HILIGHT NEWS

เส้นทางเที่ยวสุพรรณ "มหัศจรรย์ป่าสน และคนบนที่สูง"

รับแจ้งเตือนข่าวใหม่ ประเด็นฮิตทางมือถือ ฟรี คลิกที่นี่ <<


เส้นทางเที่ยวสุพรรณ "มหัศจรรย์ป่าสน และคนบนที่สูง"
 
    
           วันก่อนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ “เที่ยวบ้านเรา สุขใจ ไปสุพรรณ” แล้วเห็นว่า สุพรรณบุรี เมืองที่ในความคิดมองเห็นแต่ภาพทุ่งนาเพียงอย่างเดียว จะมีอะไรให้เที่ยวสักแค่ไหน แต่หลังจากที่ได้อ่านหนังสือแล้ว อยากที่จะเปลี่ยนความคิด เพราะ สุพรรณบุรี ก็มีเสน่ห์ที่สามารถดึงดูดให้คนไปเที่ยวได้เหมือนกัน

          ยกตัวอย่างเส้นทางจากหนังสือ “เที่ยวบ้านเรา สุขใจ ไปสุพรรณ” ก็มีให้เลือกเดินทางถึง 9 เส้นทางด้วยกัน ได้แก่ เส้นทางทัวร์เมืองสุพรรณแดนวรรณคดี, เส้นทางรื่นรมย์ชมสายน้ำ ตามรอยนิราศ, เส้นทางอลังการเมืองเก่า เสน่ห์ชุมชนชาวนา, เส้นทางสุขสันต์เที่ยวสุพรรณทั้งครอบครัว, เส้นทางตลาดบ้านเก่าฉัน ฝรั่งเขาเรียกไลฟ์มิวเซียม, เส้นทางตามหาดวงจันทร์ในดวงใจ, เส้นทางสีสันแห่งผืนผ้าและพันธุ์ไม้, เส้นทางมหัศจรรย์ป่าสนและคนบนที่ราบสูง และสุดท้ายคือเส้นทางเที่ยวท่องสองผืนป่า

            วันนี้ก็เลยอยากที่จะแนะนำ 1 เส้นทางท่องเที่ยวจากทั้งหมด “9 เส้นทางสุขใจสายสุพรรณ” เผื่อว่าใครที่อยากจะไปเที่ยวพักผ่อนในสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ จะได้คิดถึงสุพรรณบุรี เป็นอันดับต้น ๆ

           เส้นทางที่จะแนะนำนี้ชื่อว่า “เส้นทางมหัศจรรย์ป่าสน และคนบนที่สูง” สำหรับการเดินทางในเส้นทางนี้จะใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 3 วัน 2 คืน เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพฯ กันเลยดีกว่า อยากเที่ยวเต็มที่แล้ว

            ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เข้าสู่อำเภอด่านช้าง สุดแดนตะวันตกของเมืองขุนแผน จะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศและผู้คนที่ดูแตกต่างจากที่ได้พบในท้องทุ่งที่ราบลุ่มสองฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี ชื่อของ “ด่านช้าง” บ่งบอกชัดเจนว่าดินแดนแถบนี้เป็นเขตป่าเขา ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ สัตว์ป่า


            อีกทั้งยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่ได้รับการปกป้องดูแลและจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ภายใต้ชื่อของอุทยานแห่งชาติพุเตยมาตั้งแต่ พ.ศ.2541 พื้นที่อุทยานฯ อยู่ในอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

           ธรรมชาติในเขตผืนป่าสุดแดนเมืองสุพรรณแห่งนี้ แฝงไปด้วยมนต์เสน่ห์ชวนให้มาสัมผัส ทิวทัศน์ของแนวเทือกเขาสลับซับซ้อน ห่มคลุมด้วยทะเลหมอกในช่วงปลายฝนต้นหนาว ป่าสนสองใบ ธรรมชาติอายุหลายร้อยปี ถ้ำหินงอกหินย้อยชวนให้จินตนาการเป็นรูปร่างต่างๆ  รวมทั้งเสน่ห์แห่งวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย กลมกลืนกับธรรมชาติ และสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีมาหลายร้อยปี

