มะเร็ง ความรัก ความตายและการเดินทางสู่สายน้ำแห่งการลืมเลือน

ความรัก

 



มะเร็ง ความรัก ความตายและการเดินทางสู่สายน้ำแห่งการลืมเลือน (มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์)

โดย : กฤษฎา  ศุภวรรธนะกุล

          มีชายชรา 2 คน

          คนหนึ่งเป็นมหาเศรษฐีออกไปทางเกรี้ยวกราด

          คนหนึ่งเป็นช่างซ่อมรถยนต์ผู้รอบรู้

          ทั้งสองคนพบกันในโรงพยาบาล และทั้งสองกำลังจะตายด้วยน้ำมือของมะเร็ง ทั้งสองมีเวลาเหลือแค่ 6 เดือน ทั้งสองพบว่าพวกเขามีเคมีบางชนิดตรงกัน ทั้งสองช่วยกันเขียนรายการสิ่งที่อยากทำก่อนตาย-ซิ่งรถ ปีนภูเขาหิมาลัย หัวเราะให้สุดเสียง จูบผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก ฯลฯ
           ...และทุกข้อเป็นจริง

          มีแค่เส้นบาง ๆ กั้นระหว่างการตอบสนองตัณหาของคนแก่ใกล้ตาย 2 คน กับการเรียนรู้ว่าชีวิตของคนเราสั้นเหลือเกิน การแสวงหาความสุขแบบพอประมาณไม่ใช่เรื่องเสียหายสักเท่าไหร่

          แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางไปทำอะไร ที่ไหน หรือไกลเพียงใด ทั้งสองก็กลับมาเรียนรู้ว่า "ครอบครัว" และ "ความรัก" ต่างหากที่มีค่ายิ่งกว่าการทำอะไรระห่ำห่ามเกินวัย

          จะดีแค่ไหนถ้าลมหายใจสุดท้ายของเราได้หายใจร่วมกับคนที่เรารัก และรักเรา

          และนั่นอาจถือเป็นบทสรุปของเรื่องราวต่อไปนี้ เรื่องราวของคน "กลุ่มหนึ่ง" ที่ออกเดินทางบนเส้นทางวิชาชีพ ด้วยความเชื่อว่าความรักคือโอสถเยียวยาที่ดีที่สุด ช่วยให้การแทงเข็มเข้ากระดูกเจ็บปวดน้อยลง ช่วยให้การทำเคมีบำบัดอ่อนโยนขึ้น และชุบชูเรี่ยวแรงได้มากมาย สุดท้ายแล้ว ปลายทางจะเป็นชีวิตหรือความตายก็คงไม่สำคัญนัก
          ...ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวผ่านพยาบาลคนหนึ่ง

1

เสียงสวย ๆ จากปลายสายโทรศัพท์อีกฝั่งเงียบลง

          มันหมายถึงการเดินทาง ผมต้องเดินทางไปพบพยาบาลคนหนึ่งที่ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โรงพยาบาลประจำจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีบุคลากร เครื่องไม้เครื่องมือ และจำนวนเตียงพรักพร้อมที่สุดในอีสานใต้

          หน้าที่ของเธอคือการดูแลเด็ก ๆ อายุตั้งแต่ 1 เดือนถึง 15 ปีที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งและโรคเลือด

          ได้ยินมาว่าเธออยู่กับเด็ก มะเร็ง และความตาย กระทั่ง "หัวใจ" เธอเปลี่ยน ผมก็บอกไม่ได้ว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกถึงระดับโครงสร้างจิตใต้สำนึกหรือเปล่า

          แต่การเรียนรู้จากภาวะแวดล้อมอันหม่นหมอง แล้วปรับภาวะภายในไม่ให้หมองหม่น ฟังดูน่าสนใจ

          ..........

พยาบาลในชุดสีขาวไวท์เทนนิ่ง

          เตียงคนไข้ กลิ่นสารเคมี ยา ความเจ็บป่วย อาจรวมถึงความตาย ลอยผ่านจมูกเข้าไปกระตุกความหวาดกลัวในสมอง ผมไม่ชอบบรรยากาศ กลิ่น และเข็มฉีดยาในโรงพยาบาลมาแต่ไหนแต่ไร

          เดินพกพาความอ่อนเพลียจากการเดินทางเข้าไปถามพยาบาลคนหนึ่งว่า เด็ก 5 อยู่ตรงไหนและได้คำตอบ

          พี่อ๋อย หรือ วิลาสินี มุ่งสิน เดินลงมารับผมที่ด้านล่างตัวตึกในชุดพยาบาลสีขาวกระจ่างอย่างกับลงไวท์เทนนิ่ง

          เมื่อแรกที่พบเจอ...

