มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ เปิดเหตุผลที่ลาออกจากงาน หลังถูกหัวหน้างานตามจี้ให้กลับมาทำงาน พูดจาไร้ความเห็นอกเห็นใจ จนตัดสินใจเลือกอยู่ข้างครอบครัว
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Klose Mos
โพสต์ของ มอส พี่ชายฮลุน ระบุว่า เรื่องของน้องยังไม่มีอะไรอัปเดตเพิ่มเติมและอยากจะขอนอกเรื่อง เป็นเรื่องส่วนตัวของผมสักนิดครับ วันที่ผมตัดสินใจลาออกจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง คิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม แต่สุดท้ายผมอยากเขียนไว้เป็นประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง และอยากให้คนที่ได้อ่านเข้าใจถึงเหตุผลที่ผมตัดสินใจลาออกจากงาน
เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่น้องของผมเสียชีวิตในต่างประเทศ จากชีวิตประจำวันที่เคยทำงานตามปกติ วันหนึ่งผมต้องเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเพื่อเดินทางไปจัดการเรื่องของน้อง ต้องประสานงานกับหลายหน่วยงาน จัดการเอกสาร ติดต่อสถานทูต ประสานเรื่องการเดินทาง และพยายามทำทุกทางเพื่อให้น้องได้กลับบ้าน
ช่วงเวลานั้นผมแทบไม่ได้นอน เพราะต้องคุยและประสานงานต่อเนื่องทั้งคืน ทั้งเรื่องของน้องและการหาความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย ในขณะเดียวกันผมก็ต้องจัดการเรื่องงานให้เรียบร้อย ผมแจ้งการลาเป็นลายลักษณ์อักษร และมีการพูดคุยเรื่องระยะเวลาการลาเป็นการส่วนตัวตามขั้นตอนของบริษัท การลาของผมไม่ได้เป็นการขาดงานหรือลาเกินระเบียบแต่อย่างใด
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นทำให้ผมได้เห็นทัศนคติและวิธีคิดของคนคนหนึ่งที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการอย่างชัดเจน มีคำพูดหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น
"มึงเป็น ตม. เหรอ"
"เป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันเหรอ"
"ไม่มีคนอื่นทำให้เหรอ"
รวมถึงการพยายามถามว่า เรื่องมันเร่งด่วนขนาดนั้นไหม กลับมาทำงานก่อนได้ไหม ทั้งที่ผมกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องจัดการเรื่องการสูญเสียของครอบครัว
และสิ่งที่ทำให้ผมคิดมากขึ้นไปอีก คือในวันที่ร่างน้องเดินทางกลับมาถึงบ้าน ครอบครัวเพิ่งได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลให้น้องที่บ้านเพียง 2 วัน ผมยังอยู่ในช่วงจัดการความสูญเสียและเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้อง
แต่ในช่วงเวลานั้นผมได้รับโทรศัพท์ให้ติดตามเรื่องการกลับไปทำงานว่า รู้ว่ายุ่งแล้วงานคุณล่ะ ซึ่งกรณีนี้ผมต้องแจ้งว่าผมไม่ได้มีงานค้างหรือมีอะไรต้องเร่งรีบทำขนาดนั้นนะครับ
สำหรับผม ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า พูดอะไร
แต่คือ คิดอย่างไรจึงสามารถพูดและแสดงออกกับคนที่กำลังสูญเสียคนในครอบครัวแบบนั้นได้ เพราะคำพูดเป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนความคิดและทัศนคติของคนคนหนึ่งออกมา
