HILIGHT NEWS

เจ้าฟ้าหญิงฯ ทรงเปิดใจในรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ตอนที่ 2

รับแจ้งเตือนข่าวใหม่ ประเด็นฮิตทางมือถือ ฟรี คลิกที่นี่ <<

เจ้าฟ้าหญิงฯ พระราชทานสัมภาษณ์รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย

เจ้าฟ้าหญิงฯ พระราชทานสัมภาษณ์ รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย

 



คลิป พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย 1/4



คลิป พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย 2/4




คลิป พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย 3/4


คลิป พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย 4/4




คลิป พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ตอนที่ 2 1/3



คลิป พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ตอนที่ 2 2/3



คลิป พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ตอนที่ 2 3/3



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก youtube.com โดย คุณ thinkJaden2


          เจ้าฟ้าหญิงฯ พระราชทานสัมภาษณ์รายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ตรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินี ทรงห่วงความสามัคคีของคนไทยมากที่สุด

         เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชทานพระวโรกาสพิเศษ ให้ "วู้ดดี้" วุฒิธร มิลินทจินดา ได้สัมภาษณ์บันทึกเทปรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" ณ ห้องทรงงานส่วนพระองค์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ซึ่งเทปดังกล่าวได้ออกอากาศไปเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา

          ทั้งนี้ เจ้าฟ้าหญิงฯ ได้ตรัสถึงสาเหตุที่มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รายการวู้ดดี้เกิดมาคุยสัมภาษณ์พิเศษ เพราะทรงอยากให้ผู้ชมรายการได้รู้จักตัวตนของพระองค์อย่างแท้จริง ไม่อยากให้ฟังข่าวลือที่เป็นข่าวบิดเบือน หรือพูด ๆ กันไปปากต่อปาก

           เจ้าฟ้าหญิงฯ มีพระดำรัสว่า พระองค์เป็นเด็กวัด อยู่ในกุฏิเล็ก ๆ นอนกับพื้น ที่วัดป่าบ้านตาดมา 15 ปี ทรงสนใจเรื่องธรรมะ ปรารถนาจะศึกษาพระธรรมให้สำเร็จอย่างน้อยขั้นต้น คือ พระโสดาบัน แต่ทรงเชื่อว่า คงยังไม่สามารถบรรลุนิพพานได้ในชาติภพนี้ เพราะยังมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติในทางโลกอีกมากมาย

           พร้อมกันนี้ เจ้าฟ้าหญิงฯ ยังตรัสถึงคำสอนของหลวงตามหาบัวที่ยึดมั่นในพระหฤทัยเสมอมาว่า คนเราสำคัญที่ใจ เพราะคนเรามีใจเป็นประธาน หากจิตใจดีแล้ว ทุกอย่างจะดีตามไปด้วย เพราะฉะนั้น หากมีสิ่งใดที่กระทบจิตใจ ถูกนินทากล่าวร้าย ขั้นแรกก็ต้องพิจารณาว่า สิ่งนั้นเป็นความจริงหรือไม่ หากเป็นความจริงก็ต้องพิจารณาตัวเอง ปรับปรุงแก้ไขตัวเองก่อนจะไปพิจารณาคนอื่น แต่หากสิ่งที่คนพูดกันนั้นไม่ใช่สิ่งที่ตรงกับความเป็นจริง ก็ต้องปล่อยวางสิ่งนั้นทันที รวมทั้งต้องให้อภัย เพราะการแบกของหนัก ๆ อยู่ มันหนัก ต้องปล่อยวางให้เร็วจะได้สบาย หลวงตามหาบัวเคยสอนไว้ว่า การปล่อยวางเป็นสิ่งที่ทำยาก แต่ก็ต้องค่อย ๆ ทำ ถึงเวลาปล่อยก็ต้องปล่อย และการนั่งสมาธิ ทำจิตใจให้นิ่งสงบจะสามารถช่วยให้ปล่อยวางได้

         "หลวงตามหาบัวยังสอนอีกว่า อดีตที่เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว เราแก้ไขไม่ได้ ดังนั้นเรื่องในอดีตต้องปล่อยวางไปเช่นกัน ส่วนเรื่องอนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อย่าไปจินตนาการเพราะจะทำให้ฟุ้งซ่าน ดังนั้นควรอยู่และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วอนาคตจะดีเอง"

