เด็กสาววัยเพียง 15 ปี เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ หลังมีอาการผิดปกตินานกว่า 1 ปี แต่เลือกเก็บเงียบเพราะกลัวถูกครอบครัวตำหนิ กว่าจะรู้ตัวโรคกลับลุกลามแล้ว
![มะเร็งลำไส้ มะเร็งลำไส้]()
แพทย์หญิงฉาง ซูรี จากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ได้นำกรณีนี้มาเล่าผ่านรายการสุขภาพออนไลน์ โดยระบุว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นหนึ่งในกรณีที่เธอรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีอายุน้อยที่สุดที่เธอเคยรักษา และกว่าจะได้รับการวินิจฉัย โรคก็อยู่ในระยะลุกลามแล้ว
ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี เด็กสาวมีอาการท้องเสียต่อเนื่อง ท้องอืด ไม่สบายท้อง รวมถึงมีเลือดออกขณะขับถ่าย แต่เธอเลือกเก็บอาการเหล่านี้ไว้เพียงลำพัง เนื่องจากกลัวว่าพ่อแม่จะตำหนิ เพราะทราบดีว่าพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเธอเป็นสิ่งที่ครอบครัวเคยเตือนอยู่เสมอ
ต่อมาเด็กสาวมีอาการรุนแรงขึ้นจนเธอปวดท้องอย่างหนักและหมดสติที่โรงเรียน เมื่อถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน แพทย์พบว่าเนื้องอกได้แพร่กระจายไปแล้ว ทำให้โอกาสในการรักษาเหลือน้อยมาก สุดท้ายเด็กสาวต้องเสียชีวิตลงในวัยเพียง 15 ปี หลังจากใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอยู่บนเตียงผู้ป่วยและเผชิญกับความเจ็บปวด
![มะเร็งลำไส้ มะเร็งลำไส้]()
ชีวิตประจำวันของเด็กสาวเกี่ยวข้องกับการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน การรับประทานอาหารนอกบ้าน และการออกไปกินอาหารกับเพื่อน โดยเมนูที่ชื่นชอบส่วนใหญ่เป็นอาหารทอด อาหารย่าง อาหารรสเผ็ด รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น ไก่ทอด บะหมี่รสเผ็ด เนื้อย่าง น้ำอัดลม ชานม และมันฝรั่งทอด
นอกจากนี้เธอยังมีพฤติกรรมรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ไม่ได้ยึดตามมื้ออาหารอย่างสม่ำเสมอ และมีการรับประทานอาหารในช่วงกลางคืนร่วมด้วย ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับความกดดันด้านการเรียนและการพักผ่อนไม่เพียงพอจากการนอนดึกเป็นประจำ
แพทย์หญิงฉาง อธิบายว่า อาหารทอดและอาหารย่างที่ผ่านความร้อนสูงสามารถก่อให้เกิดสารบางชนิด เช่น โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน หรือ PAHs และเฮเทอโรไซคลิกเอมีน หรือ HCAs ซึ่งเมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารและมีการสะสมอาจกระตุ้นให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์เยื่อบุลำไส้ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดเซลล์มะเร็ง
ส่วนการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวจากอาหารทอด อาจกระตุ้นการหลั่งกรดน้ำดีมากขึ้น เมื่อสารดังกล่าวถูกเปลี่ยนแปลงโดยแบคทีเรียในลำไส้ อาจเกิดสารที่สร้างความระคายเคืองต่อเยื่อบุลำไส้ได้ ขณะที่การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจทำให้ระดับอินซูลินและ IGF-1 เพิ่มขึ้น ซึ่งแพทย์ระบุว่าเป็นปัจจัยที่สามารถส่งเสริมการเติบโตและการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
แพทย์ยังเตือนว่า เมื่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารดังกล่าวเกิดขึ้นร่วมกับการนอนดึกและความกดดันจากการเรียน อาจส่งผลต่อจังหวะการทำงานของร่างกาย กระตุ้นภาวะอักเสบ และเกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำหนักตัว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญต่อสุขภาพ
กรณีของเด็กสาววัย 15 ปี รายนี้ สะท้อนถึงความสำคัญของการสังเกตความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โดยอาการที่พบในผู้ป่วย ได้แก่
หมอฝากคำเตือนว่า ไม่ควรมองข้ามสัญญาณผิดปกติที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอาการเกี่ยวกับระบบขับถ่าย เพราะการปล่อยให้ความผิดปกติดำเนินต่อไปโดยไม่ตรวจหาสาเหตุอาจทำให้การวินิจฉัยโรคล่าช้า
กรณีชวนสะเทือนใจในครั้งนี้นับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการดูแลพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม และการใส่ใจต่อสัญญาณที่ร่างกายกำลังส่งออกมา หากพบความผิดปกติควรแจ้งให้คนในครอบครัวทราบและเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุโดยเร็ว เพื่อแก้ไขพฤติกรรมการใช้ชีวิตและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ทันท่วงที

วันที่ 16 กันยายน 2569 เว็บไซต์ Kenh14 รายงานว่า ที่ประเทศจีนมีการเปิดเผยเคสชวนใจหายของเด็กสาววัย 15 ปี ที่ต้องเผชิญกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา ก่อนที่ครอบครัวจะเพิ่งมารู้ว่าร่างกายของลูกสาวเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติมานานตลอดช่วง 1 ปี แต่เด็กสาวกลับไม่ได้เปิดเผยให้ใครรู้
