เผยตาดำริ มี 4 เมีย มีปัญหานอกใจ-ขู่เอาเงิน หลานเมียชี้ทำไมไม่หย่า ทนายชี้ใครต้องดูแล


          หลานเมียแจง เลิกกับ ตาดำริ เป็นสิบปี โดนทั้งนอกใจ-เอารถไปรับชู้ แต่ทำไมไม่หย่า ทนายแจงแล้ว หน้าที่ดูแลใครต้องทำ ย้ำถ้าปฏิเสธมีความผิดตาม กม.

ตาดำริ
ภาพจาก โหนกระแส

          วันนี้ (27 สิงหาคม 2569) รายการโหนกระแส ทางช่อง 3 นำเสนอกรณีดราม่า ที่กู้ภัยรับตัวชายวัย 79 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง ไปส่งโรงพยาบาล แต่เมื่อนำกลับมาส่งคืน พบว่าญาติไม่ยอมให้นำเข้าบ้าน ปฏิเสธไม่ดูแล โดยขู่ว่าหากนำผู้ป่วยเข้าบ้านจะแจ้งความ จนสุดท้ายต้องนำตัวชายชรากลับไปที่โรงพยาบาลก่อนนั้น

          โดย มะ หญิงในบ้านที่ไม่รับผู้ป่วย ชี้แจงว่า ในอดีตตนกับ นายดำริ ผู้ป่วยติดเตียง เคยเป็นสามีภรรยาที่แต่งงานกับตามประเพณี ตั้งแต่ 2528 แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และไม่ได้มีลูกกัน ก่อนจะเลิกรากันไปเมื่อปี 2551 โดยนายดำริมีการขู่บังคับเอารถกระบะที่เป็นชื่อของตนไป เพื่อจะใช้เป็นสินสอด แต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่ แถมยังเอาเงินไปอีก 100,000 บาท ทั้งที่ทำมาหากินมาด้วยกัน 
 
          ตัวนายดำริมีภรรยาที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย แต่ฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร บอกแค่ว่าหากตาดำริสิ้นใจ ก็จะรับไปทำพิธีตามประเพณี เพราะเขาจะได้รับเงินส่วหนึ่งจากการเสียชีวิต โดยจะแบ่งให้มาเป็นค่าทำศพลงหลุมเท่านั้น

ตาดำริ
ภาพจาก โหนกระแส

          ขณะที่ ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ ทนายแก้ว อธิบายข้อกฎหมายเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า แม้มะกับนายดำริจะเคยครองคู่กัน แต่เป็นการแต่งงานตามประเพณี และได้เลิกรากันเด็ดขาดแล้ว ดังนั้นตามกฎหมาย มะ จึงไม่ถือว่าเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูนายดำริ 

          ด้วยเหตุนี้ มะ จึงไม่ผิดที่จะปฏิเสธการดูแล ส่วนผู้ที่มีหน้าที่ดูแลจริง ๆ คือลูก หรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกัน แต่หากไม่มีญาติดูแล ก็จะตกเป็นหน้าที่ของรัฐ ตาม พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ 

          ในแง่ของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น ทนายแก้ว ระบุว่า ตามมาตรา 1461 กำหนดให้สามีภรรยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูกัน แต่สำหรับกรณีของมะและตาดำรินั้น แม้จะเคยครองคู่กันมา แต่เป็นการแต่งงานตามประเพณีโดยไม่มีการจดทะเบียนสมรส ไม่มีลูกด้วยกัน และได้เลิกราแยกทางกันอย่างเด็ดขาดไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ดังนั้น ในทางกฎหมาย มะจึงไม่ถือว่าเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตาดำริแต่อย่างใด
  
          หนุ่ม กรรชัย ได้เปรียบเทียบว่า หากเราอนุญาตให้เพื่อนเข้ามาพักอาศัยในบ้านชั่วคราวด้วยความสงสาร แต่ต่อมาเพื่อนประพฤติตัวไม่ดี เราเลยไล่ออกไป แบบนี้ได้หรือไม่ ทนายแก้ว ชี้ว่าสามารถทำได้ แม้ว่าเพื่อนคนนั้นจะเจ็บป่วยในภายหลัง เราก็ไม่มีความผิดทางกฎหมายในการปฏิเสธไม่ดูแล เพราะไม่มีหน้าที่ต่อกัน มะจึงไม่มีความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา



ตาดำริ
ภาพจาก โหนกระแส

          ต่อมา หลานสาวของภรรยาคนที่ 3 (เป็นคนที่จดทะเบียนสมรส) ได้ติดต่อมาชี้แจงในรายการ ชี้ว่า ย่าจดทะเบียนสมรสกับนายดำริจริง แต่ไม่มีลูกด้วยกัน และตัดขาดกันไปนานสิบกว่าปีแล้ว เนื่องจากนายดำรินอกใจ ไปมีภรรยาคนที่ 4 ตั้งแต่เดือนแรก ๆ ที่แต่งงานกัน แถมยังเคยเอามีดมาขู่ทำร้ายย่า และแอบเอารถเก๋งของลูกติดย่า ไปรับส่งภรรยาคนที่ 4 จนเรื่องแดง จนเลิกรากันไป 
 
          สาเหตุที่ย่าไม่ยอมไปหย่า ก็เพื่อจะรักษาสิทธิ์เรื่องเงินสมาชิก อสม. เพราะเงินสนับสนุนสนามชิกและเงินช่วยเหลือต่าง ๆ ย่าเป็นคนหาเงินมาจ่ายเบี้ยเลี้ยงทั้งของย่าและนายดำริ แม้จะเลิกรากันไปย่าก็ยังต้องควักเงินจ่ายเองมาตลอด ไม่มีลูกหลานของนายดำริมาช่วยเลยสักบาท 
  
          ย่ามองว่าหากหย่าร้าง เงินสะสมทั้งหมดที่ย่าส่งมาก็จะตกเป็นของคนอื่น คือลูกหลานของนายดำริ จึงต้องการรักษาสิทธิ์ ไม่ใช่ว่าจะโลภเอาเงินของคนอื่น 

ตาดำริ
ภาพจาก โหนกระแส


          ในส่วนนี้ ทนายแก้วชี้ว่า การที่จะเลือกรักษาสิทธิ์ทางทะเบียนสมรสไว้เพื่อรับผลประโยชน์ ในทางกฎหมายจะทำให้มีหน้าที่และพันธะผูกพันในการเป็นสามีภรรยา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากจดทะเบียนสมรสกันอยู่ แต่ปฏิเสธไม่ยอมอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีทางอาญา ข้อหาทอดทิ้งผู้ป่วย ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 3 ปี  
 
          สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ทราบว่าทางโรงพยาบาลลาดบัวหลวงได้รับการติดต่อประสานงานจากบ้านพักคนชราแล้ว ซึ่งจะมีการส่งตัวตาดำริไปเข้ารับการดูแลอุปการะในช่วงบ่ายของวันถัดไป

ตาดำริ
ภาพจาก โหนกระแส

ขอบคุณข้อมูลจาก โหนกระแส , โหนกระแส

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
เผยตาดำริ มี 4 เมีย มีปัญหานอกใจ-ขู่เอาเงิน หลานเมียชี้ทำไมไม่หย่า ทนายชี้ใครต้องดูแล โพสต์เมื่อ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 19:44:08
TOP
x close