
น้องสายฝน ร้องถูกรุ่นพี่รุมทำร้ายจนพิการ ผ่านมา 12 ปี คดีไม่คืบ
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเจาะข่าวเด่น, ทวิตเตอร์ @MorningNewsTV3
น้องสายฝน เหยื่อที่ถูกรุ่นพี่ 7 คนรุมทำร้ายจนพิการ เมื่อ 12 ปีก่อน ร้องกองปราบฯ หลังคดีไม่คืบ แถมยังถูกครอบครัวคู่กรณีข่มขู่
วันที่ 3 กันยายน 2557 รายการเจาะข่าวเด่น ช่อง 3 นำเสนอเรื่องราวของน้องสายฝน ที่ถูกรุ่นพี่รุมตบจนพิการ โดย น.ส.สายฝน มาน้อย หรือ สายฝน อายุ 27 ปี เล่าว่า ตอนนั้น ตนอายุ 14 ปี และยังเรียนอยู่ชั้น ม.2 ซึ่งในวันที่ 28 มกราคม 2545 ที่เป็นวันเกิดเหตุนั้น ตนกำลังยืนสั่งข้าวอยู่กับเพื่อน แต่จู่ ๆ ก็มีรุ่นพี่ผู้หญิงชั้น 3 จำนวน 3 คน เดินมาหาเพื่อนของตน ก่อนทั้งหมดจะช่วยกันลากเพื่อนของตนไปที่บริเวณหลังโรงเรียน และด้วยความเป็นห่วงเพื่อน ตนจึงได้รีบวิ่งตามไปทันที
เมื่อไปถึงด้านหลังโรงเรียนตนก็เห็นว่า เพื่อนกำลังยืนเถียงกับรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง ทำให้รู้ว่า รุ่นพี่คนดังกล่าวต้องการแหวนรุ่น แต่เพื่อนของตนไม่ยอมให้ จึงทำให้มีการโต้เถียงกัน สุดท้ายทั้งเพื่อนของตนและรุ่นพี่ก็เริ่มตบตีกัน ตนจึงรีบวิ่งเข้าไปห้าม แต่ปรากฏว่าตนได้ถูกรุ่นพี่คนหนึ่งกระชากผมจนล้มลง ก่อนที่รุ่นพี่ทั้ง 7 คน จะช่วยกันถูกรุมกระทืบตนนานประมาณ 3-4 นาที จนกระทั่งมีเด็กวิ่งมาบอกว่า ครูมาแล้ว หลังจากนั้นทุกคนก็ถูกพาตัวไปที่ห้องปกครอง และเมื่อครูลงโทษคนที่ทำผิดเสร็จแล้ว ตนก็ได้ขอลาไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากรู้สึกเจ็บ แต่ด้วยความที่เราไม่มีสิทธิ 30 บาท จึงทำให้ไม่ได้พบหมอที่โรงพยาบาลดังกล่าว

หลังจากที่ตนกลับจากโรงพยาบาลก็ได้กลับมาหาแม่ที่ร้านขายอาหารตามสั่ง พอแม่ของตนทราบเรื่องก็ได้พาตนไปคลินิก ซึ่งคุณหมอก็ฉีดยาแก้ปวด แก้อักเสบให้ตน 1 เข็ม ตอนนั้นทำให้ตนรู้สึกดีขึ้น ไม่มีอาการเจ็บหรือปวดมากแบบตอนแรก ๆ แต่ในวันรุ่งขึ้น ตนก็เริ่มมีไข้ขึ้นและมีอาการปวดมากขึ้น จนกระทั่งผ่านมา 3 วันหลังจากเกิดเหตุรุมทำร้าย ตนก็เริ่มลุกไม่ไหว และพอมาวันที่ 4 อาการของตนเริ่มหนักขึ้น ตนจึงไปหาหมออีกครั้ง โดยคุณหมอได้ทำการเอกซเรย์กระดูกและตรวจเลือด ซึ่งตอนนั้นผลตรวจที่ออกมาคือ ตนมีรอยช้ำที่บริเวณหลังเท่านั้น
พอกลับจากโรงพยาบาลตนก็ได้มาหาแม่ที่ร้าน และระหว่างที่ตนนั่งทานข้าวอยู่นั้นก็เริ่มรู้สึกชาตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงบริเวณหน้าอก จึงรีบบอกแม่เพื่อให้ช่วยพาตนไปหาหมออีกครั้ง แต่ตอนนั้น ตนลุกเดินไม่ไหว ทำให้แม่ต้องมาช่วยประคองไปขึ้นรถ และพอมาถึงโรงพยาบาล ปรากฏว่า ตนได้ฉีดยาแก้ปวดอีก 1 เข็ม ก่อนจะได้กลับบ้าน แต่ระหว่างทางกลับบ้าน อาการปวดของตนก็ยังไม่ดีขึ้น ทำให้ที่บ้านตัดสินใจพาตนไปพบหมอที่โรงพยาบาลศิริราชอีกครั้ง ซึ่งคุณหมอได้สั่งเอกซเรย์และฉีดสี ก็พบว่ามีหนองกัดเส้นประสาทช่วงล่าง บริเวณข้อต่อที่ 2-5 ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อ โดยคุณหมอแจ้งว่า อาการป่วยที่ตนเป็นอยู่นั้นจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งตอนนั้น ก็ไม่มีใครบอกตนว่า ถ้าผ่าตัดแล้วอาจจะเดินไม่ได้