          ด้วยความที่เป็นพี่คนโตของน้องๆ อีก 4 คน จึงทำให้พี่อ๋อยเหมือนกับต้องแบกภาระต่างๆ ในบ้านมากกว่าน้อง ๆ ตั้งแต่ยังเด็ก หนำซ้ำยังต้องเผชิญแรงเสียดทานและแรงคาดหวังจากพ่ออีก

          "พ่อของพี่อยากได้ลูกผู้ชาย เลยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับลูกผู้หญิงเท่าไหร่ ที่มีลูกตั้ง 5 คนก็เพราะพ่ออยากได้ลูกชาย แล้วมาได้ลูกชายเป็นคนสุดท้อง พ่อเคยพูดว่าลูกผู้หญิงเหมือนทำอะไรไม่ค่อยเป็น คงคิดแบบคนสมัยก่อนที่ผู้ชายจะต้องเป็นผู้นำ

          "เราก็...เอ๊ะ! ผู้หญิงเป็นไม่ได้หรือไง" ประโยคนี้ต้องอ่านออกเสียงสูงเล็กน้อย

          "ผมได้ยินว่า พี่บอกว่าพี่เป็นคนเสียสละเพราะพี่เป็นลูกคนโต มันเป็นความเสียสละที่เกิดเพราะความจำเป็นหรือเปล่า"

          "มีส่วนด้วยนะ บางทีเราไม่อยากทำ แต่ด้วยภาระหน้าที่มันก็ต้องทำ แต่พอทำมาเรื่อย ๆ มันก็ติดตัวหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ บางทีความเห็นแก่ตัวของเราก็ยังมีอยู่นะโดยปุถุชนธรรมดา"

           ………

ทิวทัศน์ของมัจจุราชในผ้าคลุมสีดำ

          ...ระหว่างทางสู่เด็ก 5

          ไม่ผิดแผกจากโรงพยาบาลรัฐแห่งอื่น ๆ ที่ผมเคยเห็น ปริมาณคนมากมายแออัดรอคอยปลดเปลื้องโรคร้าย รอคอยญาติ พี่น้อง ลูก หรือคนรัก

          ...เป็นธรรมดา มีทั้งคนสมหวังและผิดหวัง

          เตียงและรถเข็นคนไข้ดูแข็งทื่อเฉยชา แสง-เงาอึมครึม ผมยังเห็นคุณยายคนหนึ่งนอนรอบนเตียงคนไข้ เข็มน้ำเกลือปักแขน แลดูเหนื่อยอ่อนจากการหายใจที่ต้องใช้ความพยายามสูง คลับคล้ายทิวทัศน์ของมัจจุราชในผ้าคลุมสีดำ คอยจับจ้องชีวิตผู้คนเพื่อรอการชำระสะสาง

          ........

พระเจ้าไม่เล่นทอดลูกเต๋า

          ในห้องนั้น

          บางเตียงว่างเปล่า บางเตียงไม่ว่าง คำนวณด้วยสายตาคร่าว ๆ คงมีสัก 20 เตียงเห็นจะได้

          ไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไร อย่างที่บอกว่าผมไม่ชอบเข็มฉีดยา แต่กลับต้องเจอเด็กน้อยแบเบาะร้องไห้จ้า เมื่อพี่อ๋อยและพยาบาลคนอื่นๆ พยายามจะแทงเข็มน้ำเกลือเข้าไปในตัวเด็ก ปัญหามีอยู่ว่าเด็กวัยแค่นี้มักจะหาเส้นเลือดไม่เจอ ก็เลยต้องเจาะซ้ำเจาะซากกันสามสี่รูตามจุดต่าง ๆ ของตัวเด็ก ไม่เว้นกระทั่งบนศรีษะ

          ผมยืนเกาะประตูตัวเกร็ง เหลือบมองด้วยความสยดสยอง แต่กลับเป็นที่ขบขันของพยาบาล

          ดีใจในระดับหนึ่งที่ช่วยสร้างความครึกครื้นในบรรยากาศตึง ๆ ได้

          "พี่กลัวตายมั้ย?"

          "ก็นิดหนึ่งนะ แต่ว่าสักวันหนึ่งเราก็ต้องเจอ แต่อยากไปแบบสบาย ไม่อยากไปด้วยอุบัติเหตุ ถ้าตายด้วยโรคมะเร็งก็คิดนะว่าจะขอตายแบบสงบ ถ้าเป็นระยะสุดท้าย ฉันจะไม่ขอรับยาเคมีเด็ดขาด ฉันจะรักษาแบบประคับประคอง ฉันจะอยู่กับครอบครัวอันเป็นที่รัก จะอยู่แบบไม่ให้ปวด เพราะมะเร็งระยะสุดท้ายมันจะปวดมาก อันนี้ยังไม่ได้คุยกับแฟนนะ คุยกับเพื่อนที่ทำงานว่าถ้าตายจริง ๆ เราขอใส่ยาแก้ปวดแบบไม่ให้ปวดเลย ถ้าจะไปก็ขอให้หลับไปเลย ไม่เอาแบบเจ็บ กลัวเหมือนกัน"

          เด็ก ๆ ที่เป็นมะเร็งในเม็ดเลือด มีโอกาสรอดมั้ย? มี

          เพราะมีโอกาสรอด ย่อมแปลว่ามีโอกาสไม่รอด…

          "ทำไมพี่ถึงเลือกเป็นพยาบาล"

