โรงกลั่นไทย ลงทุนแสนล้าน กำไรหลัก 'สตางค์' เจาะลึกความจริงที่คนใช้น้ำมันอาจไม่รู้

          เข้าใจโรงกลั่นในไม่กี่นาที ! ทำไมกำไรที่ดูเหมือนเยอะ แท้จริงแล้วอาจเหลือไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร ? ส่องวิกฤตค่าการกลั่นและผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงานไทย

          หลายครั้งที่เราเห็นข่าวเรื่อง ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin หรือ GRM) ปรับตัวสูงขึ้น อาจทำให้เกิดคำถามว่า "ตัวเลขนี้คือกำไรสุทธิที่โรงกลั่นได้รับเลยหรือไม่ ?" เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง วันนี้เราจะพาไปศึกษาโครงสร้าง Value Chain ของธุรกิจน้ำมันไทย และเจาะลึกเบื้องหลังต้นทุนที่ทำให้กำไรจริง ๆ ไม่ถึงบาทต่อลิตรเท่านั้น

การลงทุนเพื่อความมั่นคง : รากฐานของพลังงานไทย

          ในเชิงการดำเนินธุรกิจ "โรงกลั่น" ถือเป็นส่วนที่ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูงที่สุดในห่วงโซ่ การสร้างโรงกลั่น 1 แห่งต้องใช้เงินลงทุนระดับหลายหมื่นล้านถึงหลายแสนล้าน และใช้เวลาก่อสร้างมากกว่า 5 ปี ระยะเวลาคืนทุนมากกว่า 10 ปี และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โรงกลั่นหลัก 3 แห่งในไทยได้ใช้งบลงทุนรวมกว่า 110,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับเทคโนโลยีให้ทันสมัย ผลที่ได้คือเราสามารถกลั่นน้ำมันจากวัตถุดิบที่หลากหลายและเดินเครื่องได้เต็มกำลัง 100% ต่อเนื่อง เพื่อเป็นหลักประกันว่าประเทศไทยจะมีน้ำมันใช้อย่างเพียงพอในทุกสภาวะ
ราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมัน

เจาะลึกต้นทุนแฝง : เมื่อ GRM ไม่ใช่กำไรสุทธิ

          แม้ตัวเลข GRM ที่อ้างอิงจากราคาตลาดจะดูสูง แต่ในทางปฏิบัติยังมี ต้นทุนการผลิตจริง ที่ต้องนำมาหักลบอีกหลายขั้นตอน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตความขัดแย้งในต่างประเทศ (เมษายน 2569) ที่เกิดต้นทุนส่วนเพิ่มที่เรียกว่า Crude War Premium หรือส่วนเพิ่มราคาน้ำมันดิบจากภาวะสงคราม

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น

  • Operating Cost : ต้นทุนดำเนินการที่ปรับสูงขึ้น 
  • Logistics & Insurance : ค่าขนส่งและประกันภัยทางทะเลที่ผันผวนตามสถานการณ์โลก
  • Hedging & Impairment : การบริหารความเสี่ยงด้านราคาและค่าเสื่อมต่าง ๆ

          เมื่อพิจารณาจากบทวิเคราะห์ คาดการณ์กำไรสุทธิจากการกลั่นจริง ๆ ของกลุ่ม ปตท. จึงเหลือไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นมาร์จินที่ค่อนข้างบางเมื่อเทียบกับความเสี่ยงและมูลค่าการลงทุนมหาศาล

กลไกการบริหารสต็อกน้ำมันเพื่อประเทศ

          ในช่วงที่ตลาดน้ำมันโลกผันผวน โรงกลั่นไทยตัดสินใจสั่งซื้อน้ำมันดิบราคาแพงเข้ามาสต็อกไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่โรงกลั่นหลายแห่งในต่างประเทศเลือกลดกำลังการผลิตเพื่อบริหารความเสี่ยงให้กับตัวเอง

          การดำเนินงานเช่นนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของโรงกลั่นในฐานะกลไกหลักของความมั่นคงด้านพลังงานของไทย ซึ่งต้องใช้ทั้งเงินลงทุนมหาศาลและการตัดสินใจที่รวดเร็ว

ราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมัน

          ทั้งนี้ การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ทั้ง 2 ช่วง คือ วันที่ 24 เมษายน - 9 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 5.00 บาท/ลิตร และวันที่ 10-19 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 3.00 บาท/ลิตร ส่งผลโดยตรงต่อกระแสเงินสดหมุนเวียนของโรงกลั่น ซึ่งมีความสำคัญต่อการจัดหาน้ำมันดิบในรอบถัดไป หากสภาพคล่องลดลง กระบวนการจัดหาน้ำมันดิบก็อาจได้รับผลกระทบตามมา

นโยบายที่สมดุล... กุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืน

          การบริหารจัดการราคาพลังงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนเป็นภารกิจที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การรักษาสมดุล ด้านสภาพคล่อง ของโรงกลั่นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะสภาพคล่องคือหัวใจหลักในการจัดหาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ หากมีนโยบายที่ชัดเจนและเป็นธรรมตามกลไกตลาดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงานของไทยในระยะยาว

          แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะมองว่าโรงกลั่นมีกำไรสูงจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อกางโครงสร้างต้นทุนจริงจะพบว่ากำไรสุทธิ เฉลี่ยอยู่ไม่เกิน 1 บาทต่อลิตร เท่านั้น การสนับสนุนให้โรงกลั่นมีผลการดำเนินงานที่แข็งแรงและมีสภาพคล่องเพียงพอจึงไม่ใช่แค่เรื่องของผลประกอบการบริษัท แต่คือการรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้คนไทยมีน้ำมันใช้ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

หมายเหตุ : บทวิเคราะห์โดย Naphat Chantaraserekul
เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
โรงกลั่นไทย ลงทุนแสนล้าน กำไรหลัก 'สตางค์' เจาะลึกความจริงที่คนใช้น้ำมันอาจไม่รู้ อัปเดตล่าสุด 30 เมษายน 2569 เวลา 11:30:23 5,689 อ่าน
TOP
x close