)
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ "อภิสิทธิ์คนเดิม บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี"เขียนโดย น.ส.สมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวการเมือง สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเนื้อหาในหนังสือเป็นการบันทึกเหตุการณ์สำคัญนับตั้งแต่นายอภิสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนถึงการบริหารงานในปัจจุบัน และแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง โดยในหนังสือระบุความเห็นของนายอภิสิทธิ์ไว้ ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นจุดเริ่มต้นในการลดเงื่อนไขความขัดแย้งทางการ เมืองที่เกิดขึ้น และย้ำว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับฉันทามติจากประชาชนด้วยการทำประชามติ
"จากสถานการณ์ที่ผ่านมา เห็นแล้วว่า ถ้านักการเมืองมีอำนาจจริงก็คงแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จไปตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่นี่ไม่ใช่ ผมคิดว่าจากนี้ไปเป็นจุดที่ท้าทายเรามากทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ถ้าเราพ้นตรงนี้ไปได้ แล้วทำให้เราเข้มแข็งขึ้น มันเป็นโอกาสใหม่สำหรับเศรษฐกิจ ส่วนการเมืองถ้าเราผ่านจุดนี้ไปได้ ผมว่าเราก็เหมือนกับขึ้นชั้นในแง่ของความมีวุฒิภาวะในเรื่องของระบอบ ประชาธิปไตยมากขึ้น" นายอภิสิทธิ์ กล่าวในตอนหนึ่งของหนังสือ "อภิสิทธิ์คนเดิม บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี"
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการทำงานกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วยว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีความไม่เข้าใจกันบ้าง แต่ก็พูดคุยด้วยเหตุและผล โดยยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก และจะไม่ยอมให้มีการต่อรองในเรื่องผลประโยชน์ เพราะจะไม่ประนีประนอมกับการทุจริต เพียงเพื่อให้รัฐบาลอยู่รอด ซึ่งเป็นเรื่องที่พรรคร่วมรัฐบาลเข้าใจดี
"สิ่งที่ประนีประนอมไม่ได้คือเรื่องของการทุจริต คอรัปชั่นหรือการที่จะไม่ทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับส่วนรวม ซึ่งถ้าถึงที่สุดแล้วในทางการเมืองไม่สามารถเดินต่อไปได้ ผมก็คิดว่าน่าจะยุบสภา ด้วยเหตุผลที่ว่า สภาชุดนี้ได้ตั้งรัฐบาลมาแล้ว ชุดนี้เป็นชุดที่สาม และดีที่สุดคือต้องกลับไปให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน" นายอภิสิทธิ์ กล่าวในการตอบคำถามหัวข้อ "จุดเปลี่ยนประเทศไทย จุดยืนอภิสิทธิ์" ซึ่งเป็นภาคผนวกของหนังสือเล่มนี้
นายอภิสิทธิ์ ยังวิเคราะห์ถึงเส้นทางการเมืองของตัวเอง ผ่านการให้สัมภาษณ์ในหนังสือเล่มนี้ด้วยว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ยังมีโอกาสได้รับชัยชนะ โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการคลี่คลายความขัดแย้งในสังคม รวมทั้งการสร้างสวัสดิการให้แก่ประชาชน ซึ่งตลอดการบริหารประเทศที่ผ่านมา นโยบายของรัฐบาลหลายเรื่องประชาชนจับต้องได้และได้รับประโยชน์โดยตรง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าจะยังทำหน้าที่นำพรรคประชาธิปัตย์เข้าต่อสู้ใน สนามเลือกตั้ง แต่ไม่คิดว่าจะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคยาวนานเหมือนนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค เพราะคิดว่าขณะนี้เริ่มนับถอยหลังชีวิตการเมืองแล้ว
"ผมมองตัวผมเองไม่ออกว่าอีกสิบกว่าปีข้างหน้าผมจะอยู่ในการเมืองได้อย่างไร ผมมองไม่ออก มันไม่เหมือนกับท่านนายกฯ ชวน ท่านมีเวลาสะสม สะสมเครดิตอยู่นานมากนะ เป็นยี่สิบกว่าปีใช่ไหมครับ และวันนี้ท่านก็ดำรงอยู่ในฐานะผู้ที่อาวุโสสูงสุดในสภาด้วยซ้ำ แต่ว่าสำหรับผมมันไม่ใช่ (นิ่งคิดนิดหนึ่ง) การก้าวขึ้นมามันก็ไม่ได้มีเวลาสะสมอย่างนั้น และวันที่พ้นไปก็ไม่ใช่คนที่อาวุโส" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า หากต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปก็อยากให้คนจดจำในภารกิจที่ได้ทำใน เรื่องการกอบกู้วิกฤติกับการสมานแผล หรือการทำให้การเมืองไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งเชื่อว่าถ้าทำได้อย่างนั้นก็ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่ถ้าคนจะมองเห็นด้วยว่า ทำสิ่งเหล่านี้ได้บนความซื่อสัตย์ไม่ละทิ้งอุดมการณ์พื้นฐานของตัวเองก็ ยิ่งวิเศษ ซึ่งตนจะพยายามทำอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการแก้ปัญหาชาติจะต้องดึงพลังส่วนดีของสังคมอออกมา โดยยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาชาติ
นายกรัฐมนตรี ยังแสดงความเป็นห่วงกรณีมีคนบางกลุ่มพยายามจาบจ้วงเบื้องสูง หรือเคลื่อนไหวในลักษณะกระทบกับสถาบันหลัก โดยจะใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมาย และทางบริหาร แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของคนที่พยายามจะใช้การกระทำของรัฐบาลไปเป็น เครื่องมือในการสร้างกระแสที่เกี่ยวข้องกับสถาบันไปในทางลบด้วย เพราะมีความพยายามที่จะดึงสถาบันเข้ามาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง แต่ก็ไม่คิดว่าคนเหล่านี้จะทำสำเร็จ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของสังคมไทยด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก





