ลูกชายร่ำไห้ แฉพี่เลี้ยงมหาภัย อ้างกายภาพบำบัดล็อกคอ-กระชากแม่ป่วยติดเตียง อ้างสมองฝ่อต้องทำแรง พี่เลี้ยงโต้กลับเดือด ไม่มีใบอนุญาต แต่อ้างประสบการณ์ 24 ปี
![แฉพี่เลี้ยงมหาภัย แฉพี่เลี้ยงมหาภัย]()
![แฉพี่เลี้ยงมหาภัย แฉพี่เลี้ยงมหาภัย]()
ปั้น เล่าว่า คุณแม่วัย 78 ปี ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบและมีภาวะสมองฝ่อ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 หลังออกจากโรงพยาบาลก็กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เมื่อคุณแม่ขอกลับมาอยู่บ้าน ครอบครัวจึงติดต่อหาพี่เลี้ยงผ่านเพจดูแลผู้สูงอายุ และได้ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อเล่นว่า "นับเดือน" อายุ 44 ปี มาทำงานแทนพี่เลี้ยงประจำที่ยังติดเคสเก่าอยู่ โดยนับเดือนอ้างว่าสามารถดูแลผู้ป่วยได้ครบทุกด้าน ทั้งอาบน้ำ ป้อนข้าว ป้อนยา และ "ทำกายภาพบำบัด"
หลังทำงานทดลอง 6 วันแรกเป็นที่น่าพอใจ ครอบครัวจึงตัดสินใจจ้างต่อเนื่อง ด้วยค่าจ้างเดือนละ 26,000 บาท แบ่งจ่ายทุก 15 วัน พร้อมค่าวันหยุดพิเศษวันละ 800 บาท โดยพี่เลี้ยงพักอาศัยกินอยู่ในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง กินอยู่ในบ้านฟรี
คุณสมบัติของพี่เลี้ยง
พี่เลี้ยงอ้างประสบการณ์ดูแลผู้สูงอายุมา 20 กว่าปี (ทำอาชีพนี้ตั้งแต่อายุ 20) ไม่มีใบประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด และไม่ได้เรียนกายภาพบำบัดอย่างเป็นทางการ รวมถึงอ้างว่าเคยพาผู้ป่วยไปทำกายภาพที่โรงพยาบาล แล้ว "ดูนักกายภาพสอน" ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงนำมาใช้เอง
![แฉพี่เลี้ยงมหาภัย แฉพี่เลี้ยงมหาภัย]()
![แฉพี่เลี้ยงมหาภัย แฉพี่เลี้ยงมหาภัย]()
คำตอบดังกล่าวทำให้ครอบครัวเริ่มย้อนกลับไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม และพบว่าคุณแม่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก เริ่มซึม ไม่ค่อยตอบสนอง และนอนไม่หลับในเวลากลางคืน
![แฉพี่เลี้ยงมหาภัย แฉพี่เลี้ยงมหาภัย]()
![แฉพี่เลี้ยงมหาภัย แฉพี่เลี้ยงมหาภัย]()
เมื่อไล่ดูคลิปย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 24-26 สิงหาคม ปั้นพบคลิปจำนวนมากที่บันทึกช่วงเวลาที่ตนเองออกไปทำงานหรือกำลังนอนหลับ โดยบางคลิปมีเสียงคุณแม่ร้องด้วยความเจ็บปวด ด้านทนายแก้วอ่านรายละเอียดเวลาที่ครอบครัวบันทึกไว้จากคลิป อาทิ
จุดแตกหักกับพี่เลี้ยง
วันที่ 23 สิงหาคม ครอบครัวนำคลิปไปเผชิญหน้ากับพี่เลี้ยงโดยตรง โดยตอนแรกไม่ได้รับคำตอบ แต่เมื่อเหลือพี่เลี้ยงอยู่กับปั้นตามลำพัง พี่เลี้ยงจึงยอมรับว่าได้ตีขาคุณแม่ในวันที่ 18 สิงหาคม ทางภรรยาจึงตัดสินใจให้ออกจากงานทันที โดยวัลระบุว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตักเตือน ก่อนหน้านี้เคยพบพี่เลี้ยงใช้วาจารุนแรงกับคุณแม่มาแล้วถึง 2 ครั้ง
