ประสบการณ์ แม่ภรรยายืมทองไปเมื่อ 5 ปีก่อน ถึงตอนนี้บอกจะคืนเท่าราคาเดิม สามีตกใจ แต่สุดท้ายกลับแก้ปัญหาได้น่าทึ่ง
![ทองคำ ทองคำ]()
วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ Soha เผยเรื่องราวของคู่สามีภรรยาในเวียดนาม สามีอายุ 40 ปี ทำงานเป็นวิศวกร ส่วนภรรยา อายุ 35 ปี เป็นนักบัญชี ทั้งสองแต่งงานกันมาได้ประมาณ 5 ปี โดยตอนที่แต่งงานกัน พวกเขาได้รับของขวัญเป็นทองคำจากครอบครัวมา 5 ตำลึงเวียดนาม ซึ่งในขณะนั้นราคาทองอยู่ที่ตำลึงละ 5.5 ล้านด่ง (ราว 6,800 บาท) ถือว่าเป็นมูลค่าที่ไม่น้อยสำหรับการตั้งต้นชีวิตคู่ในตอนนั้น
ทว่าหลังจากงานแต่งงานผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ แม่ของภรรยาได้มาที่บ้าน บอกว่ามีปัญหาเรื่องค่าเทอมลูกชายคนเล็ก จึงมาขอยืมทองจากทั้งคู่ หากจัดการเรื่องได้แล้ว จะนำมาคืนเต็มจำนวน สามีรู้สึกตกใจเล็กน้อยแต่คิดว่าแม่ภรรยาเป็นคนจิตใจดีและอ่อนโยน ทองก็เป็นทรัพย์สินของครอบครัว อีกทั้งแม่ยังยืมไปเพื่อลูก ๆ จึงไม่มีเหตุผลให้เขาจะปฏิเสธ
สุดท้ายทางสามีและและภรรยาจึงตกลงให้แม่ยืมทองไป โดยสามีกล่าวติดตลกว่า "แม่เอาไปเถอะครับ ถือว่าเราฝากแม่เก็บไว้ให้ก็แล้วกัน"
ครั้งนี้สามีค่อนข้างตกใจมาก เพราะตอนนั้นราคาทองคำ 5 ตำลึงอยู่ที่ 27 ล้านด่ง (ราว 33,000 บาท) แต่ปัจจุบันราคาทองคำ 5 ตำลึง ขึ้นมาอยู่ที่ 70 ล้านด่ง (86,000 บาท) ซึ่งแม่ต้องการจะจ่ายคืนตามราคาเดิมในอดีต
ทั้งสามีและภรรยารู้สึกอึกอัดใจ โดยเฉพาะภรรยาของเขาที่มีน้ำตาคลอเบ้า สามีก็รู้สึกไม่สบายใจ เขาไม่ได้รู้สึกโลภแต่คิดว่าทองคำนั้นเป็นของขวัญแต่งงานสำหรับทั้งสองคน หากแม่ของภรรยาจะจ่ายเงินคืนเท่าราคาเดิม นั่นหมายความว่า ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถซื้อทองแบบเดิมคืนกลับมาได้
สามีพยายามควบคุมอารมณ์และตั้งสติ หลังจากกลับไปในคืนนั้นเขาก็คิดทบทวน ทำให้เข้าใจในมุมมองของแม่ภรรยา ไม่กี่วันต่อมา เขาจึงชวนแม่ภรรยาไปดื่มกาแฟ แล้วบอกว่าเธอว่า "ผมไม่ได้ตระหนี่เรื่องทองนั่นนะครับ แค่กลัวว่าจะเกิดความเข้าใจผิดกัน ถ้าแม่ยังไม่สะดวกจะคืนให้ตอนนี้ พวกเรารอไปก่อนก็ได้"
แม่ภรรยามองหน้าลูกเขย แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "คุณพูดถูก วันนั้นแม่ใจร้อนมากจนคิดไม่ตก ขอแม่คิดดูก่อนนะ แล้วแม่จะส่งทองนั้นคืนให้" สามีได้ฟังก็ยิ้มออกมาและตอบไปสั้น ๆ ว่า "ขอบคุณครับแม่"
สามีไม่รู้ว่าในอนาคตเขาจะได้รับทองคืนไหม แต่เขาได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่รักษาไว้ได้ยากที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตครอบครัว ไม่ใช่เงินทอง แต่คือความซื่อสัตย์และภักดี ภรรยาของเขาก็รู้สึกซึ้งใจที่เขาแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ โดยเธอยอมรับว่า "ถ้าฉันเป็นเธอ คงไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้แบบเขา"
สามีได้จึงตอบภรรยาไปว่า "ครอบครัวไม่ใช่สนามรบ แค่ทำให้หัวใจของแม่สงบสุข และเราทั้งคู่มีความสุข แค่นี้ก็พอแล้ว" ส่วนในปัจจุบัน ทั้งสองได้เปิดร้านกาแฟแล้ว และแม้ว่าจะยังไม่ทองคืน แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นตามคำที่แม่ภรรยาสัญญาไว้ว่าจะคืนให้
ขอบคุณข้อมูลจาก Soha

ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ทำให้ผู้ที่สะสมทองคำมีกำไรจำนวนมาก
ทว่ามีคู่สามีภรรยาคู่หนึ่งได้ตัดสินใจให้คนอื่นยืมทองไปเมื่อหลายปีก่อน
แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงตอนที่จะคืน
พวกเขากลับได้ฟังคำพูดที่น่าประหลาดเมื่ออีกฝ่ายขอคืนทองเท่าราคาเดิมในอดีต