           เมื่อถึงที่อำเภอด่านช้างแล้ว เราจะเดินทางไปต่อกันที่ “ที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย” (ฝั่งบ้านห้วยหินดำ) ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะเข้าที่ทำการอุทยานฯ พุเตย ควรเติมน้ำมันและหาซื้อเสบียงที่ตลาดด่านช้างให้พร้อมก่อน (ในกรณีที่ไม่ได้ติดต่อเรื่องอาหารกับทางอุทยานฯ ไว้ล่วงหน้า สามารถที่จะซื้ออาหารสดเข้าไปทำรับประทานเองได้)

          เมื่อถึงอุทยานฯ ก็เย็นพอสมควร เวลานี้ก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะไปดูพระอาทิตย์ตกดิน และจุดชมพระอาทิตย์ตก ที่สามรถเห็นได้ชัดเจน คือบริเวณสัน“เขื่อนกระเสียว” ซึ่งเป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย บรรยากาศยามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

          แสงสุดท้ายของวันทาบทาลงบนผืนน้ำ แลเห็นกระชังเลี้ยงปลาของชาวบ้านอยู่ห่างออกไปลิบ ๆ และแผ่นฟ้าที่กว้างไกลสุดสายตาถึงเขาพุเตย นับว่าเป็นช่วงเวลาที่โรแมนติดที่สุดเลย และวันนี้เราก็จะพักค้างคืนกันที่ “ที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย”

           หลังจากที่เติมพลังด้วยอาหารมื้อเช้าจากทางอุทยานฯ แล้ว เราจะเดินทางด้วยรถ ไปชมป่าสนสองใบ ซึ่งอยู่บนยอดเขาพุเตยกัน ห่างจากบ้านป่าขีด และที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตย ประมาณ 7 กิโลเมตร ทางไปจะผ่านศาลเลาด้าร์ ซึ่งเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2534 เครื่องบินโดยสารของสายการบินเลาด้าร์แอร์ประสบอุบัติเหตุตก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 223 คน ดังนั้นจึงมีการสร้างศาลเลาด้าร์ไว้ ณ จุดนี้

           จากนั้นจอดรถไว้ด้านล่างแล้วเดินขึ้นเขาสนไปเรื่อย ๆ ผ่านป่ารอยต่อ ซึ่งมีทั้งป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรัง จะเริ่มพบสนสองใบกระจายปะปนอยู่กับส้มแปะ กระโดนแดง สารภีป่า พะยอม ปรง และกระแจะ ยิ่งเดินสูงขึ้นไป สนก็ยิ่งจะมีความหนาแน่นมากขึ้น

           ป่าสนสองใบกว่า 1,000 ต้น จะปรากฏต่อสายตาที่ระดับความสูง 363 เมตรจากน้ำทะเลปานกลาง บางต้นใหญ่ขนาด 2-3 คนโอบ หากเมื่อวานตอนเย็นเกิดมีฝนตก เช้าขึ้นมาจากจุดชมวิวเราจะได้สัมผัสกับทะเลหมอกคลอเคลียแนวขุนเขาที่สลับซับซ้อน เป็นภาพที่คิดไม่ถึงว่าจะพบได้ที่จังหวัดสุพรรณ

          เมื่อชื่นชมความงามของป่าสนแล้ว จากนี้เราจะขับรถตะลุยกันต่อไปยังเส้นทางสู่ “หมู่บ้านกระเหรี่ยงตะเพินคี่” ซึ่ง “ตะเพิน” มีความหมายถึง "ต้นน้ำ" และ “คี่” หมายถึง “ยอด” ถนนลาดยางสิ้นสุดที่บ้านกล้วย จากแยกบ้านกล้วยขึ้นหมู่บ้านตะเพินคี่เป็นเส้นทางลูกรังขึ้นเขา ระยะทางประมาณ 14 กิโลเมตร (ในส่วนของเส้นทางนี้ควรใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือรถกระบะ เพื่อความสะดวก)