          พี่อ๋อยไม่ได้เลือก เธอเป็นแค่พี่คนโตที่ผลการเรียนขี้เหร่ที่สุดในบ้าน ถ้าผลการเรียนสวยกว่านี้ ตอนนี้พี่อ๋อยคงเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้แทนที่จะเป็นพยาบาล แต่เพราะสอบไม่ติด คณะวนศาสตร์จึงเป็นจุดหมายที่คว้าไม่ถึง พอเพื่อนชวนให้ลองมาสอบพยาบาลที่ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสรรพสิทธิประสงค์ ก็เลยมา

          "ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นพยาบาล แต่เผอิญสอบที่อื่นไม่ได้เลย ได้อยู่ที่เดียว ที่บ้านก็ดีใจ พ่อถือว่าเป็นเกียรติและศักดิ์ศรี ดีใจมากเพราะเราเป็นลูกคนโต อย่างน้อยเราก็เป็นแบบอย่างที่ดีให้น้อง ๆ"

          "ที่พี่ทำงานมา เคยมีอารมณ์แบบอุดมก๊าน อุดมการณ์มั้ย"

          "ยังไม่ถึงขนาดนั้น แต่คิดว่าตอนนี้ทำตรงนี้ให้ดีที่สุด แล้วก็ทำให้คนไข้มีความสุขในขณะที่ชีวิตเขายังเหลืออยู่ ก็คิดอยู่ประมาณนี้"

          "แล้วไม่มีเป้าหมายในการทำงานเหรอ"

          "ไม่ค่อยเป็นคนวางเป้าหมายอะไรเท่าไหร่นะ ทำงานไปเรื่อยยยยๆ (ลากเสียง) แต่ไม่อยากเป็นหัวหน้าแค่นั้นแหละ ไม่ค่อยชอบ แต่ที่คิดไว้คืออยากจะสร้างเครือข่ายไปในชุมชน นอกจากจะโทรศัพท์เยี่ยมแล้ว เราจะประสานไปที่เจ้าหน้าที่อนามัย อยากให้เขาดูแลต่อเนื่องในเคสมะเร็งของเรา ให้เหมือนอย่างที่เราดูแลข้างใน อาจจะมีการจัดประชุมวิชาการ อยากให้เจ้าหน้าที่อนามัยมาดูคนไข้บนตึกที่เราดูแลด้วย จะได้มีการวางแผนต่อเนื่อง แบบที่เมืองนอกเขาทำได้ แต่เรายังไม่ถึงตรงนั้น"

          ........

2

ในช่วง 10 กว่าปีมานี้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางความคิดและทัศนคติของบุคลากรสาธารณสุขจำนวนไม่น้อย

          ความเชื่อดั้งเดิมที่หมอ พยาบาล เภสัชกร เจ้าหน้าที่อนามัย ต้องเป็นผู้รอให้คนไข้เดินทางมาหาเพื่อรับการรักษากำลังถูกเขย่าจากการทำงานอย่างต่อเนื่องของหลากคน หลายองค์กร ตามติดมาด้วยคำประเภท "สุขภาวะ" "การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม" "ผู้ป่วยเป็นจุดศูนย์กลางของการรักษา" หรือ "สร้างนำซ่อม" เป็นต้น

          ก่อเกิดเป็นกระบวนทัศน์ในการดูแลสุขภาพในอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ใช่หมอตรวจไข้ จ่ายยา แล้วจบ หรือไม่ใช่พยาบาลเอาเข็มจิ้มคนไข้ ปุ ๆ ๆ แล้วจบ กระบวนทัศน์ใหม่ที่ว่าคือการดูแลสุขภาวะแบบเป็นองค์รวม โดยความร่วมมือของสหสาขาวิชาชีพ และไม่ได้จำกัดเฉพาะตัวผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังกินความถึงคนรอบข้างผู้ป่วย สิ่งแวดล้อม การทำงาน เศรษฐกิจ ศาสนา แม้กระทั่งสิ่งที่เป็นนามธรรมสุด ๆ อย่างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

          และกระบวนทัศน์ใหม่นี้เองที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่วงการสาธารณสุขเมืองไทย อาจยังไม่ใช่ทั้งหมด แต่บุคลากรสาธารณสุขในหลาย ๆ ภูมิภาคกำลังขับเคลื่อนการทำงานกันไปอย่างช้า ๆ

          ........