วันที่ 8 ตุลาคม 2568 เว็บไซต์ Soha เผยเรื่องราวของคู่สามีภรรยาในเวียดนาม สามีอายุ 40 ปี ทำงานเป็นวิศวกร ส่วนภรรยา อายุ 35 ปี เป็นนักบัญชี ทั้งสองแต่งงานกันมาได้ประมาณ 5 ปี โดยตอนที่แต่งงานกัน พวกเขาได้รับของขวัญเป็นทองคำจากครอบครัวมา 5 ตำลึงเวียดนาม ซึ่งในขณะนั้นราคาทองอยู่ที่ตำลึงละ 5.5 ล้านด่ง (ราว 6,800 บาท) ถือว่าเป็นมูลค่าที่ไม่น้อยสำหรับการตั้งต้นชีวิตคู่ในตอนนั้น
ทว่าหลังจากงานแต่งงานผ่านไปประมาณ 1 สัปดาห์ แม่ของภรรยาได้มาที่บ้าน บอกว่ามีปัญหาเรื่องค่าเทอมลูกชายคนเล็ก จึงมาขอยืมทองจากทั้งคู่ หากจัดการเรื่องได้แล้ว จะนำมาคืนเต็มจำนวน สามีรู้สึกตกใจเล็กน้อยแต่คิดว่าแม่ภรรยาเป็นคนจิตใจดีและอ่อนโยน ทองก็เป็นทรัพย์สินของครอบครัว อีกทั้งแม่ยังยืมไปเพื่อลูก ๆ จึงไม่มีเหตุผลให้เขาจะปฏิเสธ
สุดท้ายทางสามีและและภรรยาจึงตกลงให้แม่ยืมทองไป โดยสามีกล่าวติดตลกว่า "แม่เอาไปเถอะครับ ถือว่าเราฝากแม่เก็บไว้ให้ก็แล้วกัน"
วันเวลาผ่านไปนาน
5 ปี ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
คู่รักทั้งสองก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องที่แม่ของภรรยายืมทองไป
จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อพวกเขาคิดอยากจะเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ
จึงต้องการเงินทุน แต่ไม่อยากกู้ยืม จึงไปขอทองคืนจากแม่ภรรยา
ทว่าเมื่อแม่ภรรยาได้ยินเช่นนั้น ก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า "แม่จะคืนเป็นเงินสดเท่าราคาทองในตอนนั้น"
ครั้งนี้สามีค่อนข้างตกใจมาก เพราะตอนนั้นราคาทองคำ 5 ตำลึงอยู่ที่ 27 ล้านด่ง (ราว 33,000 บาท) แต่ปัจจุบันราคาทองคำ 5 ตำลึง ขึ้นมาอยู่ที่ 70 ล้านด่ง (86,000 บาท) ซึ่งแม่ต้องการจะจ่ายคืนตามราคาเดิมในอดีต
ทั้งสามีและภรรยารู้สึกอึกอัดใจ โดยเฉพาะภรรยาของเขาที่มีน้ำตาคลอเบ้า สามีก็รู้สึกไม่สบายใจ เขาไม่ได้รู้สึกโลภแต่คิดว่าทองคำนั้นเป็นของขวัญแต่งงานสำหรับทั้งสองคน หากแม่ของภรรยาจะจ่ายเงินคืนเท่าราคาเดิม นั่นหมายความว่า ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถซื้อทองแบบเดิมคืนกลับมาได้
สามีพยายามควบคุมอารมณ์และตั้งสติ หลังจากกลับไปในคืนนั้นเขาก็คิดทบทวน ทำให้เข้าใจในมุมมองของแม่ภรรยา ไม่กี่วันต่อมา เขาจึงชวนแม่ภรรยาไปดื่มกาแฟ แล้วบอกว่าเธอว่า "ผมไม่ได้ตระหนี่เรื่องทองนั่นนะครับ แค่กลัวว่าจะเกิดความเข้าใจผิดกัน ถ้าแม่ยังไม่สะดวกจะคืนให้ตอนนี้ พวกเรารอไปก่อนก็ได้"
แม่ภรรยามองหน้าลูกเขย แล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "คุณพูดถูก วันนั้นแม่ใจร้อนมากจนคิดไม่ตก ขอแม่คิดดูก่อนนะ แล้วแม่จะส่งทองนั้นคืนให้" สามีได้ฟังก็ยิ้มออกมาและตอบไปสั้น ๆ ว่า "ขอบคุณครับแม่"
สามีไม่รู้ว่าในอนาคตเขาจะได้รับทองคืนไหม แต่เขาได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่รักษาไว้ได้ยากที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตครอบครัว ไม่ใช่เงินทอง แต่คือความซื่อสัตย์และภักดี ภรรยาของเขาก็รู้สึกซึ้งใจที่เขาแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ โดยเธอยอมรับว่า "ถ้าฉันเป็นเธอ คงไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้แบบเขา"
สามีได้จึงตอบภรรยาไปว่า "ครอบครัวไม่ใช่สนามรบ แค่ทำให้หัวใจของแม่สงบสุข และเราทั้งคู่มีความสุข แค่นี้ก็พอแล้ว" ส่วนในปัจจุบัน ทั้งสองได้เปิดร้านกาแฟแล้ว และแม้ว่าจะยังไม่ทองคืน แต่พวกเขาก็เชื่อมั่นตามคำที่แม่ภรรยาสัญญาไว้ว่าจะคืนให้