หลังพี่เลี้ยงคนดังกล่าวออกจากงาน ปั้นเป็นผู้ดูแลคุณแม่เอง และพบว่าคุณแม่เริ่มสื่อสารและเล่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นได้มากขึ้น โดยปั้นเล่าว่า "แม่บอกว่ามันชอบกระชากหัวแม่ มันชอบเอาแขนดันคางแม่ มันชอบอุ้มแม่แล้วให้กระแทกกับรถอาบน้ำ" และยังเล่าว่าเคยถูกข่มขู่ไม่ให้ฟ้องร้อง เพราะเกรงว่าพี่เลี้ยงจะทำรุนแรงขึ้น
![แฉพี่เลี้ยงมหาภัย แฉพี่เลี้ยงมหาภัย]()
![แฉพี่เลี้ยงมหาภัย แฉพี่เลี้ยงมหาภัย]()
ปั้นเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี ในคืนวันที่ 24 สิงหาคม แต่เนื่องจากกระบวนการทางคดีทำร้ายร่างกายต้องรอใบตรวจร่างกายจากแพทย์นิติเวชอย่างน้อย 3 สัปดาห์ ครอบครัวจึงตัดสินใจติดต่อเพจสายไหมต้องรอด เพื่อเผยแพร่เป็นการเตือนภัยล่วงหน้าระหว่างดำเนินคดี
ฝั่งพี่เลี้ยง "นับเดือน" ยืนยันไม่ได้ทำเกินเลย (ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์)
ในรายการได้ต่อสายให้พี่เลี้ยง "นับเดือน" อายุ 44 ปี ชี้แจงด้วยตนเอง โดยระบุว่า ตนดูแลผู้สูงอายุมานานกว่า 20 ปี แต่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด และไม่ได้จบการศึกษาด้านนี้โดยตรง เพียงเคยพาญาติไปทำกายภาพที่โรงพยาบาลและได้เรียนรู้วิธีการจากนักกายภาพบำบัดในสถานที่จริงเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น
นับเดือนยืนยันตลอดการให้สัมภาษณ์ว่าสิ่งที่ทำไม่ได้รุนแรงเกินไป โดยอธิบายว่าคุณย่ามีอาการเกร็งต่อต้านจึงต้องออกแรง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ล็อกคอ ไม่ได้กดศีรษะ และไม่ได้เตะขาผู้ป่วยตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมอ้างว่าสามารถทำให้คุณย่ากลับมายืนและเดินได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถขยับตัวได้เลย
เมื่อถูกซักถึงคำพูดที่ใช้คำว่า "สมองหมา" กับผู้ป่วย นับเดือนยอมรับว่าเคยพูดจริงในช่วงที่คุณแม่ไม่ทำตามที่บอกขณะอาบน้ำ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้พูดบ่อยหรือทุกวัน
เมื่อทนายแก้วและเอกภพนำภาพจากคลิปมาซักถามเป็นช่วง ๆ นับเดือนยังคงปฏิเสธเกือบทุกประเด็น โดยระบุว่า "หนูเอามือหนูกันไว้ค่ะ หนูรู้ค่ะ เพราะหนูทำ มือหนูนี่แหละค่ะโดน ดูในกล้องเลยค่ะ" และยังกล่าวว่า "ถ้าหนูทำ คุณย่าคงบาดเจ็บแล้วค่ะ หนูไม่ได้เตะขาค่ะ"
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ (ศ. ดร. กภ.รัมภา บุญสินสุข เลขาธิการสภากายภาพบำบัด)
ประเด็นกฎหมาย (ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล)
อาการล่าสุดของคุณแม่หลังไล่พี่เลี้ยงออก
วัล เปิดเผยว่า หลังพี่เลี้ยงคนดังกล่าวออกจากงาน อาการของคุณแม่ดีขึ้นตามลำดับ สามารถพูดคุยได้มากขึ้น นอนหลับได้ยาวขึ้น และขยับแขนขาได้คล่องกว่าเดิม ขณะที่ปั้นเสริมว่า ปัจจุบันคุณแม่สามารถหยิบจับแก้วน้ำเพื่อบ้วนปากได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้มาก่อนในช่วงที่มีพี่เลี้ยงคนดังกล่าวดูแลอยู่