น.ส.สายฝน เล่าต่อว่า หลังจากผ่าตัดเสร็จ ตนยังต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนาน 3 เดือน ซึ่งตอนนั้นเองที่คุณหมอได้ถามตนว่า รับได้ไหมหากเดินไม่ได้ จึงทำให้รู้ตัวว่า ตนคงไม่มีโอกาสเดินได้อีกแล้ว โดยหลังจากทราบเรื่องคุณหมอก็ได้ให้พยาบาลเก็บของมีคมทุกอย่างไว้หมด เพราะกลัวตนจะทำร้ายตนเอง แต่ต้องขอบอกเลยว่า จนทุกวันนี้ ตนก็ยังไม่สามารถทำใจได้ และรู้เสียใจที่เราไม่มีโอกาสได้กลับไปเรียนต่อ
และในระหว่างที่ตนพักรักษาตัว แม่ของตนก็ได้ไปแจ้งความพร้อมตามคดี เพื่อเอาคนผิดมาลงโทษ แต่ผ่านมา 7 ปี คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า และแม่ของตนก็ยังมาเสียชีวิต เนื่องจากปอดบวมและปอดติดเชื้อ ส่วนพ่อของตนก็ถูกวัยรุ่นขับรถชน จนทำให้กระดูกแตกและไม่สามารถกลับมาเดินได้แบบปกติ และปัจจุบัน ตนอยู่กับพ่อเพียง 2 คนเท่านั้น
ในส่วนของคดีความที่เกิดขึ้นนั้น น.ส.สายฝน เปิดเผยว่า ตอนที่ตนนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ก็มี 1 ในรุ่นพี่ที่รุมทำร้ายตนและเป็นลูกตำรวจ มาหาที่โรงพยาบาลพร้อมถามว่า ตนต้องการเงินเท่าไหร่ และบอกให้ตนเลิกสำออยได้แล้ว ไม่งั้นจะโดนตบ พอได้ยินแบบนนั้น ตนก็เรียกพยาบาลทันที เพื่อขอให้พารุ่นพี่ออกไปข้างนอก ซึ่งหลังจากนั้น ตนก็ทราบว่า รุ่นพี่ทั้ง 7 คนที่ทำร้ายตนก็เดินทางไปมอบตัว 4 คน แต่รุ่นพี่อีก 3 คน ซึ่งเป็นลูกตำรวจไม่มีใครยอมมามอบตัว

แถมพ่อของรุ่นพี่ที่รุมทำร้ายตนและเป็นตำรวจ ได้แนะนำให้ตนไปฟ้องเรียกค่าชดเชยกับทางโรงเรียน และจะช่วยจ่ายเงินชดเชยให้อีกส่วนหนึ่ง แต่ทั้งนี้แม่ของตนต้องเซ็นยอมความ ซึ่งแม่ของตนไม่ยอม จึงได้โดนต่อว่ากลับมาว่า ต้องการอะไรอีก และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะตอนที่มีการฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยกับทางโรงเรียน ทางพ่อของรุ่นพี่ที่รุมทำร้ายตนก็ได้ให้ทนายมาถามว่า "ลูกคุณพิการแล้ว จะเรียกร้องอะไรอีก ก็คิดว่าเป็นเวรกรรมของลูกคุณ"
น.ส.สายฝน กล่าวต่อว่า วันนี้ ตนได้เดินทางไปร้องเรียนที่กองปราบฯ เพื่อขอความเป็นธรรมให้ตัวเองและแม่ เพราะตนรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ และรู้สึกทนไม่ได้ที่ตนและครอบครัวต้องถูกซ้ำเติมแบบนี้ แถมหลังเกิดเรื่องก็มีรุ่นพี่ 1 ใน 7 คนที่ออกมาขอโทษตนด้วยความจริงใจ ในขณะที่พวกรุ่นพี่ที่เหลือกลับต่อว่าตน และยังบอกว่า "เงินที่เขาช่วยเหลือ เป็นเศษเงินที่เขาทำบุญให้"
น.ส.สายฝน กล่าวทิ้งท้ายว่า ตนอยากให้รู้ว่าความคิดของคนกระทำกับคนถูกกระทำแตกต่างกัน ถ้าจะคิดว่าสิ่งที่ตนเองทำไปนั้นไม่ผิด ก็คงไม่มีใครทำอะไรได้ และขอให้เลิกคิดว่า ตนอยากได้เงิน เพราะสิ่งที่ตนอยากได้จริง ๆ ก็คือ การสำนึกผิดในสิ่งที่ทำลงไปอย่างจริงใจ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก
รายการเจาะข่าวเด่น





