"ซิลลี่ ฟูลส์ มินิ" การเดินทางครั้งใหม่ของ "ซิลลี่ ฟูลส์"

"ซิลลี่ ฟูลส์ มินิ" การเดินทางครั้งใหม่ของ "ซิลลี่ ฟูลส์"
เกิดความขัดแย้งทางความคิดจนถึงขั้นต้องแยกทางกันเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ระหว่างนักดนตรีทั้งสามที่ประกอบด้วย "ต้น" จักริน จูประเสริฐ (กีตาร์) "ต่อ" ตระกูล ใบเงิน(กลอง) และ "หรั่ง" เทวฤทธิ์ ศรีสุข (เบส) กับ "โต" ณัฐพล พุทธภาวนา นักร้องนำที่เคยร่วมเดินทางร่วมกันในนาม "ซิลลี่ ฟูลส์"
ในส่วนของนักดนตรีทั้งสาม หลังจากผ่านเรื่องราวปัญหามาพอสมควร ในที่สุดก็ถึงจุดที่พวกเขาได้เริ่มต้นเดินทางอีกครั้งกับงาน 5 เพลงในมินิอัลบั้ม ชุด "ซิลลี่ ฟูลส์ มินิ"
"ตอนที่เริ่มมีความคิดไม่ตรงกันก็คุยกันเกี่ยวกับการแยกย้ายกัน ตอนนั้นผมสามคนคุยกันว่าใครอยากจะเล่นกับใครก็ได้เต็มที่ไม่ได้มีการแบ่งฝ่ายแบ่งพวก แต่ทุกคนก็ตัดสินใจว่าต้องปล่อยโตไปในเมื่อเขามีอดุมการณ์เป็นอย่างนั้น ส่วนเราสามคนก็คิดกันว่าจะทำอย่างไรกันต่อ และจริงๆ ก่อนหน้านั้นเราทำดนตรีกันมาเยอะแล้ว เราเห็นตรงกันว่าเสียดาย หากเราแตกกันไปโดยไม่สานต่อให้เสร็จ เพลงก็จะสาบสูญไปเลย เลยฮึดว่าอย่างน้อยต้องทำอีกชุดหนึ่งให้สำเร็จแล้วต่างคนต่างไปก็ค่อยว่ากัน เราจึงทำซิลลี่ ฟูลส์กันต่อ" มือกีตาร์ร่างเล็ก กล่าว
ถามเหตุผลที่ทำชุดนี้ออกมาเป็นภาษาอังกฤษ หรั่งมือเบสอธิบายว่า "พอดีผมติดต่อกับฝรั่งคนหนึ่งที่ประเทศแคนาดา เขาชื่อ เกรก รีลี่ เป็นมือมิกซ์ที่เก่งมาก เขาเคยทำงานกับวงโคลด์เพลย์มาแล้ว เขาแนะนำให้รู้จักกับ แพท แม็คโดนัล คนในแวดวงที่นั่น พอได้ฟังเพลงของเราแล้วก็บอกว่าพอจะมีทางที่เราจะไปได้ เราเลยลุยเต็มที่กลับมาหานักร้องทำงานจนเสร็จก็ไปมิกซ์เสียง และทำมาสเตอร์ริ่งที่นั่น โดย เกรก ทำงานให้เรานั่นเอง" เมื่อจบคำพูดของหรั่ง ต้นมือกีตาร์ ก็กล่าวเสริมว่า
"ตอนที่เราทำชุดนี้ออกมาไม่ได้คิดจะขายในไทยด้วย แต่พอมานึกแฟนเพลงบ้านเรา หากมีแฟนเพลงตัวจริงต้องการฟังชุดนี้สัก 4,000-5,000 คน ก็น่าจะให้พวกเขาได้ฟังก่อน อีกอย่างหนึ่งตอนมีปัญหาพวกผมถูกหาว่าทำอะไรไม่ได้ จะเอาแต่เงินแล้วก็บังคับให้นักร้องทำนั่นทำนี่นั่นคือสิ่งที่ผมเจอมา แต่จริงๆ แล้วซิลลี่ ฟูลส์ ไม่มีใครเก่งอยู่คนเดียว แต่มันคือการทำงานร่วมกันของคนสี่คน พวกผมเลยอยากจะพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าพวกเราก็พาวงให้เดินต่อไปได้"
หรั่งอธิบายเรื่องการโกอินเตอร์ในส่วนของระบบการเผยแพร่งานเพลง และการนำมาซึ่งรายได้ว่า "ตอนนี้เขาดำเนินการเรื่องกฎหมายเรื่องสัญญาให้เราอยู่ หากผ่านตรงนี้ก็ขายได้แล้ว ผมไม่รู้ว่าผู้จัดการวงจะติดต่ออย่างไรกับทางค่ายเพลง และจะได้ขายจริงๆ เมื่อไร แต่เขาจะดูแลผลประโยชน์ของวงให้หมด เขาจะส่งแผ่นไปตามรายการวิทยุในแคนาดา และอเมริกาพอใครเปิดเพลงของซิลลี่ ฟูลส์เราก็ได้เงิน และเผยแพร่ตามสื่อออนไลน์ ตระเวนแสดงตามที่ต่างๆ จนกระทั่งเราจะไปเจอกับค่ายใหญ่เหมือนกับที่วงอย่างลินคินพาร์คก็ทำอย่างนี้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนักดนตรีที่นั่นก็มีเยอะจนจะเหยียบกันตายเหมือนกัน
