
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
"เรืองไกร" เตรียมยื่นหนังสือ ป.ป.ช.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบ "มาร์ค" กรณีส่งเอสเอ็มเอส (มติชนออนไลน์)
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เตรียมที่จะยื่นหนังสือถึงประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบนายกรัฐมนตรี กรณีบริษัทเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 แห่ง ช่วยส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) ให้กับรัฐบาล ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 50 กว่าล้านบาท
นายเรืองไกร ระบุว่า จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 - 20 มีนาคม 2552 ที่นายกรณ์ จาติกวณิช ยอมรับว่าได้ติดต่อประสานงานกับบริษัทเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 แห่ง ให้ส่งข้อความสั้นตอบรับฟังความคิดเห็นของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยอ้างว่าเนื่องจากสังคมในขณะนั้นอยู่ในสภาวะแตกแยก จึงขอความร่วมมือภาคเอกชนโดยไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายให้
"การส่งเอสเอ็มเอสไป 17 ล้านหมายเลขเป็นข้อเท็จจริงที่นายกรณ์ได้ยอมรับในสภา และฟังได้ว่าไม่มีการชำระราคาค่าบริการให้กับบริษัททั้งสาม เพราะนายกรณ์รับว่า ทั้ง 3 บริษัทก็ได้ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่รวมถึงรายได้จากการส่งเอสเอ็มเอสครั้งนี้ด้วย" นายเรืองไกร กล่าวว่า เมื่อคำนวณมูลค่าการส่งข้อความเอสเอ็มเอสจากทั้ง 3 บริษัท หากคิดค่าบริการครั้งละ 3 บาท เช่นเดียวกับการตอบกลับ ก็จะได้มูลค่าของประโยชน์จากการได้รับบริการเป็นเงิน 51,000,000 บาท
ส.ว.สรรหา รายเดิม กล่าต่อว่า ประเด็นที่พิจารณาได้ต่อมาก็คือ การที่บริษัททั้งสามต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเองนั้น ทำให้เข้าใจได้ว่านายอภิสิทธิ์เป็นผู้ใช้บริการแต่ไม่ต้องชำระค่าบริการและค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน มาตรา 103 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ที่ระบุว่า ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

SMS นายกฯ
"ดังนั้น การที่นายอภิสิทธิ์ ยอมรับว่ามีการขอให้ส่งเอสเอ็มเอสจริง และมีจำนวนถึง 17 ล้านหมายเลข ย่อมทำให้เกิดประโยชน์ต่อนายอภิสิทธิ์ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่บริษัททั้ง 3 จะต้องจ่ายทั้งค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม และอาจจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย" นายเรืองไกร กล่าว และว่า กรณีย่อมอาจถือได้ว่า นายอภิสิทธิ์ได้รับประโยชน์อย่างอื่นตามนัยความหมายของ มาตรา 103 แห่ง พ.ร.บ. ป.ป.ช. แล้ว ประโยชน์ที่ได้รับจากการส่งเอสเอ็มเอสดังกล่าว ย่อมพิสูจน์มูลค่าได้จากการลงบัญชีและการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัททั้งสาม
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีย่อมเป็นบุคคลที่มีมีอำนาจและบารมีทางการเมืองสูง เป็นที่ยอมรับทั้งในคณะรัฐมนตรีที่ร่วมรัฐบาลและประชาชนจำนวนมาก หากพิจารณาในด้านธรรมาภิบาลแล้ว บุคคลผู้เป็นนายกรัฐมนตรีไม่สมควรที่จะเข้าไปรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะมีราคามากหรือน้อย และอาจจะกล่าวได้ว่าค่านิยมของบุคคลนอกวงราชการก็ตาม ส่วนใหญ่มักจะจำยอมต่อผู้มีอำนาจบารมี โดยเฉพาะผู้มีอำนาจและบารมีทางการเมืองสูงเช่นนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจมีอำนาจให้คุณให้โทษแก่บุคคลนอกวงราชการที่ทำธุรกิจได้ และเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ มาตรา 130 แห่งพ.ร.บ. ป.ป.ช.ฯ ที่มุ่งหวังจะป้องปรามการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐมิให้แสวงหาประโยชน์จากผู้ใด อันจะก่อให้เกิดการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของตนกับผลประโยชน์ของรัฐ หรือก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ จึงต้องการให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ตรวจสอบกรณีดังกล่าวนี้ด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก มติชนออนไลน์, ไทยรัฐ