          เจ้าฟ้าหญิงฯ ตรัสอีกว่า ทรงเรียกหลวงตามหาบัวว่า "ท่านพ่อ" และหลังจากที่หลวงตามหาบัวละสังขารไป ทรงรู้สึกว้าเหว่อยู่บ้าง แต่ไม่ทรงกรรแสง เพราะหลวงตามหาบัวเคยสั่งไว้ ไม่ให้ร้องไห้ และสอนด้วยว่า หากทูลกระหม่อมเก็บ "พ่อ" ไว้ในใจ "พ่อ" ก็จะอยู่กับทูลกระหม่อมตลอดไป

          จากนั้น "วู้ดดี้" ได้ถามเจ้าฟ้าหญิงฯ ว่า คนทั่วไปมักพูดกันว่าเกิดเป็นเจ้าเป็นนายสบายมีทุกอย่างเพียบพร้อม ทรงรู้สึกอย่างไรกับประโยคนี้ ก่อนที่เจ้าฟ้าหญิงฯ จะทรงมีพระดำรัสตอบว่า รู้สึกตลกดี เพราะตั้งแต่สมัยเด็กพระองค์ถูกปลูกฝังมาโดยตลอดว่า เกิดเป็นเจ้าต้องรับใช้ประชาชน และทรงงาน ออกเยี่ยมราษฎร ดูแลประชาชนตามหน่วยแพทย์ต่าง ๆ ตั้งแต่อายุ 14 ปี งานคือสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนการเรียนไปเรียนเอาตอนกลางคืน ทำเช่นนี้ตั้งแต่เด็กจนเรียนจบปริญญาเอก ทรงยอมรับว่า เหนื่อย แต่ก็เข้าใจว่าทำไมจึงต้องทำเช่นนี้ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งเข้าใจพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินีมากขึ้น ว่า เกิดเป็นเจ้าต้องให้ความสุขกับราษฎร ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ราษฎร เช่น ชาวบ้านไม่มีน้ำกินน้ำใช้ พระเจ้าอยู่หัวฯ ก็เสด็จฯ ไปดูสถานที่ เพื่อจะสร้างเขื่อนให้

           เจ้าฟ้าหญิงฯ ตรัสว่า ทุกวันนี้ที่พระองค์มาทำงานกับมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) ซึ่งต้องเดินทางไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านในท้องถิ่นทุรกันดารในแต่ละแห่ง คราใดที่พระองค์กลับมา และได้เสด็จไปเยี่ยมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่โรงพยาบาลศิริราช พระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชดำรัสถามเสมอว่า ราษฎรเป็นอย่างไร เจ็บป่วยมากหรือไม่ ปัญหาของหมู่บ้านนั้น ตำบลนั้นคืออะไร ทรงถามทุกครั้ง แม้ว่าท่านจะมีพระชนมายุ 83 พรรษาแล้ว แต่ก็ยังทรงงานอยู่ตลอดเวลา

          "เมื่อสมัยก่อน ท่านทรงงานตรากตรำมาก เสด็จฯ ไปเยี่ยมหมู่บ้านชาวเขาที่เชียงใหม่ ที่ไม่มีถนน ไม่มีทาง ท่านต้องเดินข้ามเขา 7-8 ลูก เพื่อไปหาชาวบ้าน แต่เด็ก ๆ สมัยนี้ สักอายุ 20 แทบจะไม่ทราบแล้วว่า พระเจ้าอยู่หัว พระราชินี เคยทรงงานอะไรมาบ้าง อย่างที่เห็นในเพลงสรรเสริญพระบารมีที่เปิดในโรงภาพยนตร์ ก่อนภาพยนตร์จะฉาย ก็น้อยเกินไป ไม่ได้ต้องการจะโปรโมทหรืออะไร แต่ต้องการให้ทูลกระหม่อมพ่อ และสมเด็จแม่ได้รับความยุติธรรมที่ควรจะได้รับ ตอนนี้อยากขอ แต่ไม่กล้าขอ อยากได้เวลาจากรายการทีวีสัก 10 นาทีหลังข่าว ฉายหนังพระราชกรณียกิจสั้น ๆ ทุกวัน ว่าทั้งสองพระองค์ทรงทำอะไรบ้าง อยากให้คนไม่ลืม สงสารท่านเถอะ เพราะท่านทำมาเต็มที่ ทุ่มเทพระทัยเต็มที่ เอาใจใส่ประชาชนมาโดยตลอด ทุกวันนี้แม้แต่ท่านอยู่ในโรงพยาบาลก็ยังทรงงานทุกวัน ดูโครงการต่าง ๆ จนบรรทมดึกมาก ส่วนสมเด็จแม่ ก็ทรงติดตามข่าวสารบ้านเมืองตลอด เช่น เรื่องน้ำท่วม ท่านก็รับสั่งด้วยพระองค์เองให้คนนำถุงยังชีพไปให้ ใครบาดเจ็บ เดือดร้อน เป็นโรคอะไร ก็ทรงให้ความช่วยเหลือโดยที่บางเรื่องไม่ได้บอกใคร หากไม่ใช่เป็นลูกท่านก็คงไม่รู้"

