
สเต็มเชลล์ ความหวังใหม่ของวงการแพทย์
เรื่องราวของสเต็มเซลล์ปรากฎตามสื่อต่างๆ มาตลอดในระยะหลังๆ โดยเฉพาะในวงการแพทย์ ที่แท้จริงแล้ว สเต็มเซลล์เป็นเซลล์ต้นกำเนิด มีลักษณะเด่นๆ 3 ประการ คือ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ แบ่งตัวแล้วยังรักษาคุณสมบัติเดิมได้ และเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์อื่นได้ถ้าจำเป็น
ปกติแล้วเซลล์แต่ละเซลล์ในร่างกายของมนุษย์จะทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือเซลล์สมอง แต่สเต็มเซลล์สามารถเติบโตได้อีก สามารถพัฒนาเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ และสามารถแบ่งตัวขึ้นเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งนั้นคือคุณสมบัติเด่นชัดที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตรืทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดนี้กันมาก
สำหรับการใช้สเต็มเซลล์ในต่างประเทศเริ่มเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายแล้ว ที่ประเทศอังกฤษ คณะแพทย์เตรียมการทดลองฉีดสเต็มเซลล์ให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจวายไม่เกิน 5 ชั่วโมง หลังมีหลักฐานชี้ว่า สเต็มเซลล์จากไขกระดูกสามารถไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อหัวใจที่ถูกทำลายได้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคหัวใจล้มเหลวได้อีกด้วย การทดลองฉีดสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดแก่ผู้ป่วยหัวใจวายนี้มีเป็นครั้งแรก โดยโรงพยาบาลบาร์ตส์ ในลอนดอน จากการสนับสนุนของมูลนิธิเซลล์ต้นกำเนิดแห่งราชอาณาจักร ซึ่งใช้อาสาสมัคร 100 คน
ในส่วนของการทดลองนั้นๆ จะประกอบด้วยการรักษาดรคเส้นเลือดหัวใจตีบเบื้องต้น และฉีดสเต็มเซลล์ เพื่อต่อสู้กับปัญหาทั้งหมด ศ.จอห์น มาร์ติน ซึ่งช่วยออกแบบการทดลองนี้บอกว่าการนำผู้ป่วยโรคัวใจไปยังศูนย์ที่สามารถขยายหลอดเลือดหัวใจตีบได้ทันที ช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตและลดความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจได้มาก
เช่นเดียวกับบรรดานักฟุตบอลหลายคนที่เริ่มหันมาฝากสเต็มเซลล์ไว้ใช้ในกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ถ้านักฟุตบอลได้รับบาดเจ็บถึงขั้นกลับมาเล่นอีกไม่ได้ ก็เท่ากับเป็นการยุติอาชีพนั้นไปเลย ดังนั้น นักฟุตบอลไม่น้อยจึงเริ่มนำเซลล์ของทายาทไปฝากไว้ หากเกิดอะไรขึ้นจะได้นำเซลล์ของลูกๆ มาพัฒนาใช้เป็นกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็น
ไม่เพียงเท่านี้ พ่อแม่ชาวอังกฤษหลายหมื่นคนรวมถึงฟุตบอลชั้นนำที่ร่วมสโมสรในพรีเมียร์ชิพอังกฤษ ต่างเริ่มใช้บริกรเก็บสเต็มเซลล์ ทั้งของตัวเองและทารกน้อย เผื่ออนาคตเกิดอาการบาดเจ็บหวังจะได้ใช้เซลล์ต้นกำเนิดของลูกมาเยียวยาตัวเอง
ทางด้านหนังสือพิมพ์วันเดย์ไทม์ของอังกฤษ เปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ มีนักฟุตบอลอาชีพประมาณ 6 คน ที่ค้าแข้งอยู่ในสโมสรชั้นนำของอังกฤษ ได้นำเซลล์ที่ได้จากเลือดที่สายสะดือของลูก ที่เกิดใหม่ของพวกเขา ซึ่งมีเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือกแช่แข็งไว้ เผื่ออนาคตข้างหน้าหากนักฟุตบอลเหล่านี้เกิดการเจ็บป่วย ก็สามารถนำไปรักษาโรคที่เกี่ยวกระดูกและเอ็นได้