แต่ผมเชื่อว่าการเป็นผู้จัดการหรือการเป็นผู้นำของคนในองค์กร ไม่ได้วัดกันแค่ความสามารถในการบริหารงาน หรือการทำให้คนทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่มันควรสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะ วิธีคิด การรู้จักแยกแยะสถานการณ์ และการให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของคนที่อยู่ตรงหน้า
โดยเฉพาะในวันที่คนคนหนึ่งกำลังเจอกับเรื่องที่หนักที่สุดในชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมเริ่มถามตัวเองว่า หากวันหนึ่งผมต้องใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติแบบนี้ต่อไป ผมจะสามารถอยู่กับมันได้หรือไม่
และคำตอบของผมคือ ผมอยู่ไม่ได้
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจบำเพ็ญกุศลของน้อง ผมจึงตัดสินใจว่าจะลาออกจากงาน
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Klose Mos
วันที่ 23 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของผม ผมได้เปิดใจกับแม่และยายว่า ผมไม่ไหวกับบุคคลประเภทนี้ และผมไม่สามารถทำงานต่อในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติแบบนี้ได้
สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือ กลัวแม่กับยายจะเครียด เพราะผมเองก็ยังมีหน้าที่ต้องหารายได้เข้าครอบครัว แต่คำตอบของแม่กับยายกลับทำให้ผมรู้สึกโชคดีมาก
ไม่เป็นไรลูก เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด กลับมาอยู่บ้านเราก็ได้ บ้านเราก็มี ไม่ได้เช่า ข้าวเราก็มีกิน ปลาร้าก็มีอยู่ในไห ไม่ต้องคิดมาก ออกมาพักก่อน
ผมยอมรับว่าลึก ๆ ผมก็ยังเครียดเรื่องอนาคต เพราะผมก็ต้องหาเงินและดูแลครอบครัวเหมือนกัน
แต่ระหว่างที่ทำงานอยู่ ผมก็พยายามวางแผนชีวิตและการเงินของตัวเองมาตลอด ผมมีเงินสำรองฉุกเฉินที่เตรียมไว้สำหรับช่วงที่อาจต้องว่างงานประมาณ 1-2 ปี หรืออาจนำไปเริ่มต้นทำธุรกิจเล็ก ๆ สักอย่าง อย่างน้อยผมยังมีทางเลือกที่จะกลับมาอยู่บ้าน อยู่กับยาย และค่อย ๆ เริ่มต้นชีวิตใหม่
หลังจากนี้ผมคงต้องทุ่มเวลาและกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อเร่งประสานและจัดการเรื่องของน้องให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ส่วนอนาคตของตัวเองค่อยคิดกันอีกที วันนี้ผมเลือกครอบครัวก่อน
และผมอยากบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า ผมไม่ได้มองว่าทุกคนในองค์กรเป็นแบบเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่ผมเสียใจที่สุดจากการตัดสินใจครั้งนี้ คือผมต้องจากเพื่อนร่วมงานดี ๆ หลายคน ผมมีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีคนที่คอยช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผมรู้สึกขอบคุณทุกคนจริง ๆ และการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากคนเหล่านั้นเลย ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า ผมยังเคารพและรู้สึกดีกับเพื่อนร่วมงานที่ดีทุกคนเหมือนเดิม
ถ้าวันนั้นเกิดขึ้นกับลูกของคุณ หรือคนในครอบครัวของคุณ ผมอยากให้ลองคิดดูว่า ถ้าเขากลับมาเล่าให้เราฟังว่าเขาได้รับการปฏิบัติแบบไหนในวันที่กำลังสูญเสีย เราในฐานะพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร
