ผู้บริหารวัย 54 เปิดชีวิตที่ต้องแกล้งไปทำงาน เผยทำไปทำไม - สิ่งที่กลัวยิ่งกว่าตกงาน


          ผู้บริหารวัย 54 รายได้ปีละ 2.5 ล้าน สวมสูทออกจากบ้านทุกเช้า ที่แท้ไปทำงานปลอม ๆ ไม่กล้าบอกเมียว่าตกงาน เผยเหตุผลบีบใจ จุดจบเกินคาดเมื่อความแตก


ตกงาน


          วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ Yahoo Japan รายงานเรื่องราวของ นากาโอกะ เคจิ ชายญี่ปุ่นวัย 54 ปี ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงผู้จัดการฝ่าย ในบริษัทไอทีต่างชาติ มีรายได้ถึงปีละ 12.5 ล้านเยน (ราว 2.5 ล้านบาท) แต่ในขณะที่เขายังคงสวมสูทออกจากบ้านไปทุกเช้า ใครจะคิดว่านั่นจะเป็นเพียง "การไปทำงานปลอม ๆ" โดยที่คนในบ้านไม่เคยรู้ความจริง

          นากาโอกะจะขึ้นรถไฟห่างจากบ้านไปราว 2 สถานี เข้าไปในร้านคาเฟ่สักที่ เพราะความจริงแล้ว "รายได้ปีละ 12.5 ล้านเยน กับตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย" ล้วนกลายเป็นอดีต นับจากวันที่เขาถูกเลิกจ้าง และความจริงอันโหดร้ายในการหางานใหม่ ก็บดขยี้ศักด์ศรีของอดีตผู้บริหารรายนี้ 

          รายงานเผยว่า ด้วยผลงานที่ผ่านมาซึ่งผลักดันให้เขาขึ้นมาเป็นผู้จัดการฝ่าย และมีรายได้จำนวนมาก ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตแสนสุขสบายในแมนชั่นหรูมูลค่า 100 ล้านเยน (ราว 20 ล้านบาท) ใจกลางกรุงโตเกียว และส่งลูกเรียนโรงเรียนเอกเชนได้ แถมยังขับรถพาครอบครัวไปเที่ยวในวันหยุดเป็นประจำ

          แต่ในขณะที่ชีวิตการงานและครอบครัวดำเนินไปอย่างราบรื่น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อเขาได้รับจดหมายแจ้งเรื่อง "การปรับโครงสร้างองค์กร" จากทางบริษัท โดยที่เขาเป็นหนึ่งในคนที่ถูกเลิกจ้าง 

          "ผมรู้อยู่แล้วว่าบริษัทต่างชาติมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ แต่ผมประมาท ไม่คิดว่าตัวเองจะโดนด้วย ทำเอาช็อกไปพักใหญ่เลยครับ" นากาโอกะ ยอมรับ


ตกงาน

          หลังได้รับแจ้งเรื่องการเลิกจ้าง นากาโอกะมีเวลา 2 เดือนก่อนที่จะถึงวันสิ้นสุดการทำงาน และยังได้รับเสนอเงินชดเชยการเลิกจ้างเป็นพิเศษ ตอนนั้นเขาคิดว่าคงจะหางานใหม่ได้ภายในช่วงเวลา 2 เดือนนี้ แต่เมื่อเริ่มหางานจริง ๆ เขาก็ต้องอึ้งเมื่อมันยากกว่าที่คิดไว้มาก 

          ด้วยวัยของเขา การจะหางานใหม่ให้มีรายได้เท่าเดิมนั้นกลายเป็นข้อจำกัด ทางบริษัทจัดหางานก็แนะนำให้เขาลดเงื่อนไขเรื่องรายได้ลง เพื่อให้มีโอกาสมากขึ้น แต่เขายังคิดว่า อย่างน้อยก็อยากรักษาระดับรายได้ไว้ที่ปีละ 10 ล้านเยน (ราว 2 ล้านบาท)

          เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อรู้ตัวอีกที เขาก็กลายเป็นคนว่างงานแล้ว แต่เขากลับบอกความจริงภรรยาไม่ได้ 

          "การทำให้ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดี คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นคุณค่าในการมีอยู่ของผม ผมแสดงสภาพที่น่าอนาถแบบนี้ให้พวกเขาเห็นไม่ได้" นากาโอกะ กล่าว

          หลังตกงาน นากาโอกะก็เดินเรื่องเขาขอรับเงินชดเชยและเงินช่วยเหลือกรณีว่างงาน แต่แม้เขาจะเคยมีรายได้สูง กลับได้เงินช่วยเหลือแค่เดือนละ 250,000 เยน (ราว 51,000 บาท) เท่านั้น

          ในขณะที่เขายังมีภาระค่าผ่อนบ้านและค่าส่วนกลางของแมนชั่น ตกเดือนละประมาณ 380,000 เยน (ราว 78,000 บาท) ยังไม่รวมค่าเทอมของลูก ค่าบำรุงรักษารถ ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เรียกว่าต่อเดือนเขามีค่าใช้จ่ายสูงราว 650,000 เยน (ราว 134,000 บาท)

          แม้จะนำเงินช่วยเหลือจากการว่างงานมารวมกับรายได้จากงานพาร์ทไทม์ของภรรยา ก็ยังได้แค่ 350,000 เยน (ราว 72,200 บาท) เท่านั้น หากเขาไม่ทำอะไรเลย เงินเก็บก็จะหายไปเรื่อย ๆ เดือนละ 300,000 เยน (ราว 61,900 บาท)

