สาววัย 34 ปี รักษาอาการตาแดง แต่แพ้ยารุนแรงจนตาบอด 1 ข้าง สู้คดีนาน 2 ปีกลับถูกเย้ยไม่มีทางชนะ ซ้ำโดนหมอจิตเวชคอมเมนต์แซะหาว่าทำคลิปหวังเงิน

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 รายการ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ทางช่อง 3 รายงานกรณีของ คุณไทม์ หญิงสาววัย 34 ปี ที่ออกมาร้องขอความเป็นธรรมผ่านรายการโหนกระแส หลังระบุว่าชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภายหลังเข้ารับการรักษาอาการตาแดงและเจ็บคอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ก่อนเกิดภาวะแพ้ยารุนแรงจนต้องรักษาตัวในห้องผู้ป่วยวิกฤต สูญเสียการมองเห็นที่ตาซ้าย และอยู่ระหว่างดำเนินคดีเรียกร้องความเป็นธรรมมานานกว่า 2 ปี
ภาพจาก เที่ยงวันทันเหตุการณ์
จุดเริ่มต้นจากอาการตาแดงและเจ็บคอ ก่อนเลือกฉีดยาตามคำแนะนำหมอ
คุณไทม์เล่าว่า เธอเข้ารับการรักษาด้วยอาการเจ็บคอและตาแดง เมื่อปี 2567 โดยหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบ และแนะนำให้ฉีดยาปฏิชีวนะติดต่อกัน 3 วัน แทนการกินยา แม้เธอจะสอบถามถึงความจำเป็น เนื่องจากที่ผ่านมาเคยรักษาอาการลักษณะเดียวกันด้วยยากิน แต่เมื่อได้รับคำอธิบายว่าการฉีดยาจะช่วยให้อาการดีขึ้นรวดเร็วกว่า จึงตัดสินใจรักษาตามคำแนะนำของหมอ
เริ่มมีอาการผิดปกติหลังฉีดยาเข็มแรก ก่อนอาการทรุดหนักหลังเข็มที่ 3
หลังได้รับยาฉีดเข็มแรกไม่นาน คุณไทม์เริ่มมีอาการอ่อนเพลียอย่างหนัก ปากบวม และใบหน้าบวม เมื่อกลับไปพบหมออีกครั้ง จึงถูกส่งต่อให้หมอผู้เชี่ยวชาญตรวจเพิ่มเติมและรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากเห็นว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับโรคเดิม แต่คล้ายภาวะการแพ้บางอย่าง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อสงสัยว่าอาจเกิดอาการแพ้ยา คุณไทม์ระบุว่ายังคงได้รับการฉีดยาต่ออีก 1 เข็ม ก่อนที่หมออีกคนจะวินิจฉัยว่าอาจเป็นโรคอีสุกอีใสจากภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ และสั่งให้ฉีดยารักษาโรคดังกล่าวอีก 1 เข็ม
กระทั่งหลังได้รับยาฉีดเข็มที่ 3 เพียงประมาณ 30 นาที อาการกลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว การมองเห็นพร่ามัวอย่างรุนแรง ก่อนถูกส่งเข้ารักษาในห้องผู้ป่วยวิกฤตทันที
รักษาตัวใน ICU นาน 2 เดือน ก่อนวินิจฉัยเป็นภาวะแพ้ยารุนแรง SJS/TEN
คุณไทม์เปิดเผยว่า เธอต้องรักษาตัวในห้อง ICU เป็นเวลานานถึง 2 เดือน และพักรักษาต่ออีกประมาณ 1 เดือน โดยช่วงเวลาส่วนใหญ่แทบไม่มีสติจากการได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ต้องให้อาหารผ่านสายยาง รวมถึงรักษาบาดแผลจากภาวะผิวหนังลอกทั่วร่างกาย
ภายหลังหมอวินิจฉัยว่า เธอมีภาวะแพ้ยารุนแรงชนิด SJS/TEN (Stevens-Johnson Syndrome/Toxic Epidermal Necrolysis)
-001.jpg)
ภาพจาก เที่ยงวันทันเหตุการณ์
ภาพจาก เที่ยงวันทันเหตุการณ์
ชีวิตเปลี่ยนไป สูญเสียการมองเห็นและต้องพึ่งพาผู้อื่น
หลังออกจากโรงพยาบาล คุณไทม์ระบุว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ดวงตาซ้ายสูญเสียการมองเห็นเกือบทั้งหมด มองเห็นได้เพียงแสงสีขาวเลือนราง ไม่สามารถแยกแยะวัตถุได้ ส่วนดวงตาขวาค่อย ๆ ฟื้นตัว แต่ในช่วงแรกยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นในการใช้ชีวิตประจำวัน แม้แต่การอาบน้ำหรือการเดินขึ้นลงบันได
เผยคำพูดที่กระทบความรู้สึกจากฝั่งโรงพยาบาล