สร้างบ้าน

          มะเร็งขังเด็ก ๆ ไว้ในโลกที่พวกเขาไม่คุ้นเคย และยังขังพวกเขาไว้ในโรงพยาบาล

          อย่างน้อยต้องใช้เวลารักษา 3-5 ปี ที่เด็กจะต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลตามที่ แพทย์หญิงยุจินดา เล็กตระกูล นายแพทย์ 8 กุมารแพทย์โรคเลือด กำหนดนัดหมาย ช้าไป เร็วไป ไม่ได้ทั้งนั้น

          ยิ่งในช่วงให้ยาเคมีบำบัด เด็กจะต้องนอนซมอยู่เกือบเดือน พ่อแม่ต้องมานั่งกุมมือลูกอยู่ข้างเตียง

          ความร้ายกาจของมะเร็งเม็ดเลือดขาวกัดกร่อนภูมิคุ้มกันเด็กจนเปราะบาง มันทำให้ร่างกายไม่มีความพร้อมเลยในการรับมือโรคภัยไข้เจ็บ ตัวเด็กจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลใส่ใจค่อนข้างสูงเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

          แต่เวลาที่เด็กไม่ต้องรับยา เด็กก็ยังเป็นเด็ก การต้องนอนแกร่วอยู่แต่ในโรงพยาบาลอาจเป็นเรื่องโหดร้ายพอ ๆ กับการห้ามเด็กกินขนม

          แต่ถ้าพ่อแม่หรือญาติของเด็กไม่รู้วิธีดูแล เด็กย่อมไม่สามารถปกป้องตัวเองจากโรคติดเชื้อได้โดยลำพัง

          "เรายึดว่าผู้ดูแล (หมายถึงพ่อแม่หรือญาติของเด็ก) คือบุคคลสำคัญที่สุด เพราะเขาจะช่วยเราเรื่องการดูแล ตั้งแต่ที่โรงพยาบาลจนถึงที่บ้าน เพราะบางคอร์สมาแค่ฉีดยาแล้วกลับหรือบางครั้งก็มา 3 วันแล้วกลับ พอกลับไปบ้าน ผลข้างเคียงของยาจะไปเกิดที่บ้าน ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ เป็นสาเหตุให้คนไข้ติดเชื้อง่าย ถ้าอยู่บ้าน แล้วพ่อแม่ไม่เข้าใจนึกว่าลูกไม่เป็นไร ปล่อยลูกไปโรงเรียน เล่นน้ำ ตากแดด ตากฝน เหมือนเด็กปกติ เด็กก็จะป่วย แล้วมาก่อนนัด ก็มาเพิ่มงานให้เรา ต้องกลับมานอนฉีดยาอย่างน้อยก็ 7 วัน บางคนเป็นเดือน คนไข้ก็จะเสียโอกาสในการให้ยาอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะมาอาทิตย์นี้รับยาเลยต้องเลื่อนออกไปอีก เนื่องจากต้องรักษาอาการติดเชื้อก่อน

          "จากตรงนี้ ทำให้เราเห็นว่าเด็กต้องอยู่กับเรานาน แล้วเด็กที่มาก็เหมือนกับเด็กปกติ แต่ต้องมารับยา พ่อแม่ก็ต้องพามาบ่อย ๆ แต่พอมาอยู่ตรงนี้ เด็กก็ดี ๆ หมด แค่ฉีดยาเฉย ๆ ซึ่งถ้าเราทำแค่นี้จะมองไม่เห็นบทบาทของพยาบาลในบทบาทอิสระ" 

          ด้วยความเชื่อว่าพยาบาลมิใช่แค่คนฉีดยา กนกวรรณ ศุภนิธินันท์ พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการ หัวหน้าหอผู้ป่วย ซึ่งโดยตำแหน่งเธอคือหัวหน้าของพี่อ๋อย แต่โดยความสัมพันธ์ เธอคือพี่พยาบาลที่คอยให้คำปรึกษากับน้อง ๆ ทุกคนในเด็ก 5 จึงคิดหาแนวทางขยายบทบาทอิสระของพยาบาล

          ปัญหา 2 ข้อที่เธอสรุปได้จากประสบการณ์

          หนึ่ง-จะทำอย่างไรให้เด็กอยากมาโรงพยาบาล และสร้างบรรยากาศให้เป็นเสมือนบ้านหลังที่ 2

          สอง-จะทำอย่างไรให้พ่อแม่สามารถดูแลเด็กได้เมื่ออยู่ที่บ้าน

          "ครั้งหนึ่งเคยไปประชุม จำได้ว่าของโรงพยาบาลขอนแก่นก็มีวอร์ดเคมี เขาเรียกวอร์ดนี้ว่าเป็นบ้านเลขที่ 5 หรือไงไม่แน่ใจ เขาให้คนไข้ทำเหมือนอยู่บ้านตัวเอง ดูเรื่องความสะอาด สิ่งแวดล้อม กวาด ถู ล้างห้องน้ำวอร์ด แล้วก็ตั้งเป็นคณะกรรมการหมู่บ้านของวอร์ด เราก็เลยเอามาลองทำดู มีญาติเก่าๆ ที่เขาอยู่มานาน คุยกันได้ ก็เริ่มเข้าหาญาติ ลองดูซิว่าใครพอมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำของญาติคนไข้ได้ก็ตั้งให้เขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ให้เขาเลือกผู้ช่วย รองผู้ช่วย เผื่อเวลากลับบ้านไปจะได้ขึ้นมาแทน ก็โอเค เราสามารถมีสัมพันธภาพกับญาติได้มากขึ้น เขาก็ได้ฝึกเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม ก็หวังว่าเขาจะเอาไปทำที่บ้าน"

          กนกวรรณลองผิดลองถูกกับกิจกรรมหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ 2 ข้อข้างต้น และในระหว่างนั้นพี่อ๋อยก็ย้ายจากพิเศษเด็กมาที่เด็ก 5...