          แวะพักที่จุดชมวิว ชมทิวเขาที่ทอดยาวไกลห่มคลุมด้วยผ้าม่านทะเลหมอกในช่วงปลายฝนต้นหนาว จากจุดชมวิวไปไม่ไกลนักก็จะถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่ ฉากหลังของหมู่บ้านเราจะเห็นยอดเขาเทวดา ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการแข่งวิ่งขึ้นสู่ยอดเขา เพื่อนำธงไปปักที่ยอดเขา โดยผู้ชนะในครั้งนั้นใช้เวลาทั้งหมด 26 นาที

          ที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่นั้น เราจะได้เรียนรู้เรื่องราวของคนกับป่า วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงแห่งหมู่บ้านตะเพินคี่ หมู่บ้านสุดท้ายชายแดนเขตผืนป่ามรดกโลกห้วยขาแข้ง และที่หมูบ้านแห่งนี้ก็ยังถือว่าเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของห้วยขาแข้งด้วย ชาวบ้านที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ จึงช่วยกันรักษาป่าต้นน้ำไว้ ต้นน้ำลำตะเพินจึงไม่เคยเหือดแห้งมาร่วม 200 ปีแล้ว ที่ตะเพินคี่อากาศจะเย็นสบายตลอดปี

          ช่วงหน้าหนาวจะมีอุณหภูมิประมาณ 5-6 องศา เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด และอบายมุขทั้งปวง ชาวบ้านที่นี่ปลูกข้าวไร่ไว้ทานและทอผ้าไว้ใช้เอง ซึ่งถ้าอยากชมการทอผ้าของชาวบ้าน ก็สามารถที่จะเข้าไปขอชมได้ น้ำที่ใช้ชาวบ้านก็จะใช้น้ำที่ผุดขึ้นจากตาน้ำ ซึ่งมีน้ำผุดตลอดปี เพราะพวกเขาช่วยกันรักษาป่ามานานหลายชั่วอายุคน

          ประเพณีที่สำคัญของชาวกระเหรี่ยงที่บ้านตะเพินคี่ คือ ประเพณีไหว้เจดีย์จุฬามณี ในช่วง 15 ค่ำเดือน 5 เมื่อถึงวันนั้น ก็จะมีชาวกะเหรี่ยงจากราชบุรี กาญจนบุรี และอุทัยธานีมาร่วมงาน ซึ่งทุกคนจะแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า สาวน้อยจะแต่งกายด้วยชุดสีขาว ส่วนผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้ว จะแต่งกายด้วยชุดสีแดง

          เมื่อชมวิถีชีวิตของหมู่บ้านกะเหรี่ยงจนหนำใจแล้ว เราสามารถที่จะเดินไปเล่นน้ำตกได้ที่ “น้ำตกตะเพินคี่” ซึ่งเป็นน้ำตกที่ไหลมาตามผาหินสูง 2 ชั้น ก่อนไหลลงสู่แอ่งเล็ก ๆ เบื้องล่าง ก่อนที่จะไปรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกับชาวบ้าน และแม้ที่จะเป็นอาหารแบบพื้น ๆ แต่ว่ารสชาติอร่อย ลองรับประทานดูแล้วจะติดใจ

          หลังจากที่รับประทานอาหารเที่ยงเรียบร้อยแล้ว ช่วงบ่าย เรามีโปรแกรมที่จะไปสำรวจ “ถ้ำเพชร” กัน(ในการที่จะเข้าถ้ำเพชรนั้น ควรติดต่อเจ้าหน้าที่ หรือชาวบ้านที่เป็นผู้นำทาง) ที่ถ้ำเพชรเมื่อพ้นจากปากถ้ำที่ค่อนข้างแคบเข้าไปภายใน จะได้พบกับผลึกของซิลิกาตามหินงอกหินย้อย สีขาวของหินปูนบริสุทธิ์วาบวับเมื่อกระทบกับแสงของไฟฉาย