แพทย์หญิงฉาง ซูรี จากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ได้นำกรณีนี้มาเล่าผ่านรายการสุขภาพออนไลน์ โดยระบุว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นหนึ่งในกรณีที่เธอรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีอายุน้อยที่สุดที่เธอเคยรักษา และกว่าจะได้รับการวินิจฉัย โรคก็อยู่ในระยะลุกลามแล้ว
ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี เด็กสาวมีอาการท้องเสียต่อเนื่อง ท้องอืด ไม่สบายท้อง รวมถึงมีเลือดออกขณะขับถ่าย แต่เธอเลือกเก็บอาการเหล่านี้ไว้เพียงลำพัง เนื่องจากกลัวว่าพ่อแม่จะตำหนิ เพราะทราบดีว่าพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเธอเป็นสิ่งที่ครอบครัวเคยเตือนอยู่เสมอ
ต่อมาเด็กสาวมีอาการรุนแรงขึ้นจนเธอปวดท้องอย่างหนักและหมดสติที่โรงเรียน เมื่อถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉิน แพทย์พบว่าเนื้องอกได้แพร่กระจายไปแล้ว ทำให้โอกาสในการรักษาเหลือน้อยมาก สุดท้ายเด็กสาวต้องเสียชีวิตลงในวัยเพียง 15 ปี หลังจากใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอยู่บนเตียงผู้ป่วยและเผชิญกับความเจ็บปวด

พฤติกรรมการกินที่อาจส่งผลเสียต่อลำไส้
แพทย์หญิงฉาง ระบุว่า เด็กสาวเติบโตมากับครอบครัวที่พ่อแม่มีภาระงานค่อนข้างมาก ประกอบกับได้รับการตามใจมาตั้งแต่เด็ก ทำให้ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเธอสามารถเลือกรับประทานอาหารตามความต้องการของตัวเองเป็นส่วนใหญ่
ชีวิตประจำวันของเด็กสาวเกี่ยวข้องกับการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน การรับประทานอาหารนอกบ้าน และการออกไปกินอาหารกับเพื่อน โดยเมนูที่ชื่นชอบส่วนใหญ่เป็นอาหารทอด อาหารย่าง อาหารรสเผ็ด รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น ไก่ทอด บะหมี่รสเผ็ด เนื้อย่าง น้ำอัดลม ชานม และมันฝรั่งทอด
นอกจากนี้เธอยังมีพฤติกรรมรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ไม่ได้ยึดตามมื้ออาหารอย่างสม่ำเสมอ และมีการรับประทานอาหารในช่วงกลางคืนร่วมด้วย ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับความกดดันด้านการเรียนและการพักผ่อนไม่เพียงพอจากการนอนดึกเป็นประจำ
แพทย์หญิงฉาง อธิบายว่า อาหารทอดและอาหารย่างที่ผ่านความร้อนสูงสามารถก่อให้เกิดสารบางชนิด เช่น โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน หรือ PAHs และเฮเทอโรไซคลิกเอมีน หรือ HCAs ซึ่งเมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารและมีการสะสมอาจกระตุ้นให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์เยื่อบุลำไส้ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดเซลล์มะเร็ง
ส่วนการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวจากอาหารทอด อาจกระตุ้นการหลั่งกรดน้ำดีมากขึ้น เมื่อสารดังกล่าวถูกเปลี่ยนแปลงโดยแบคทีเรียในลำไส้ อาจเกิดสารที่สร้างความระคายเคืองต่อเยื่อบุลำไส้ได้ ขณะที่การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจทำให้ระดับอินซูลินและ IGF-1 เพิ่มขึ้น ซึ่งแพทย์ระบุว่าเป็นปัจจัยที่สามารถส่งเสริมการเติบโตและการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
แพทย์ยังเตือนว่า เมื่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารดังกล่าวเกิดขึ้นร่วมกับการนอนดึกและความกดดันจากการเรียน อาจส่งผลต่อจังหวะการทำงานของร่างกาย กระตุ้นภาวะอักเสบ และเกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำหนักตัว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ควรให้ความสำคัญต่อสุขภาพ
หมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่ไม่ควรปล่อยผ่าน
กรณีของเด็กสาววัย 15 ปี รายนี้ สะท้อนถึงความสำคัญของการสังเกตความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร โดยอาการที่พบในผู้ป่วย ได้แก่
- ท้องอืด
- ปวดท้อง
- เบื่ออาหาร
- การขับถ่ายผิดปกติ
- อุจจาระมีขนาดเล็ก
- ท้องผูก
- ท้องเสีย
- มีเลือดออกขณะขับถ่าย
- เหนื่อยง่าย
- น้ำหนักลด
- ร่างกายอ่อนแอลง
หมอฝากคำเตือนว่า ไม่ควรมองข้ามสัญญาณผิดปกติที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอาการเกี่ยวกับระบบขับถ่าย เพราะการปล่อยให้ความผิดปกติดำเนินต่อไปโดยไม่ตรวจหาสาเหตุอาจทำให้การวินิจฉัยโรคล่าช้า
กรณีชวนสะเทือนใจในครั้งนี้นับเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการดูแลพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม และการใส่ใจต่อสัญญาณที่ร่างกายกำลังส่งออกมา หากพบความผิดปกติควรแจ้งให้คนในครอบครัวทราบและเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุโดยเร็ว เพื่อแก้ไขพฤติกรรมการใช้ชีวิตและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ทันท่วงที
ขอบคุณข้อมูลจาก kenh14