          ..........

เปลี่ยนผ่าน

"พี่ทำอยู่ไอซียูเด็ก 12 ปี เป็นพยาบาลเทคนิค แล้วก็ไปเรียนต่อ 2 ปี จบมาก็มาอยู่ไอซียูเหมือนเดิม จนแต่งงานมีลูก 2 คนก็ย้ายไปพิเศษเด็ก พอดีเปิดวอร์ดใหม่และต้องการคน หัวหน้ามาถามว่าอยากไปมั้ย เรารู้สึกว่าตัวเองทำงานมาหนัก อยากสบาย ไปอยู่พิเศษเด็กน่าจะสบายนะ มี 12 ห้อง รับแค่ 12 คน รับคนไข้ที่วีไอพีหน่อย"

          ด้วยความที่พี่อ๋อยติดจะไฮเปอร์หน่อยๆ ไม่ชอบอยู่นิ่ง เมื่อมีการเปิดอบรมหลักสูตรระยะสั้นการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งที่โรงพยาบาลศิริราช เธอจึงเลือกเข้าอบรม หลังจากนั้นไม่นาน เธอจึงถูกย้ายมาที่เด็ก 5 เพื่อใช้ความรู้ความสามารถที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมา

          "พี่ชอบมั้ยย้ายมาที่นี่"

          "ก็ชอบ มันก็มีความสุขดีนะ ที่ผ่านมาก็สุข แต่คนละอย่าง"

          "ยังไง"

          "ตอนอยู่ไอซียู เราจบมาใหม่ ๆ จะดูในด้านร่างกายเสียส่วนใหญ่ว่าคนไข้มาถึง เราได้ช่วยชีวิตเขานะ มาปุ๊บ เห็นชีพจรแบบนี้ ความดันแบบนี้ ต่อไปจะช็อก เราสามารถประเมินได้ว่าต่อไปคนไข้จะเป็นยังไง คิดว่าตัวเองเก่งมากแล้ว มาก็ปิดม่าน ตุ๊ด ๆ ๆ ๆ ใส่เครื่องช่วยหายใจ จบ เบ็ดเสร็จ คนไข้ฟื้นขึ้นมา ดีใจ แต่ถ้าคนไข้เดธขึ้นมาก็แจ้งพ่อแม่ คือจบปิดไปเลย

          "แต่ในขณะที่อยู่ตรงนี้มันไม่ได้ดูแค่นั้น จะเป็นอะไรที่ระยะยาว ดูหมดเลยทั้งร่างกาย จิตใจ ค่อยๆ ศึกษา เรียนรู้ เพราะการเรียนรู้จิตใจคนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและค่อนข้างยาก เราก็ต้องฝึกตัวเองด้วย"

          พี่อ๋อยจึงเสมือนขุนพลหลักของพี่กนกวรรณ ดูแลเรื่องวิชาการ ทำกลุ่มกับพ่อแม่เด็ก หากิจกรรมใหม่เข้ามาเสริม

          "พี่ไม่ต้องทำงานเกี่ยวกับการพยาบาลมาก แต่ทำเกี่ยวกับการพูดคุยกับคนไข้ ทำกลุ่มกับคนไข้ มันทำให้เราเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับคนมากขึ้น เป็นเรื่องท้าทายในช่วงแรกๆ เรางง เราก็ลองทำ แรก ๆ จะเป็นในลักษณะสอนสุขศึกษามากกว่า พอทำไปทำมา เราได้เข้าอบรมเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา เราก็จะพยายามนำส่วนนี้มาปรับใช้กับกระบวนการกลุ่มของเรา นำสิ่งที่ได้จากการไปเข้ากระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มาเริ่มปรับ ฝึกตัวเองมาเรื่อย ๆ"

          พยาบาลประจำอยู่ไอซียู เลือด วิกฤต ความเร่งรีบ และความตาย ผมเดาว่าคงเป็นองค์ประกอบหลักๆ ของชีวิตการทำงาน คนเราต่อให้หัวจิตหัวใจอ่อนโยนต่อเพื่อนมนุษย์แค่ไหน เจอเรื่องทำนองนี้บ่อยเข้า ๆ ถ้าไม่มีอารมณ์ชินชาวาบขึ้นในห้วงคิดบ้างก็ต้องเรียกว่ายอดมนุษย์

          พี่อ๋อยไม่ใช่ยอดมนุษย์ เธอยอมรับและบอกเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า สมัยอยู่ไอซียู ขนาดคนไข้วิกฤตอยู่ตรงหน้า ขณะที่มือปั๊มหัวใจ บทสนทนากับเพื่อน ๆ พยาบาลในเวรก็ไม่มีการสะดุด คุยไป หัวเราะคิกคักไป ประหนึ่งความตายเป็นเรื่องล้อเล่น และพวกเธอ "เอาอยู่" กับสถานการณ์เดิม ๆ ที่เคยเจอมานับไม่ถ้วนครั้ง

          แน่นอน, พวกเธอยังใช้ความรู้ความสามารถได้เต็มศักยภาพ แต่สิ่งที่ขาดหายคือหัวใจ

          "ตอนนั้นพี่ไม่ค่อยได้ใส่ใจในการทำงาน มองคนไข้ก็คือคนไข้ ไม่ได้มองว่าคนไข้เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึก"

          .........