![แฉพี่เลี้ยงมหาภัย แฉพี่เลี้ยงมหาภัย]()
![แฉพี่เลี้ยงมหาภัย แฉพี่เลี้ยงมหาภัย]()

เกิดเป็นประเด็นร้อนในสังคมออนไลน์ หลังลูกชายของผู้ป่วยติดเตียงวัย 78 ปี ออกมาเปิดโปงพฤติกรรมของพี่เลี้ยงที่จ้างมาดูแลมารดา โดยอ้างว่าเป็นการทำกายภาพบำบัด แต่จากคลิปวงจรปิดกลับพบพฤติกรรมที่เข้าข่ายการทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รายการโหนกระแส วันที่ 8 กันยายน 2569 ได้เชิญ "ปั้น" ลูกชายผู้เสียหาย, "วัล" ภรรยา, เอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล มาร่วมพูดคุยในรายการ พร้อมทั้งต่อสายพูดคุยกับพี่เลี้ยงคนดังกล่าวและเลขาธิการสภากายภาพบำบัด เพื่อฟังความเห็นทางวิชาการ

จุดเริ่มต้นคือจ้างพี่เลี้ยงดูแลแม่ป่วยหลอดเลือดสมอง
ปั้น เล่าว่า คุณแม่วัย 78 ปี ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบและมีภาวะสมองฝ่อ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567 หลังออกจากโรงพยาบาลก็กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง เมื่อคุณแม่ขอกลับมาอยู่บ้าน ครอบครัวจึงติดต่อหาพี่เลี้ยงผ่านเพจดูแลผู้สูงอายุ และได้ผู้หญิงคนหนึ่งชื่อเล่นว่า "นับเดือน" อายุ 44 ปี มาทำงานแทนพี่เลี้ยงประจำที่ยังติดเคสเก่าอยู่ โดยนับเดือนอ้างว่าสามารถดูแลผู้ป่วยได้ครบทุกด้าน ทั้งอาบน้ำ ป้อนข้าว ป้อนยา และ "ทำกายภาพบำบัด"
หลังทำงานทดลอง 6 วันแรกเป็นที่น่าพอใจ ครอบครัวจึงตัดสินใจจ้างต่อเนื่อง ด้วยค่าจ้างเดือนละ 26,000 บาท แบ่งจ่ายทุก 15 วัน พร้อมค่าวันหยุดพิเศษวันละ 800 บาท โดยพี่เลี้ยงพักอาศัยกินอยู่ในบ้านตลอด 24 ชั่วโมง กินอยู่ในบ้านฟรี
คุณสมบัติของพี่เลี้ยง
พี่เลี้ยงอ้างประสบการณ์ดูแลผู้สูงอายุมา 20 กว่าปี (ทำอาชีพนี้ตั้งแต่อายุ 20) ไม่มีใบประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด และไม่ได้เรียนกายภาพบำบัดอย่างเป็นทางการ รวมถึงอ้างว่าเคยพาผู้ป่วยไปทำกายภาพที่โรงพยาบาล แล้ว "ดูนักกายภาพสอน" ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงนำมาใช้เอง


จุดเริ่มต้นของความสงสัย
- ต้นเดือนมกราคม 2569 เริ่มพบแผลช้ำที่สะบักซ้ายของคุณแม่ พี่เลี้ยงอ้างว่าคุณแม่นั่งพิงชักโครก
- 19 สิงหาคม 2569 ภรรยาได้ยินเสียงร้อง เห็นพี่เลี้ยงเอาผ้าคลุมศีรษะคุณแม่ พี่เลี้ยงอ้างว่า "คุณแม่ร้องเพลงชาติ"
คำตอบดังกล่าวทำให้ครอบครัวเริ่มย้อนกลับไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม และพบว่าคุณแม่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก เริ่มซึม ไม่ค่อยตอบสนอง และนอนไม่หลับในเวลากลางคืน


เปิดคลิป พบพฤติกรรมทารุณต่อเนื่อง
เมื่อไล่ดูคลิปย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 24-26 สิงหาคม ปั้นพบคลิปจำนวนมากที่บันทึกช่วงเวลาที่ตนเองออกไปทำงานหรือกำลังนอนหลับ โดยบางคลิปมีเสียงคุณแม่ร้องด้วยความเจ็บปวด ด้านทนายแก้วอ่านรายละเอียดเวลาที่ครอบครัวบันทึกไว้จากคลิป อาทิ