เพราะในวันที่ครอบครัวของใครสักคนกำลังสูญเสีย เขาอาจไม่ได้ต้องการอะไรจากองค์กรเลย เขาอาจต้องการเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ให้เขาได้กลับไปจัดการชีวิตและครอบครัวของเขาก่อน
สำหรับผม นี่คือบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงาน และผมเลือกที่จะเดินออกมา โดยไม่ได้เกลียดงาน ไม่ได้เกลียดเพื่อนร่วมงาน และไม่ได้เสียใจที่ครั้งหนึ่งเคยทำงานที่นี่ ผมเพียงเลือกที่จะกลับมาอยู่กับครอบครัว ในวันที่ครอบครัวของผมต้องการผมมากที่สุดครับ
ยาวหน่อยนะครับ แต่ขอบคุณที่อ่านจนจบ และบางคนอาจได้ข้อคิดจากเหตุการณ์ที่ผมพบเจอ
พี่ชายฮลุน เปิดแชตหลักฐาน เจอจี้ตามไม่หยุด ไร้ซึ่งความเห็นใจแม้กำลังสูญเสีย
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
มอส ระบุว่า "และตอนนี้ยังมีสิ่งที่ผมต้องทำอีกมากมาย ผมไม่อยากจะเสียเวลาอธิบายอะไรแล้ว เลยอยากทราบระเบียบการลาให้แน่ชัดเลยตัดสินใจโทร. ไปหาฝ่ายบุคคลด้วยตัวเอง และตอนนี้ผมก็ได้ทราบระเบียบการลาแล้ว ซึ่งวันลาของผมลาได้คือเจ็ดวัน ไม่รวมวันหยุดนักขัตฤกษ์และเสาร์อาทิตย์ ซึ่งผมก็กดลาไปเจ็ดวัน แต่เขาให้ผมลาได้แค่สองวัน ผมก็เลยกดไปแค่สองวัน แล้วผมตัดสินใจแล้วว่าจะลาออกแน่ ๆ ผมเลยไม่ได้สนใจอะไร"
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
![มอส พี่ชายฮลุน โซโล่ มอส พี่ชายฮลุน โซโล่]()
.png)
เป็นเรื่องราวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยและผู้คนที่ชื่นชอบคอนเทนต์ด้านการท่องเที่ยวต่างประเทศ กับการจากไปของ ฮลุน โซโล่ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ที่เสียชีวิตในประเทศจอร์เจีย ซึ่งหลายคนต่างเฝ้าติดตามข่าวและส่งกำลังใจให้ครอบครัวของเจ้าตัวในการติดตามร่างจากต่างแดนกลับมาทำพิธีที่บ้านเกิด
.jpg)
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Klose Mos
ล่าสุด (1 กันยายน 2569) มอส ลูกพี่ลูกน้องของ ฮลุน โซโล่ ออกมาเปิดใจเล่าถึงความกดดันจากที่ทำงานเก่า ตลอดช่วงเวลาที่ต้องสูญเสียน้องชาย และต้องลางานมาเพื่อดำเนินการติดตามร่างของฮลุน แต่กลับถูกหัวหน้างานตามจี้อย่างหนักตลอดช่วงดังกล่าวให้กลับมาทำงาน แม้เจ้าตัวจะขอลาถูกต้องตามสิทธิของพนักงาน จนสุดท้ายต้องตัดสินใจเลือกครอบครัวและเดินออกจากงาน พร้อมยืนยันไม่ได้ต้องการให้ใครโจมตีใคร แต่อยากถ่ายทอดเรื่องราวไว้เป็นข้อคิดจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้น
โพสต์ของ มอส พี่ชายฮลุน ระบุว่า เรื่องของน้องยังไม่มีอะไรอัปเดตเพิ่มเติมและอยากจะขอนอกเรื่อง เป็นเรื่องส่วนตัวของผมสักนิดครับ วันที่ผมตัดสินใจลาออกจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง คิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม แต่สุดท้ายผมอยากเขียนไว้เป็นประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง และอยากให้คนที่ได้อ่านเข้าใจถึงเหตุผลที่ผมตัดสินใจลาออกจากงาน
เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่น้องของผมเสียชีวิตในต่างประเทศ จากชีวิตประจำวันที่เคยทำงานตามปกติ วันหนึ่งผมต้องเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเพื่อเดินทางไปจัดการเรื่องของน้อง ต้องประสานงานกับหลายหน่วยงาน จัดการเอกสาร ติดต่อสถานทูต ประสานเรื่องการเดินทาง และพยายามทำทุกทางเพื่อให้น้องได้กลับบ้าน
ช่วงเวลานั้นผมแทบไม่ได้นอน เพราะต้องคุยและประสานงานต่อเนื่องทั้งคืน ทั้งเรื่องของน้องและการหาความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย ในขณะเดียวกันผมก็ต้องจัดการเรื่องงานให้เรียบร้อย ผมแจ้งการลาเป็นลายลักษณ์อักษร และมีการพูดคุยเรื่องระยะเวลาการลาเป็นการส่วนตัวตามขั้นตอนของบริษัท การลาของผมไม่ได้เป็นการขาดงานหรือลาเกินระเบียบแต่อย่างใด
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นทำให้ผมได้เห็นทัศนคติและวิธีคิดของคนคนหนึ่งที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการอย่างชัดเจน มีคำพูดหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น
"มึงเป็น ตม. เหรอ"
"คุณไปแล้วจะทำอะไรได้"
"เป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันเหรอ"
"ไม่มีคนอื่นทำให้เหรอ"
รวมถึงการพยายามถามว่า เรื่องมันเร่งด่วนขนาดนั้นไหม กลับมาทำงานก่อนได้ไหม ทั้งที่ผมกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องจัดการเรื่องการสูญเสียของครอบครัว
และสิ่งที่ทำให้ผมคิดมากขึ้นไปอีก คือในวันที่ร่างน้องเดินทางกลับมาถึงบ้าน ครอบครัวเพิ่งได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลให้น้องที่บ้านเพียง 2 วัน ผมยังอยู่ในช่วงจัดการความสูญเสียและเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้อง
แต่ในช่วงเวลานั้นผมได้รับโทรศัพท์ให้ติดตามเรื่องการกลับไปทำงานว่า รู้ว่ายุ่งแล้วงานคุณล่ะ ซึ่งกรณีนี้ผมต้องแจ้งว่าผมไม่ได้มีงานค้างหรือมีอะไรต้องเร่งรีบทำขนาดนั้นนะครับ
สำหรับผม ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า พูดอะไร
แต่คือ คิดอย่างไรจึงสามารถพูดและแสดงออกกับคนที่กำลังสูญเสียคนในครอบครัวแบบนั้นได้ เพราะคำพูดเป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนความคิดและทัศนคติของคนคนหนึ่งออกมา
ผมไม่ได้คาดหวังว่าผู้จัดการจะต้องมาช่วยจัดการเรื่องของครอบครัวผม และไม่ได้คาดหวังสิทธิพิเศษอะไรจากองค์กร ผมเข้าใจเรื่องงาน และเข้าใจว่าผู้จัดการมีหน้าที่ต้องดูแลงานขององค์กร
แต่ผมเชื่อว่าการเป็นผู้จัดการหรือการเป็นผู้นำของคนในองค์กร ไม่ได้วัดกันแค่ความสามารถในการบริหารงาน หรือการทำให้คนทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่มันควรสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะ วิธีคิด การรู้จักแยกแยะสถานการณ์ และการให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของคนที่อยู่ตรงหน้า
โดยเฉพาะในวันที่คนคนหนึ่งกำลังเจอกับเรื่องที่หนักที่สุดในชีวิต สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมเริ่มถามตัวเองว่า หากวันหนึ่งผมต้องใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติแบบนี้ต่อไป ผมจะสามารถอยู่กับมันได้หรือไม่
และคำตอบของผมคือ ผมอยู่ไม่ได้