Patch Adams

          นักศึกษาแพทย์ฝึกหัดกลุ่มหนึ่ง เดินตามอาจารย์แพทย์ต้อย ๆ เหมือนสาวกผู้ซื่อสัตย์เดินตามศาสดา

          ทั้งหมดหยุดลงที่หญิงชราคนหนึ่ง ห้อมล้อม จ้องดู อาจารย์แพทย์พร่ำเพ้อเรื่อยเจื้อยถึงอาการของหญิงคนนี้ นักศึกษาแพทย์ก็จดยิกๆ มิยอมให้ตกหล่น ใบหน้าของหญิงชราเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความฉุนขาด คงนึกในใจว่า "นี่พวกแกเห็นฉันเป็นอะไร"

          เมื่อคิดว่าไม่มีประโยชน์อันใดให้เก็บเกี่ยวจากการยืนต่อ ทั้งกลุ่มก็เดินจากไปหาเหยื่อรายอื่น

          แต่มีแพทย์หนุ่มฝึกหัดคนหนึ่งยังไม่ยอมไป เขายิ้มให้กับหญิงชรา และเอ่ยถามชื่อ หญิงชรายิ้มตอบอย่างอ่อนโยนและบอกชื่อของตน

          แพทช์ อดัม (Patch Adams) เป็นคนเดียวในวันนั้นที่รู้จักชื่อของหญิงชราคนนั้น

          ........

มะเร็งทางความคิด

          ช่วงแรก ๆ ที่เข้ามาทำงานเด็ก 5 ใหม่ ๆ มะเร็งปั่นหัวพี่อ๋อยเสียยุ่งเหยิง เธอเกิดอาการกลัวว่าลูก ๆ ทั้งสามคนจะเป็นมะเร็ง กลัวถึงขั้นออกอาการวิตกจริง

          "พี่เคยนึกกลัวว่าลูกตัวเองจะเป็นมะเร็งมั้ย"

          "กลัวสิ มาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ กลับบ้านไปเห็นลูกเล่นกัน แล้วเห็นตัวขาวๆ ซีด ๆ เราก็ไปจับ ซีดหรือเปล่าลูก บางทีกดท้อง เอ๊ะ มีก้อนอะไรมั้ย เคยคิดถึงขนาดว่าจะจับลูกมาเจาะไขกระดูกที่โรงพยาบาล จนน้องบอกว่าลูกน่ะไม่ได้เป็นอะไรหรอก เธอน่ะแหละเป็นมะเร็งสมอง เป็นมะเร็งทางความคิด (หัวเราะ) บอกว่าเรียนมาแทนที่จะยิ่งรู้กลับยิ่งเครียด ไม่รู้จะเรียนมาทำไม เลยทำให้เราต้องคิดว่าฉันก็เป็นบ้าเนอะ

          "เดี๋ยวนี้คิดได้แล้วว่าถ้าอะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด ถ้าเป็นจริง ๆ ตัวเองน่าจะรับได้อยู่ แต่ตอนแรก ๆ ที่ย้ายมาอยู่ใหม่ ๆ เครียด เห็นเด็กเป็นแล้วกลัวลูกเราเป็นด้วย"

          "เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแล้ว"

          "ไม่เป็น เคยคิดว่าถ้าวันหนึ่งลูกเราเป็นมะเร็งก็จะพามารักษาให้ดีที่สุด จะดูแลเขาอย่างดีเหมือนที่เราดูแลลูกๆ คนไข้นี่แหละ คิดว่าตัวเองคงรับได้อยู่นะ อาจจะมีร้องไห้บ้างมั้งในช่วงแรก แต่ต่อไปก็คงจะปรับตัวเพราะมะเร็งมันสามารถเป็นได้กันทุกคน เพราะทุกคนมียีนมะเร็งในตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และพี่ก็คิดว่าในอนาคตข้างหน้าพี่คงจะเป็นมะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่ง"

          ………

ความเป็นกันเอง ถ้อยทีถ้อยอาศัย และอยู่กันอย่างพี่น้อง ปรับทุกข์ บอกสุขกันและกัน เป็นจุดแข็งข้อหนึ่งของเด็ก 5