- ด่าทอ ("สมองหมา"), ตี, กดหน้า, ดัดนิ้วเท้า
- กดคอ/บีบคอขณะเปลี่ยนเสื้อผ้าและสระผม โดยเอาผ้าคลุมหัวแล้วเอาศอกกดหัวให้ก้ม
- ยกแขน-ขาแรง ๆ จนกระแทกกับเหล็กม่าน/รถเข็น เกิดรอยช้ำ
- ป้อนข้าวแบบยัด จนสำลัก
- มีเสียงตีในห้องน้ำ และคุณแม่ร้องด้วยความเจ็บปวด
ทั้งหมดเกิดในช่วงที่ลูกชายไปทำงานหรือหลับ
จุดแตกหักกับพี่เลี้ยง
วันที่ 23 สิงหาคม ครอบครัวนำคลิปไปเผชิญหน้ากับพี่เลี้ยงโดยตรง โดยตอนแรกไม่ได้รับคำตอบ แต่เมื่อเหลือพี่เลี้ยงอยู่กับปั้นตามลำพัง พี่เลี้ยงจึงยอมรับว่าได้ตีขาคุณแม่ในวันที่ 18 สิงหาคม ทางภรรยาจึงตัดสินใจให้ออกจากงานทันที โดยวัลระบุว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตักเตือน ก่อนหน้านี้เคยพบพี่เลี้ยงใช้วาจารุนแรงกับคุณแม่มาแล้วถึง 2 ครั้ง
หลังพี่เลี้ยงคนดังกล่าวออกจากงาน ปั้นเป็นผู้ดูแลคุณแม่เอง และพบว่าคุณแม่เริ่มสื่อสารและเล่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นได้มากขึ้น โดยปั้นเล่าว่า "แม่บอกว่ามันชอบกระชากหัวแม่ มันชอบเอาแขนดันคางแม่ มันชอบอุ้มแม่แล้วให้กระแทกกับรถอาบน้ำ" และยังเล่าว่าเคยถูกข่มขู่ไม่ให้ฟ้องร้อง เพราะเกรงว่าพี่เลี้ยงจะทำรุนแรงขึ้น


แจ้งความ และตัดสินใจเปิดเผยเป็นอุทาหรณ์
ปั้นเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี ในคืนวันที่ 24 สิงหาคม แต่เนื่องจากกระบวนการทางคดีทำร้ายร่างกายต้องรอใบตรวจร่างกายจากแพทย์นิติเวชอย่างน้อย 3 สัปดาห์ ครอบครัวจึงตัดสินใจติดต่อเพจสายไหมต้องรอด เพื่อเผยแพร่เป็นการเตือนภัยล่วงหน้าระหว่างดำเนินคดี
เอกภพ เปิดเผยว่า เมื่อเห็นคลิปครั้งแรกก็ตกใจอย่างมาก และระบุว่าพี่เลี้ยงคนดังกล่าวอาจไปสมัครงานดูแลผู้สูงอายุที่บ้านอื่นต่อแล้ว จึงอยากให้เป็นอุทาหรณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับครอบครัวอื่น พร้อมเรียกร้องให้ตำรวจนำคลิปทั้งหมดไปใช้ประกอบสำนวนคดี ไม่ใช่พิจารณาเพียงร่องรอยการบาดเจ็บครั้งล่าสุดเท่านั้น
ฝั่งพี่เลี้ยง "นับเดือน" ยืนยันไม่ได้ทำเกินเลย (ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์)
ในรายการได้ต่อสายให้พี่เลี้ยง "นับเดือน" อายุ 44 ปี ชี้แจงด้วยตนเอง โดยระบุว่า ตนดูแลผู้สูงอายุมานานกว่า 20 ปี แต่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด และไม่ได้จบการศึกษาด้านนี้โดยตรง เพียงเคยพาญาติไปทำกายภาพที่โรงพยาบาลและได้เรียนรู้วิธีการจากนักกายภาพบำบัดในสถานที่จริงเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้น
นับเดือนยืนยันตลอดการให้สัมภาษณ์ว่าสิ่งที่ทำไม่ได้รุนแรงเกินไป โดยอธิบายว่าคุณย่ามีอาการเกร็งต่อต้านจึงต้องออกแรง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ล็อกคอ ไม่ได้กดศีรษะ และไม่ได้เตะขาผู้ป่วยตามที่ถูกกล่าวหา พร้อมอ้างว่าสามารถทำให้คุณย่ากลับมายืนและเดินได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถขยับตัวได้เลย