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจบำเพ็ญกุศลของน้อง ผมจึงตัดสินใจว่าจะลาออกจากงาน
.jpg)
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Klose Mos
วันที่ 18 สิงหาคม ผมกลับมาทำงานตามปกติ และตั้งใจทำงานให้ครบถ้วนจนถึงสิ้นเดือน เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยที่สุด
วันที่ 23 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของผม ผมได้เปิดใจกับแม่และยายว่า ผมไม่ไหวกับบุคคลประเภทนี้ และผมไม่สามารถทำงานต่อในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติแบบนี้ได้
สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือ กลัวแม่กับยายจะเครียด เพราะผมเองก็ยังมีหน้าที่ต้องหารายได้เข้าครอบครัว แต่คำตอบของแม่กับยายกลับทำให้ผมรู้สึกโชคดีมาก
ไม่เป็นไรลูก เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด กลับมาอยู่บ้านเราก็ได้ บ้านเราก็มี ไม่ได้เช่า ข้าวเราก็มีกิน ปลาร้าก็มีอยู่ในไห ไม่ต้องคิดมาก ออกมาพักก่อน
ผมยอมรับว่าลึก ๆ ผมก็ยังเครียดเรื่องอนาคต เพราะผมก็ต้องหาเงินและดูแลครอบครัวเหมือนกัน
แต่ระหว่างที่ทำงานอยู่ ผมก็พยายามวางแผนชีวิตและการเงินของตัวเองมาตลอด ผมมีเงินสำรองฉุกเฉินที่เตรียมไว้สำหรับช่วงที่อาจต้องว่างงานประมาณ 1-2 ปี หรืออาจนำไปเริ่มต้นทำธุรกิจเล็ก ๆ สักอย่าง อย่างน้อยผมยังมีทางเลือกที่จะกลับมาอยู่บ้าน อยู่กับยาย และค่อย ๆ เริ่มต้นชีวิตใหม่
ตอนนี้ผมยังไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเดินไปทางไหน เพราะเรื่องของน้องยังมีอีกมากมายที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องคดี เอกสาร การประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ และเรื่องอีกหลายอย่างที่ยังไม่จบ
หลังจากนี้ผมคงต้องทุ่มเวลาและกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อเร่งประสานและจัดการเรื่องของน้องให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ส่วนอนาคตของตัวเองค่อยคิดกันอีกที วันนี้ผมเลือกครอบครัวก่อน
และผมอยากบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า ผมไม่ได้มองว่าทุกคนในองค์กรเป็นแบบเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่ผมเสียใจที่สุดจากการตัดสินใจครั้งนี้ คือผมต้องจากเพื่อนร่วมงานดี ๆ หลายคน ผมมีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีคนที่คอยช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผมรู้สึกขอบคุณทุกคนจริง ๆ และการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากคนเหล่านั้นเลย ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า ผมยังเคารพและรู้สึกดีกับเพื่อนร่วมงานที่ดีทุกคนเหมือนเดิม
สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากเรื่องหนึ่งไว้สำหรับคนที่มีลูก มีพ่อแม่ หรือมีคนในครอบครัวที่ทำงานอยู่กับองค์กรต่าง ๆ วันหนึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่า คนในครอบครัวของเราจะต้องเจอกับอะไร เขาอาจต้องสูญเสียใครบางคนโดยไม่ทันตั้งตัว อาจต้องเดินทางไปจัดการเรื่องสำคัญ หรืออาจต้องหยุดงานเพื่อดูแลครอบครัวในวันที่ชีวิตกำลังพังลงมา