คุณไทม์กล่าวว่า สิ่งที่กระทบความรู้สึกอย่างมาก คือคำพูดจากบุคลากรของโรงพยาบาลที่ระบุว่า "คนตายยังได้แค่ล้านเดียว แล้วคุณจะเอาอะไรอีก" พร้อมกล่าวถึงค่ารักษาพยาบาลกว่า 2 ล้านบาทที่โรงพยาบาลเป็นผู้รับผิดชอบให้แล้ว
เธอมองว่าการรับผิดชอบค่ารักษาเป็นสิ่งที่โรงพยาบาลควรดำเนินการอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถชดเชยการสูญเสียการมองเห็น รายได้จากการทำงาน และคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปได้ อีกทั้งไม่เคยได้รับการพูดคุยเรื่องการเยียวยาอย่างจริงจัง
-003.jpg)
ภาพจาก โหนกระแส
ภาพจาก โหนกระแส
เจอปัญหาการขอเอกสาร และเดินหน้าต่อสู้คดีในชั้นศาล
คุณไทม์ ยังเปิดเผยว่า เธอประสบปัญหาในการขอใบรับรองแพทย์ โดยต้องเดินทางไปติดต่อขอเอกสารด้วยตนเองเป็นประจำทุกสัปดาห์ แม้จะเสนอให้โรงพยาบาลออกเอกสารล่วงหน้าเพื่อลดภาระของผู้ป่วยที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น แต่ในช่วงแรกไม่ได้รับความร่วมมือ
ปัจจุบันเธอกำลังดำเนินคดีในชั้นศาล โดยระบุว่าการต่อสู้คดีเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากการหาหมอผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานให้ฝ่ายผู้ป่วยทำได้ยาก ขณะที่โรงพยาบาลได้ชี้แจงในชั้นศาลว่า หมอผู้ถูกฟ้องร้องได้ลาออกจากโรงพยาบาลแล้ว และยืนยันว่าโรงพยาบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบดังกล่าว
คุณไทม์ย้ำว่า เธอไม่ได้มีเจตนากล่าวโทษวิชาชีพหรือเชื่อว่าหมอตั้งใจทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตราย แต่ต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการรักษา โดยเฉพาะเหตุผลที่ยังมีการให้ยาต่อเนื่อง แม้อาการผิดปกติจะปรากฏชัดตั้งแต่หลังได้รับยาฉีดเข็มแรก รวมถึงต้องการให้มีการชี้แจงข้อสงสัยต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมาต่อผู้ป่วยและครอบครัว
-005.jpg)
ภาพจาก โหนกระแส
ภาพจาก โหนกระแส
เผยโดนทนาย รพ. พูดเย้ย ซ้ำหมอจิตเวชแหวะทำคลิปเพราะหิวเงิน
คุณไทม์ เผยเพิ่มเติมกับ โหนกระแสว่า หลังจากที่มีอาการแพ้ยา แต่โรงพยาบาลที่ไปรักษาไม่มีห้องปลอดเชื้อ ไม่มีแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ จึงมีการส่งต่อไปรักษากับโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ซึ่งโรงพยาบาลแห่งที่ 2 แจ้งว่าเธอมีโอกาสเสี่ยงที่จะตาบอด แต่โรงพยาบาลแรกบอกว่าตาของเธอไม่เป็นอะไรเลย แค่อักเสบ ตอนนั้นจึงตกใจเพราะเพิ่งรู้มาก่อนจากโรงพยาลแรก ซึ่งจากนั้นเธอจึงเข้าผ่าตัดตาและรักษากับโรงพยาบาลที่ 2
ปัจจุบันทางโรงพยาบาลแจ้งว่า หมอที่รักษาเธอลาออกไปหมดแล้ว ทำให้คาใจว่าเหมือนทางโรงพยาบาลปัดความรับผิดชอบ โดยช่วงที่ฟ้องร้องจำเป็นต้องฟ้องภายใน 1 ปีเรื่องของอายุความ ก่อนจะมารู้ภายหลังว่าโรงพยาบาลที่ฟ้องไปนั้นคือต้นสังกัดใหญ่ ไม่ได้เกี่ยวกับโรงพยาบาลที่ต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังได้ฟังคำพุดจากทนายความคู่กรณีว่าเป็นทนายมา 30 ปี คุณไม่มีอะไรมาสู้หรอก ไม่มีหมอคนไหนมาขึ้นให้การหรอก ให้ยอมความไปจะได้จบ ๆ โดยไม่ได้รับค่าชดเชยใด ๆ และยังขู่จะฟ้องกลับเพราะไม่พอใจที่ตนนำเรื่องมาเผยกับสื่อ
นอกจากนี้ ในช่วงที่ตนเองเคยไปรักษาโรคจิตเวชกับโรงพยาบาลดังกล่าว แต่พอไปปรึกษาปัญหาแล้วกลับไม่ได้รับความร่วมมือ ใช้คำพูดเหมือนซ้ำเติม จึงตัดสินใจทำคลิประบายเรื่องนี้ แต่ต่อมาหมอที่รักษาเข้ามาคอมเมนต์แขวะว่าตนเองมาเพื่อทำคลิปไปหารายได้จากเรื่องนี้ใช่ไหม
-007.jpg)
ภาพจาก โหนกระแส
ภาพจาก โหนกระแส