           อีกสิ่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวที่ดีควรจำไว้ นั่นก็คือ “ดูแต่ตา มืออย่าต้อง ของจะเสีย” เพราะถ้ามีคนไปสัมผัสกับผลึกของซิลิกามาก ๆ อาจจะทำให้ผลึกส่วนนั้นตายได้ และอาจจะไม่มีถ้ำเพชรสวย ๆ หลงเหลือเก็บไว้ให้ลูกหลานดู ถ้าอยากจะเก็บไว้เป็นความประทับใจ ก็หยิบกล้องตัวเก่งขึ้นมาชักภาพไว้แทนแล้วกัน

          หลังจากชมความงามของถ้ำเพชรแล้ว เย็นนี้เราจะขอพักค้างคืนกันที่หมูบ้านกะเหรี่ยงตะเพินคี่เลย ซึ่งก่อนที่จะรับประทานอาหารมื้อเย็น เราก็ขอแว๊บไปอาบน้ำให้สบายตัวก่อนที่ลำห้วยใกล้หมู่บ้าน

          เมื่ออาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็มานั่งล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งมื้อเย็นเราก็จะได้ลองรับประทานข้าวไร่ ซึ่งเป็นข้าวที่ชาวบ้านปลูกกันเอง พร้อมกับกับข้าวแสนอร่อยฝีมือชาวบ้าน และอย่าลืมที่จะลิ้มลองพริกกะเหรี่ยงรสเผ็ดร้อน (ชาวบ้านแอบกระซิบวิธีทานพริกกะเหรี่ยงไม่ให้แสบลิ้นมาว่า ถ้าเผ็ดให้อมเกลือ และห้ามดื่มน้ำเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้รู้สึกเผ็ดมากขึ้นก็ได้)

          และค่ำคืนนี้เราจะขอนอนแบบหลังติดพื้นกันที่ “บ้านตะเพินคี่” อาจจะไม่สบายเหมือนนอนที่บ้าน แต่ก็อบอุ่นด้วยมิตรภาพที่ชาวบ้านหยิบยื่นให้

          ตื่นเช้ารับวันใหม่กับอากาศที่แสนสดชื่น ช่วงเช้าวันนี้เราจะเดินทางไปเที่ยวที่น้ำตก “พุกระทิง” กัน สำหรับ “พุ” นั้นมีความหมายว่า ตาน้ำที่มีน้ำไหลออกมาไม่มีวันเหือดแห้ง ส่วนทางที่จะไปน้ำตกพุกระทิงนั้น จะผ่านหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติพุเตยที่ 2 (พุกระทิง) น้ำตกจะอยู่ห่างจากหน่วยฯ ไป 7 กิโลเมตร น้ำตกพุกระทิงมีทั้งหมด 9 ชั้น ช่วงที่สวยงามที่สุดจะเป็นช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน ระหว่างทางที่ไปน้ำตก เราจะผ่าน “อ่างเก็บน้ำลำตะเพิน” ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ สามารถที่จะขับรถชมวิวทิวทัศน์ได้โดยรอบ

          ต่อจากเที่ยวน้ำตกแล้ว เราก็จะไปต่อกันที่ “ถ้ำพุหวาย” นับว่าเป็นถ้ำที่สวยที่สุดในอุทยานฯ อยู่ในอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ก่อนถึงถ้ำประมาณ 500 เมตร มีหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติพุเตยที่ 3 (ถ้ำพุหวาย) ตั้งอยู่ ถ้ำพุหวายเป็นถ้ำที่มีช่องเปิดระบายอากาศ ไม่ร้อนอบอ้าว