เมื่อถูกซักถึงคำพูดที่ใช้คำว่า "สมองหมา" กับผู้ป่วย นับเดือนยอมรับว่าเคยพูดจริงในช่วงที่คุณแม่ไม่ทำตามที่บอกขณะอาบน้ำ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้พูดบ่อยหรือทุกวัน
เมื่อทนายแก้วและเอกภพนำภาพจากคลิปมาซักถามเป็นช่วง ๆ นับเดือนยังคงปฏิเสธเกือบทุกประเด็น โดยระบุว่า "หนูเอามือหนูกันไว้ค่ะ หนูรู้ค่ะ เพราะหนูทำ มือหนูนี่แหละค่ะโดน ดูในกล้องเลยค่ะ" และยังกล่าวว่า "ถ้าหนูทำ คุณย่าคงบาดเจ็บแล้วค่ะ หนูไม่ได้เตะขาค่ะ"
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ (ศ. ดร. กภ.รัมภา บุญสินสุข เลขาธิการสภากายภาพบำบัด)
- ยืนยันว่าการทำกายภาพบำบัดต้องทำด้วยความนุ่มนวล ไม่กระแทก เพราะผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง เสี่ยงข้อต่อ/เอ็นบาดเจ็บ
- วิธีการเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยกดคอ, การสระผมโดยบิดคอ-เอาเข่ากด ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง และอาจทำให้หายใจไม่ออกหรือบาดเจ็บ
- คนที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดทำกายภาพให้ผู้อื่น ถือว่าผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.วิชาชีพกายภาพบำบัด แม้ญาติจะอนุญาตก็ทำไม่ได้
- การไปดูงานที่โรงพยาบาลเพียง 2 สัปดาห์ ไม่สามารถเป็นนักกายภาพบำบัดได้ (หลักสูตรจริงต้องเรียน 4 ปีและสอบใบอนุญาต)
ประเด็นกฎหมาย (ทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล)
- ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย มาตรา 295 : จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท
- ความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความหวาดกลัว มาตรา 309 : จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท
- ความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพกายภาพบำบัด มาตรา 28 (ประกอบวิชาชีพโดยไม่มีใบอนุญาต) : จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- เป็นคดีอาญาแผ่นดิน นับเป็นความผิดหลายกรรมต่างวาระ (แยกกระทงตามแต่ละเหตุการณ์)
- ครอบครัวได้แจ้งความที่ สภ.เมืองชลบุรี แล้ว อยู่ระหว่างรอใบตรวจร่างกายจากนิติเวช (ใช้เวลาอย่างน้อย 3 สัปดาห์) จึงติดต่อเพจสายไหมต้องรอด เพื่อเผยแพร่เป็นการเตือนภัยก่อน
อาการล่าสุดของคุณแม่หลังไล่พี่เลี้ยงออก
วัล เปิดเผยว่า หลังพี่เลี้ยงคนดังกล่าวออกจากงาน อาการของคุณแม่ดีขึ้นตามลำดับ สามารถพูดคุยได้มากขึ้น นอนหลับได้ยาวขึ้น และขยับแขนขาได้คล่องกว่าเดิม ขณะที่ปั้นเสริมว่า ปัจจุบันคุณแม่สามารถหยิบจับแก้วน้ำเพื่อบ้วนปากได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้มาก่อนในช่วงที่มีพี่เลี้ยงคนดังกล่าวดูแลอยู่