          ภาพของเด็ก ๆ วิ่งเข้ากอดพยาบาลแล้วเรียกแม่อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ เป็นหนึ่งความรู้สึกดี ๆ ที่พี่อ๋อยเจอะเจอตั้งแต่ก้าวแรก ๆ ที่ย้ายเข้ามา

          ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีคุณหมอยุจินดา ไม่มีพี่กนกวรรณ ไม่มีพี่ เพื่อน น้องพยาบาลคนอื่น ๆ ไม่มีผู้ช่วยพยาบาล ไม่มีแม่บ้าน พ่อบ้าน ไม่มีงานที่เด็ก 5 ก่อร่างกันไว้ก่อนหน้า อาจไม่มีอะไรกระเทาะคราบไคลความชินชาของพี๋อ๋อยให้หลุดร่อน

          หวนคิดและหวนหาน้ำเสียงนุ่มนวล ถ้อยทีอ่อนโยน และรอยยิ้มละไมของพี่อ๋อย ซึ่งเป็นเครื่องปรุงความประทับใจชนิดปฏิเสธไม่ได้ เพราะแบบนี้กระมัง เด็ก ๆ ถึงได้ติดพี่อ๋อยกันแจ

          จากบทสนทนาในช่วงกลางวัน สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้คือพี่อ๋อยไม่ได้ใช้ศัพท์แสงหรือพยายามอธิบายเนื้องานให้ใหญ่โต ไม่-ทั้งถ่อมตนและโอ้อวด แถมสารภาพกับผมด้วยว่าบางครั้งยังหงุดหงิดคนไข้ด้วยซ้ำ แต่ไม่ชัดเจนขนาดจับผิดตัวเองได้ บางครั้งก็เป็นแม่ขี้บ่นกับลูก ๆ เวลาทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ อาจไม่ใช่ความตั้งใจของพี่อ๋อยที่ต้องการจะแสดงหรือไม่แสดงอะไรออกมาให้เห็น

          แต่มันเป็น "ธรรมชาติ" ทั่ว ๆ ไปของคนบ้าน ๆ ที่ทำมาหากินและมีความสุขกับชีวิตตามประสา

3

          ปี ค.ศ.1953 ธรรมชาติกำหนดให้เด็กหญิงชาวอังกฤษวัย 14 ปีคนหนึ่งมีประจำเดือนเป็นครั้งแรก เธอไม่รู้ว่าเลือดที่หลั่งออกมาคือเลือดแห่งชีวิต เป็นสัญญาณบอกว่าเธอพร้อมจะให้กำเนิด

          เธอดันเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นกามโรค เธอไม่กล้าถามใคร เธอหวาดกลัวคำพิพากษาที่เธอจินตนาการขึ้นเอง และเธอเลือกจบชีวิตอันน่าอับอายนั้นลง

          สาธุคุณแชด วาราห์ (Chad Varah) ทำพิธีฝังศพของเธอ และตระหนักในบัดดลว่า แค่มีใครสักคน แค่คนเดียว ยอมฟังเด็กสาว แค่ฟัง

          ตอนนี้เธออาจเป็นคุณยายใจดีที่มีหลาน ๆ ตัวน้อยห้อมล้อม

          ความตายของเด็กสาวผลักดันให้สาธุคุณแชดก่อตั้งสมาคมสะมาริตันส์ ผู้ตั้งใจฟังเสียงจากคนทุกข์ มันช่วยยื้อยุดคนหลายล้านทั่วโลกไม่ให้จมดิ่งสู่ทาร์ทารัส นรกขุมลึกร้ายที่จองจำดวงวิญญาณผิดบาปจากการฆ่าตัวตาย

          ........

ฟัง

          ผมเคยตั้งคำถามเหมือนที่มีใครหลายๆ คนเคยตั้งไว้ว่า ทุกวันนี้ เราสื่อสารกันมากขึ้น แต่ทำไมยิ่งสื่อสาร ความห่างไกลกลับมากขึ้นทุกที

          หรือเพราะการสื่อสารหมายถึงเราเท่านั้นที่ต้องเป็นฝ่ายพูด อีกฝ่ายต้องฟัง

          แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายคิดเหมือนกัน แล้วใครจะฟัง

          แทบไม่น่าเชื่อเมื่อทักษะการฟังซึ่งน่าจะเป็นทักษะในชีวิตประจำวันที่ง่ายที่สุด กลับกลายเป็นเรื่องยากที่สุดของชาวโลกหลังปี 2000

          "การอบรมการให้คำปรึกษา" เป็นอีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญและเป็นจุดเปลี่ยนจุดใหญ่ของพี่อ๋อย มันทำให้พี่อ๋อยตระหนักว่าการดูแลคนไข้ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย แต่หมายรวมถึงทุกๆ องค์ประกอบของชีวิตคนคนนั้น

          "การให้คำปรึกษา" ตีความเฉพาะตัวคำ แบบคนที่ไม่รู้จักมันดีพอ ดูเหมือนคนให้คำปรึกษาจะมีหน้าที่พูด พูด และพูด เพื่อให้คำตอบแก่คนอีกคน แต่เอาเข้าจริง ๆ พี่อ๋อยกลับบอกว่าต้องเก็บปากเก็บคำและตั้งใจฟัง