         เจ้าฟ้าหญิงฯ ตรัสด้วยว่า ทั้งสองพระองค์เป็นห่วงที่สุดคือเรื่องความสามัคคีกลมเกลียวกันในชาติไทย หากคนไทยแตกแยกกัน ศัตรูจะทำลายได้ง่ายมาก ดังนั้นคนไทยต้องเข้มแข็ง มีมิตรจิตมิตรใจต่อกัน สามัคคีกัน ชาติจึงจะเจริญได้

         "ข้าพเจ้าไม่อยากพูดถึงเรื่องการเมือง เพราะไม่เคยยุ่งเกี่ยว ไม่รู้จักนักการเมือง แต่รู้ว่า ในบ้านเมืองไม่ควรมีการแบ่งก๊ก แบ่งเหล่า คือจะทำอะไร มีอะไรก็ควรพูดจากัน อย่าใช้ความรุนแรง อีกทั้งเหตุการณ์วุ่นวายที่มีการเผาบ้านเผาเมืองกันเมื่อปีที่แล้ว นำความทุกข์มาสู่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเหลือเกิน ครั้งนั้น พระเจ้าอยู่หัว จากที่ทรงหัดเดินได้แล้ว แต่เมื่อได้ยินข่าว ทรงทรุด เป็นไข้ ต้องนอนให้น้ำเกลือ ส่วนสมเด็จพระราชินีก็เสียพระทัยมากเหมือนกัน ท่านรับสั่งว่า คราวที่เราถูกเผากรุงนั้นคือสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาต่อพม่า แต่คราวนี้สะเทือนใจยิ่งกว่า เพราะคนไทยเผาเมืองไทยเอง"

        ต่อจากนั้น เจ้าฟ้าหญิงฯ ได้มีพระดำรัสถึงอาการประชวรที่พระอุรุ (ต้นขา) ของพระองค์ที่ทำให้ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นด้วยว่า ตอนนี้กระดูกติดดีแล้ว แต่ยังเดินลำบาก เพราะไม่ได้เดินมา 3 เดือน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินีเสด็จฯ มาเยี่ยมด้วยพระองค์เอง ทำให้พระองค์คิดว่า ต้องรีบหายไว ๆ เพื่อจะได้มาถวายงานดังเดิม

         ทั้งนี้ เจ้าฟ้าหญิงฯ ยังได้ตรัสถึงพระจริยวัตรส่วนพระองค์ในเวลาต่าง ๆ และทรงเล่าถึงพระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ปัจจุบันนี้ ที่พสกนิกรทั่วไทยทุกคนอยากทราบมากที่สุด ซึ่งพระองค์ทรงเล่าว่า

           "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะนี้อาการทรงปกติดี แต่ทรงพระดำเนินลำบาก เพราะเมื่อครั้งพระองค์ทรงเริ่มประชวรเมื่อเดือนกันยายน 2552 พระองค์ทรงไข้สูงมาก และมีปอดอักเสบ ต้องบรรทมบนพระแท่นนานเกือบเดือน และต้องทรงทำกายภาพบำบัด ลุก นั่ง ลำบาก ส่วนพระพลานามัยด้านอื่น ๆ ก็ปกตินี้ มีเป็นหวัดเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นครั้งคราว ทุกวันนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ สมเด็จพระเทพฯ และข้าพเจ้าก็ค้างอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชมานับปีแล้ว ในห้องเล็ก ๆ เพื่ออยู่ถวายงานพระเจ้าอยู่หัว"

         จากนั้น วู้ดดี้ ได้ทูลฯ ถามถึงเรื่องสุนัขทรงเลี้ยง ชื่อว่า "คุณลูกหมี" ซึ่งเจ้าฟ้าหญิงฯ ตรัสว่า ทรงได้รับคุณลูกหมีมาจากงานเกษตรแฟร์ พระองค์ทรงเลี้ยงไว้ในห้องบรรทมของพระองค์ และทรงรักคุณลูกหมีมาก เพราะคุณลูกหมีเป็นสุนัขที่เข้าใจภาษาคน สอนให้ทำอะไรก็ได้ แม้จะดื้อและขี้หวงอยู่บ้าง แต่ถ้ามีอาหารก็จะเชื่อฟังเป็นอย่างดี