ถ้าวันนั้นเกิดขึ้นกับลูกของคุณ หรือคนในครอบครัวของคุณ ผมอยากให้ลองคิดดูว่า ถ้าเขากลับมาเล่าให้เราฟังว่าเขาได้รับการปฏิบัติแบบไหนในวันที่กำลังสูญเสีย เราในฐานะพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร
ผมไม่ได้เขียนเพื่อให้ใครสงสาร และไม่ได้ต้องการให้ใครไปโจมตีใคร ผมเพียงอยากเล่าประสบการณ์ของตัวเอง และอยากให้เรื่องนี้เป็นข้อคิดว่า ตำแหน่งไม่ได้ทำให้ใครเป็นผู้นำ การเป็นผู้นำไม่ได้มีแค่การบริหารงาน แต่ต้องมีวุฒิภาวะ มีทัศนคติที่ดี รู้จักแยกแยะสถานการณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ลืมว่าคนที่เรากำลังบริหารอยู่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา
เพราะในวันที่ครอบครัวของใครสักคนกำลังสูญเสีย เขาอาจไม่ได้ต้องการอะไรจากองค์กรเลย เขาอาจต้องการเพียงพื้นที่เล็ก ๆ ให้เขาได้กลับไปจัดการชีวิตและครอบครัวของเขาก่อน
สำหรับผม นี่คือบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงาน และผมเลือกที่จะเดินออกมา โดยไม่ได้เกลียดงาน ไม่ได้เกลียดเพื่อนร่วมงาน และไม่ได้เสียใจที่ครั้งหนึ่งเคยทำงานที่นี่ ผมเพียงเลือกที่จะกลับมาอยู่กับครอบครัว ในวันที่ครอบครัวของผมต้องการผมมากที่สุดครับ
ยาวหน่อยนะครับ แต่ขอบคุณที่อ่านจนจบ และบางคนอาจได้ข้อคิดจากเหตุการณ์ที่ผมพบเจอ
พี่ชายฮลุน เปิดแชตหลักฐาน เจอจี้ตามไม่หยุด ไร้ซึ่งความเห็นใจแม้กำลังสูญเสีย
_2.jpg)
_1.jpg)
มอส ลงภาพแชตพร้อมไล่ไทม์ไลน์ดังนี้ วันที่ 29 กรกฎาคม หลังจากระบุยืนยันตัวตนว่าน้องเสียชีวิตและเป็นน้องจริง ๆ และวันต่อมาขณะที่กำลังเข้ารายการ ได้รับโทรศัพท์เป็นเชิงพูดต่อว่าว่า มึงเป็น ตม. เหรอ ไปแล้วจะทำอะไรได้ ใช่พี่น้องจริง ๆ เหรอ พ่อแม่เดียวกันไหม โดยไม่มีคำไหนเลยที่แสดงถึงความเสียใจ เห็นอกเห็นใจ ซึ่งตอนนั้นก็ไม่ได้มีรายละเอียดระยะเวลาเป็นกรอบให้แน่ชัด เพราะต้องประสานหน่วยงานเยอะมากจริง ๆ
_1.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ในภาพจากแชต อีกฝ่ายให้พิมพ์รายละเอียดส่งมา วันต่อมา ถามต่อ ชื่อพนักงาน รหัส สาขา ต่อมาเมื่อแจ้งรายละเอียดไป อีกฝ่ายระบุว่า "มาทำงานปกติครับ ส่วนมีเรื่องเร่งด่วนจึงไปทำภารกิจ ระหว่างรอดำเนินการมาทำงานปกตินะครับ"
มอส ระบุว่า "และตอนนี้ยังมีสิ่งที่ผมต้องทำอีกมากมาย ผมไม่อยากจะเสียเวลาอธิบายอะไรแล้ว เลยอยากทราบระเบียบการลาให้แน่ชัดเลยตัดสินใจโทร. ไปหาฝ่ายบุคคลด้วยตัวเอง และตอนนี้ผมก็ได้ทราบระเบียบการลาแล้ว ซึ่งวันลาของผมลาได้คือเจ็ดวัน ไม่รวมวันหยุดนักขัตฤกษ์และเสาร์อาทิตย์ ซึ่งผมก็กดลาไปเจ็ดวัน แต่เขาให้ผมลาได้แค่สองวัน ผมก็เลยกดไปแค่สองวัน แล้วผมตัดสินใจแล้วว่าจะลาออกแน่ ๆ ผมเลยไม่ได้สนใจอะไร"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
จากนั้นมีข้อความจากอีกฝ่ายระบุว่า "สรุปมาทำงานไหมครับวันนี้ ทำไมไม่รับสาย" โดย มอส ระบุว่า ข้อความนี้คือกำหนดลาที่เขาให้ตนครบสองวันหมดแล้ว และเขาได้โทร. ให้ตนกลับไปทำงาน และเพิ่งนำร่างน้องมาบำเพ็ญกุศลที่บ้านได้เพียงสองวันเท่านั้น และก็ทำตามระเบียบทุกอย่าง ไม่ได้ขาดงานหรือลาเกิน