          "การฟังยากกว่าการดูแลคนไข้มั้ย"

          "ยากสิ ยากกว่ามาก เพราะบางทีเราฟังแล้วต้องจับประเด็นให้ได้ว่าเขาคิดอะไร บางทีสิ่งที่เราคิดไม่ตรงกับที่เขาคิด แล้วเราจะทำยังไงไม่ให้เขาหลงทาง

          "อย่างช่วงนี้มีคนไข้เคสใหม่ พอหมอบอกว่าเป็นมะเร็งปุ๊บ การตัดสินใจเริ่มแล้วว่าจะรักษาทางนี้หรือรักษาด้วยสมุนไพร น้องก็มาบอกพี่ว่าพี่อ๋อยลองคุยให้หนูหน่อย เราก็ต้องค่อยๆ นั่งฟังเขาพูดว่าเขาคิดยังไง ทำไมถึงจะพาลูกกลับ ทำไมต้องไปใช้สมุนไพร คือเราต้องฟังแนวคิดเขาก่อน เสร็จแล้วก็ค่อย ๆ ให้ข้อมูลเขาว่าการรักษาของเรามีข้อดี ข้อเสียยังไง ส่วนการรักษาด้วยสมุนไพรมีข้อดี ข้อเสียยังไง

          "เขารู้ข้อเสียของยาเคมีบำบัด ถ้าคนรับยาไม่ได้บางทีจะทรุดลงเลยภาวะแทรกซ้อนเยอะมาก เขาได้ข้อมูลจากเรา แล้ววันแรกที่เขาไม่ได้ยา ลูกเขาก็อาการไม่ค่อยดี เขาก็เลยกังวล คือยังไงลูกเขาก็จะไม่รอดก็ขอกลับไปอยู่บ้าน เราต้องค่อย ๆ ฟัง ค่อยๆ ขุดคุ้ยไปเรื่อยๆ ว่ามีอะไรข้างในหรือเปล่า ทำไมเขาถึงจะไป บางทีเราก็พูดคนเดียว ให้ข้อมูลอย่างเดียว

          "เราบอกเขาไปว่าเอาอย่างนี้นะ ให้ลองคุยกับญาติคนนั้นคนนี้ดู พอดีว่าวันนั้นมีเคสตัวอย่างเป็นเด็กที่อายุน้อยกว่าลูกเขา ที่เขาจะเอากลับเพราะคิดว่าลูกเขาตัวเล็กยังไงก็รับยาไม่ได้ ต้องทรุดแน่ๆ เราเลยบอกว่าลองคุยกับคุณตาคุณยายเตียง 13 ดูนะ ลูกเขายังไม่ถึงปี มาครั้งแรก เป็นโรคชนิดเดียวกัน ได้รับยาชนิดเดียวกัน ให้ครั้งแรกแล้วลงไอซียู 2 ครั้ง ก็คิดว่าจะไม่ได้เด็กกลับมาเหมือนกัน แต่ตอนนี้เด็กก็สดชื่นดี อ้วนกว่าเดิม คุณยายก็เล่าให้พ่อเด็กฟัง

          "วันนั้น เราคุยตอนเช้า พ่อเด็กก็ยังมาบอกว่าผมรบกวนคุณหมอแค่นี้นะ ยังไงผมก็จะเอากลับ ช่วยติดต่อคุณหมอให้หน่อย เราบอกว่าพ่อใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวจะประสานให้ พ่อลองไปคุยกับญาติคนนี้ก่อน คือเราไม่อยากให้เด็กเสียโอกาสในการรักษา

          "พอเขาคุยเสร็จ เกือบเที่ยงก็มากวักมือเรียก คุณหมอมีเวลาว่างมั้ย อยากคุยกับเรา เขาเลือกที่จะคุยกับเรา เราก็พามานั่งคุย ยังยืนยันที่จะเอากลับอยู่ เราก็คุยไปเรื่อยๆ เราบอกว่าเดี๋ยวจะประสานให้นะ ตอนนี้น้องฉีดยาอยู่นะ ถ้าพ่อไม่ไหวจริงๆ จะมี 2 แบบคือเซ็นไม่สมัครอยู่ ที่ต้องเซ็นเป็นเรื่องของกฎหมายเพราะถ้าน้องเป็นอะไรระหว่างทาง เราจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าพ่อรอคุยกับหมอ เราจะให้ความกระจ่างเรื่องโรคและการรักษามากขึ้น พ่อจะได้มีเวลาตัดสินใจ ไม่เสียโอกาสตรงนี้

          "อารมณ์ของพ่อเด็กค่อ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

 

 

 

 

 


เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
มะเร็ง ความรัก ความตายและการเดินทางสู่สายน้ำแห่งการลืมเลือน อัปเดตล่าสุด 6 พฤศจิกายน 2552 เวลา 11:53:26 9,849 อ่าน
TOP
x close