         นอกจาก "คุณลูกหมี" แล้ว สิ่งที่เจ้าฟ้าหญิงฯ ทรงโปรดอีกอย่างก็คือ การทรงดนตรี "กู่เจิง" ซึ่งทรงเริ่มหัดเล่นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 โดยทรงเล่าว่า เมื่อได้ยินคนเล่น "กู่เจิง" ก็ทรงชอบเสียงเครื่องดนตรีชิ้นนี้ทันที และฝึกซ้อมเล่น ซ้อมร้องทุกวันจนทรงเล่น "กู่เจิง" ได้ทั้งเพลงจีน และเพลงไทยอย่างที่ประชาชนเคยเห็นภาพการทรงดนตรี "กู่เจิง"ของพระองค์

          คำถามต่อมาที่ "วู้ดดี้" ทรงทูลถามเจ้าฟ้าหญิงฯ คือ ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทรงมีความคิดเห็นเช่นไรต่อเรื่อง "วันโลกแตก" ที่เล่าลือกันว่าจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ.2012 ซึ่งเจ้าฟ้าหญิงฯ ตรัสว่า หากคิดตามพระพุทธศาสนาแล้ว โลกคงไม่แตกง่าย ๆ เพราะมนุษย์ยังต้องอยู่ชดใช้กรรมอีกมาก แต่คงจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายแห่ง ดังเช่น การเกิดสึนามิญี่ปุ่น รวมทั้งภัยพิบัติที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เช่น การก่อการร้าย

          "ความสามัคคีจำเป็นสำหรับทุกสิ่งที่เราจะต้านภัยธรรมชาติได้ ดูอย่างที่ประเทศญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในเครื่องปฏิกรณ์ เป็นผู้ที่เสียสละต่อสังคมเป็นอย่างมาก แม้จะรู้ว่ามีความเสี่ยงที่จะได้รับรังสีเกินขนาด และอาจไม่มีชีวิตรอด ส่วนคนญี่ปุ่นต่อให้ยากแค้นอย่างไร แจกของ แจกน้ำ ก็เข้าคิว แสดงให้เห็นว่า เขามีวินัย มีความสามัคคี ดังนั้นเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรจึงไม่เกิดความอลหม่าน แต่ขณะที่ประเทศไทย คนไม่มีความสามัคคี"

          และหลังจากภาพบันทึกเทปพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษได้ออกอากาศไป ก็นำความปลาบปลื้มใจมาสู่พสกนิกรชาวไทย ดังเช่นในเว็บบอร์ดต่าง ๆ ที่มีผู้ตั้งกระทู้มากมาย เล่าถึงความรู้สึกที่ได้ชมรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ชมล้วนแล้วแต่มีน้ำตานองหน้า และร่วมกันเรียกร้องให้คนไทยสามัคคีกัน เพื่อพ่อหลวง พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และประเทศไทยของพวกเรา







เรื่องอื่นๆ
  1. ระทึก! พบรูโหว่บนหลังคาเครื่องบินกลางอากาศ ต้องลงจอดฉุกเฉิน
  2. จับหนุ่มหื่นอ้างเป็นตำรวจ ลวงสาวต่างด้าวข่มขืน
  3. ไอแพดกระดาษ ของไหว้สุดฮิตเทศกาลเช็งเม้ง
  4. ชวลิต ยันหาตำแหน่งดีที่สุดให้ เสนาะ
  5. ชาวนบพิตำเผยนาทีชีวิตน้ำป่าพังบ้านเรือน
  6. นํ้าท่วมภาคใต้ ภัยพิบัติสั่นสะเทือนเศรษฐกิจ
  7. สุเทพ ปัดรอเช็ดเท้า ทักษิณ ยันหากกลับไทยใส่สูทไปรับ
  8. สลด! หญิงลูกหนึ่งถูกเพื่อนสามีทำร้าย เสียชีวิตแล้ว
  9. ปรีชา ยังไม่ชัดขอ ทักษิน ช่วย วีระ
  10. งานวันเกิด ชัย คึก ส.ส.ภูมิใจไทยแห่ร่วม

เรื่องน่าสนใจ