          แม้จะได้รับเงินชดเชยจากการเลิกจ้าง แต่ความจริงที่ยอดเงินในบัญชีลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ความไม่มั่นคงในใจเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน 

          ตลอดช่วง 3 เดือนหลังจากตกงาน นากาโอกะจะแต่งตัวออกจากบ้าน แกล้งทำเป็นออกไปทำงาน แต่จริง ๆ แล้วเขาต้องเร่ร่อนไปนั่งตามคาเฟ่ พื้นที่ทำงานร่วม ห้องสมุด พร้อมส่องหาข้อมูลตามเว็บไซต์หางาน 

          แม้เขาจะยอมลดเงื่อนไขในการหางานลงมาเพื่อจะฝึกซ้อมสัมภาณ์ ก่อนไปสมัครงานบริษัทที่คาดหวังจริง ๆ ปรากฏว่านากาโอกะยังไม่ผ่านแม้แต่ขั้นตอนการคัดเอกสารด้วยซ้ำ

          จนวันหนึ่ง ระหว่างมื้อเย็น ภรรยาก็ถามขึ้นว่า "ที่รักคะ คุณสวมสูทออกจากบ้านไปทุกเช้า แต่คุณไปทำงานที่ไหนคะ ?"

          คำถามนั้นทำให้ตะเกียบในมือของเขาหยุดนิ่ง ปรากฏว่าภรรยาสังเกตเห็นความผิดปกตินานแล้ว สุดท้ายเขาก็จำต้องสารภาพความจริงที่ปิดบังไว้ทั้งหมด

          "ผมคิดว่าเราคงใช้ชีวิตแบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว...ขอโทษนะ" นากาโอกะ กล่าวขณะก้มหน้าลง

          แต่คำตอบจากภรรยากลับต่างไปจากที่เขาเคยจินตนาการไว้ เธอเพียงกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า "เราเปลี่ยนการใช้ชีวิตก็ได้นี่นา แต่ฉันไม่ชอบที่คุณปิดบังเรื่องนี้มากกว่า"

          จากที่เขาคิดว่าภรรยาคงผิดหวัง เธอกลับบอกเขาให้ทราบถึงแผนการในอนาคต นั่นคือเธอจะเพิ่มชั่วโมงการทำงานพาร์ทไทม์ ขายรถทิ้งไป และหากจำเป็น พวกเขาจะขายแมนชั่นหรูนี่ไปก็ได้ 

          เมื่อได้ยินดังนั้น นากาโอกะจึงรู้ตัวว่าเขาถูกผูกมัดไว้กับความคิดว่า หากไม่มีรายได้หรือตำแหน่งใด ๆ ครอบครัวจะทิ้งเขาไป 

          ในคืนนั้น สองสามีภรรยานำค่าใช้จ่ายและการเงินทั้งหมดในบ้านมาพูดคุยกันอย่างละเอียด ว่าจะลดค่าใช้จ่ายต่อจากนี้ได้อย่างไร และหลังจากได้เปิดใจกับภรรยา เขาก็หยุดพ้นจากพันธนาการของการเป็นผู้จัดการที่มีรายได้ปีละ 12.5 ล้านเยน แล้วตั้งใจหางานใหม่อีกครั้ง โดยลดเงื่อนไขต่าง ๆ ลง

          ประมาณ 1 เดือนต่อจากนั้น ในที่สุดนากาโอกะก็ได้งานใหม่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ด้วยรายได้ปีละ 5.5 ล้านเยน (ราว 1.1 ล้านบาท) ซึ่งแม้จะเทียบไม่ได้กับรายได้ก่อนหน้า แต่เขาก็เริ่มคิดได้ว่า "อย่างน้อยก็ควรดีใจ ที่เขาสามารถหางานใหม่ด้วยวัย 54 ปี และได้งานที่สามารถใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้"

          นอกจากรายได้น้อยลง เขายังขายรถทิ้งไป ลดความถี่ในการทานอาหารนอกบ้าน แต่เขามองว่าชีวิตแบบนี้ล้วนดีกว่าการต้องโกหกครอบครัวต่อไปเรื่อย ๆ และนับจากนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องแบกรับอะไรไว้คนเดียวอีกแล้ว 

          ช่วงเวลาหลายเดือนที่เขาต้องสวมสูทออกไปนั่งตามคาเฟ่ยอ่างโดดเดี่ยวทุกเช้า นับเป็นช่วงเวลาที่โหดร้าย แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เขารู้ว่า แม้จะไม่มีตำแหน่งสูง ๆ ในบริษัทแล้ว ครอบครัวก็ไม่ได้จากเขาไปไหน รายได้และหน้าที่การงานใด ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถการันตี หรือป้องกันตัวเองจากเหตุไม่คาดฝันในชีวิตได้ 


ขอบคุณข้อมูลจาก Yahoo Japan

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ผู้บริหารวัย 54 เปิดชีวิตที่ต้องแกล้งไปทำงาน เผยทำไปทำไม - สิ่งที่กลัวยิ่งกว่าตกงาน โพสต์เมื่อ 16 สิงหาคม 2569 เวลา 20:57:05 1,879 อ่าน
TOP
x close