           มีทางเดินเป็นระยะทางเพียง 500 เมตร ภายในเป็นโถงถ้ำขนาดใหญ่ มีหินลักษณะต่าง ๆ มากมาย ในห้องโถงมีพื้นที่กว้าง มีเพดานสูง เต็มไปด้วยเสาหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลก ๆ และมีชื่อเรียกต่างกันตามลักษณะของรูปร่าง

          บนพื้นถ้ำมี “มุกถ้ำ” หรือ “ไข่มุกหินปูน” ไข่มุกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้เคยถูกน้ำท่วมมาก่อน เม็ดกลม ๆ ที่เกิดขึ้น เกิดจากหินปูนไปห่อหุ้มเม็ดทรายที่อยู่ใต้น้ำ และเสาหินเกิดจากหินที่งอกออกจากผนังถ้ำลงมาจรดพื้น หรือเกิดจากหินงอกที่งอกจากพื้นขึ้นไปจรดกับเพดานถ้ำ หินงอกจะเป็นมีลักษณะเป็นสีขาว แวววาว เนื่องจากเป็นผลึกซิลิกา ม่านเบคอน กับฟองหิน เป็นหินที่มีความโดดเด่นภายในถ้ำพุหวาย

          ลักษณะของม่านเบคอน จะเหมือนผ้าม่าน มองเห็นเป็นแถบสีอ่อนแก่เป็นชั้น ๆ เนื่องจากความแตกต่างของส่วนประกอบแร่ธาตุในหยดน้ำ ส่วนฟองหินที่เห็นเป็นหินตะปุ่มตะป่ำขนาดต่าง ๆ กันนั้น ส่วนใหญ่มักเกิดบนผนังถ้ำใน บ้างก็มีรูปร่างเหมือนดอกกะหล่ำ บ้างก็มีรูปร่างเหมือนปะการัง

          หลังจากที่เที่ยวชมความงามของถ้ำและน้ำตกจนเหนื่อยเต็มที่แล้ว เราก็จะขออำลาเมืองสุพรรณกลับกรุงเทพฯ กันสักที แต่ก่อนที่จะกลับอย่าลืมซื้อของติดไม้ติดมือไปฝากคนที่กรุงเทพฯด้วย เพราะที่สุพรรณนี้เขามีของฝากที่อร่อย สวยไม่แพ้จังหวัดอื่นเหมือนกัน เช่น ขนมสาลี่สุพรรณ ผ้าทอพื้นเมือง หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์จักสานก็มีให้เลือกมากมาย

          แม้จะต้องเดินทางไกล หนทางอาจจะยากลำบากสักหน่อย แต่สำหรับคนที่ช่างค้นหา “ที่นี่” มีเรื่องราวมากมาย ท้าทายให้บันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิต

          สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย Call Center โทร. 1672 (08.00-20.00 น.)


ข้อมูลจาก

เรื่องอื่นๆ
  1. Sad Movie : อีกนิยามรัก
  2. เปิด “จุดจอด” กกต.! “พ้นตำแหน่ง” “4มาตรา”
  3. "การหย่าร้าง" ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม
  4. "ยักษ์" วงแคลช ซิ่งมอเตอร์ไซค์แหกโค้ง
  5. เคล็ดลับลดการนอนกรน
  6. "ขนมมงคล" 9 ชั้น 9 ชนิด ใหญ่สุดในโลก-งานมหกรรมขนมไทย
  7. “ทักษิณ” คาดการณ์ผิด ศาลลงโทษ 3 กกต.
  8. "AF 3"ปฏิบัติการครั้งนี้ มีเงื่อนไข
  9. ปิด 8 เดือนแยกตึกชัยแนะ 7 ทางเลี่ยง
  10. "หยาด "กรี๊ด!ของขวัญ "สร้อยนาฬิกา" จากโอ๊ค

เรื่องน่าสนใจ