แม้ว่าทางบริษัทไม่สามารถระบุรายชื่อนักฟุตบอลทั้งหลายที่รับฝากบริการสเต็มเซลล์ได้ แต่นักฟุตบอลดาวเด่นฝรั่งเศสอย่าง เธียร์รี อองรี ที่สังกัดสโมสรอาร์เซน่อลของอังกฤษ เคยเปิดเผยว่าเขาได้ใช้บริการรับฝากเซลล์ของลูกๆ ไว้เพื่ออนาคต แต่ไม่ระบุว่าจะนำไปรักษาตัวเองด้วยหรือไม่
มาดูที่ประเทศเยอรมนีกัยบ้าง จะพบว่าที่นี่จะเริ่มมีการใช้เซลล์บำบัดจากตัวออ่นแกะมาช่วยยับยั้งความชรา นพ.เบิร์กฮาร์ด แอสฮ็อป แพทย์จากสถาบันวิลล่า เมดิกา ประเทศเยอรมนี พูดถึงเซลล์บำบัดด้วยสเต็มเซลล์จากแกะของสถาบันว่า เป็นแพทย์ทางเลือกที่ได้ให้การบริการมาแล้วร่วม 7 ปี เพื่อเป็นการฟื้นฟูเซลล์ของอวัยวะที่เสื่อมสภาพ โดยใช้เซลล์ตัวอ่อนของแกะในครรภ์มารดามาผ่านกระบวนการปลอดเชื้อ จากนั้นก็จะทำการฉีดให้ร่างกายของผู้บริการ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณไปยังเซลลืของอวัยวะชนิเดียวกันกับเซลล์ที่ฉีดให้ภายในร่างกายผู้ป่วย เพื่อให้มีการผลิตเซลล์ขึ้นมาใหม่ ช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ให้ร่างกายของผู้รับบริกาารคงความอ่อนเยาว์ไว้ได้
นอกจากนี้ การใช้วิธีเซลล์บำบัดดังกล่าว ยังสามารถนำไปรักษาการเสื่อมโทรมของร่างกายอื่นๆ ได้ด้วย เช่น อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ วัยทอง อาการปวดเรื้อรัง ไมเกรน ปวดหลัง ปวดเอว ระบบภูมิคุ้มกันยังอ่อนแอ สำหรับการฟื้นฟูร่างกายของเรา ให้คงความอ่อนเยาว์นั้น สามารถทำได้โดยการฉีดเซลล์ผิวหนังแกะเข้าไปกระตุ้นเซลล์ผิวของผู้บริการ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้ร่างกายได้ฟื้นตัวและสร้างผิวหนังใหม่ ซึ่งจะเห็นผลได้ภายใน 3 - 6 เดือน เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 1 แสนบาท ถึงประมาณ 6 แสน 5 หมื่นบาทต่อคน
ล่าสุดได้มีการนำสเต็มเซลล์มาเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการรักษาแผลเบาหวาน เพราะเบาหวานยังเป็นโรคที่น่าเป็นห่วง ปัจจุบันยังมีผู้เป็นโรคเบาหวานมากกวา 170 ล้านคนทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีผู้เป็นเบาหวานประมาณ 10 % โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุเกิน 35 ปี จะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคนี้เป็นอย่างมาก คือ มีผู้ป่วยเบาหวานในกลุ่มอายุดังกล่าวประมาณ 2.4 ล้านคน
นอกจากนี้ยังมีแนวโน้นเรื่องโรคเบาหวาน จะพบในวัยที่น้อยลง ที่ผ่านมากหลายหน่วยงานได้พยายามคิดค้นและวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำมาเยียวยาแก้ไขปัญหาโรคนี้ ซึ่งปัญหาที่สำคัญของโรคเบาหวาน คือ การเกิดโรคแทรกซ้อน ในแต่ละปีผู้เป็นเบาหวานส่วนหนึ่งเกิดบาดแผลที่เท้าและลุกลามเป็นแผลอักเสบ สุดท้ายต้องตัดเท้าของผู้ป่วยเพื่อรักษาชีวิต วงการแพทย์จึงพยายามคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ที่เป็นทางออกให้กับผู้ที่เป็นเบาหวาน นั่นคือการใช้