แต่หากไม่ได้อยู่ค่าย เราก็ขายทางอินเตอร์เน็ต อาจจะไม่ได้ดังมากแต่ตลาดเมืองนอกมันใหญ่ คนฟังมันเยอะกว่าเมืองไทยมาก ประเทศหนึ่งเราอาจจะขายได้แค่ 1,000 ชุด แต่พอรวมกันหลายประเทศมันก็พออยู่ได้ เพราะการที่เราใช้ภาษาอังกฤษทำให้เราไปได้ไม่จำกัดประเทศ และผมว่าฝรั่งเขามีพื้นฐานการฟังดนตรีอย่างละเอียด ขนาดคนแก่ที่ไม่ได้เล่นดนตรี ไม่รู้โน้ตไม่รู้ทฤษฎีดนตรีเขายังเข้าใจได้เมื่อได้ฟังไลน์กีตาร์ของผม เขาไม่ได้ฟังแต่คำร้องเพราะหากเป็นวงแล้วนักร้องก็คือเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง เมืองนอกเขาฟังดนตรีกันแบบนี้ เมื่อเป็นอย่างนั้นเพลงของเราสื่อกับคนฟังได้ง่ายขึ้น"
หันมาชักชวน "เบน" เบนจามิน จุง ทัฟแนล นักร้องนำคนใหม่ของวงพูดคุยบ้าง ซึ่งหนุ่มลูกครึ่งอเมริกัน-เกาหลี ก็พูดถึงเรื่องของตัวเองว่า เขาอยู่เมืองไทยมาร่วมสิบปีทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีวงของตัวเองชื่อ "เมโทรโพล" เคยร่วมงานกับวงฟลาย และร้องเพลงตามผับเป็นงานอดิเรก
"ผมรู้จักกับปู แบล็คเฮด (อานนท์ สายแสงจันทร์) แล้วเขาแนะนำให้ผมลองมาทดสอบกับทางวง พอได้มาร่วมงานก็ต้องปรับเรื่องแนวเพลงบ้าง เพราะต่างกับที่ผมร้องอยู่ โดยเฉพาะการร้องเพลงช้า เพราะผมไม่ค่อยได้ร้องเพลงแนวนี้ แต่ก็ง่ายเพราะสามคนนี้เขาต้อนรับอย่างดี พอเข้าไปก็รู้สึกว่าสนิทกันทั้งที่รู้จักกันไม่ถึง 3 เดือน"
ถามซิลลี่ ฟูลส์ ว่าต้องปรับเปลี่ยนซาวนด์ดนตรีอย่างไรบ้างไหม หลังจากหมดยุคของ "โต ซิลลี่ ฟูลส์" ที่มีเสียงร้องเป็นเอกลักษณ์สำคัญของวง และเมื่อได้ยินความหมายของเพลง "สเตย์ อะเวย์" (Stay Away) จึงอดถามไม่ได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับนักร้องนำคนเก่าไหม ต้น ตอบว่า
"เราเจอตัวเองอย่างชัดเจนตั้งแต่ชุด แคนดี้ แมน แล้ว ชุดนี้ก็เหมือนกันเราไม่ทิ้งสไตล์ที่เราเล่น เราไม่ปรับเปลี่ยนซาวนด์ ไม่ตามกระแส อาจจะมีเปลี่ยนเรื่องท่วงทำนองการร้องบ้างเพราะเดิมที โต เขาทำหน้าที่นี้ พอเขาไม่อยู่เราก็ต้องเป็นคนทำซึ่งมันอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง
ส่วนเรื่องเนื้อหาเพลงสเตย์ อะเวย์ ไม่มีใครตั้งใจไปต่อว่าโตหรอก ผู้จัดการของเราเขาเป็นคนเขียนเนื้อเพราะเราเองก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ โดยเขารับรู้เรื่องราวของวงทุกอย่าง ผมเล่าทุกอย่าง ว่าชีวิตเป็นอย่างไร เขาก็ไปจินตนาการของเขา"
ขณะที่หรั่ง กล่าวเสริมว่า "เราไม่ได้ต่อว่าใครแต่ก็เหมือนกับที่ศาสนาพุทธสอนไว้ หากใครทำอะไรมันก็จะร้อนตัวเองหากไม่ได้ทำอะไรก็ไม่เห็นต้องเดือดร้อน"
สี่หนุ่มบอกว่า จะมีอัลบั้มเต็มที่เป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยให้ฟังกันในช่วงกลางปีนี้ ก่อนที่เราจะถามคำสุดท้ายว่า หากไม่ได้แยกทางกับนักร้องนำคนเก่า ซิลลี่ ฟูลส์ จะพาตัวเองโกอินเตอร์อย่างปัจจุบันหรือไม่
"คงไม่เลย เพราะยอดขายกับการทัวร์คอนเสิร์ตทำให้พอใจและไม่ต้องขวนขวายอะไรแล้ว ทว่าการได้เล่นคอนเสิร์ตได้เงินเยอะก็จริง แต่ก็เริ่มเหนื่อยล้าเหมือนจะหมดไฟ และพอเกิดเรื่อง ไฟของเราลุกขึ้นใหม่ ผมมาฝึกกีตาร์ใหม่ และรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปตอนเป็นเด็กที่พร้อมจะลุยอีกครั้ง" หรั่ง ตอบ
ข้อมูลจาก

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต