ไฮโซปอ ตนุภัทร แจงปมดราม่าโกคาร์ทเด็ก ย้ำชัดไม่ขอเปลี่ยนอันดับ น้องแมคลาเรน พร้อมแสดงความยินดี น้องพายุ เข้าเส้นชัยที่ 1 หวังได้รู้แค่ผลตรวจเครื่องยนต์

จากประเด็นดราม่าการแข่งขันรถโกคาร์ท รุ่น Cadet B อายุ 8-9 ปี หลัง น้องพายุ ลูกชายของ ชมพู่ อารยา เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 แต่ผลการแข่งขันยังไม่สามารถประกาศอย่างเป็นทางการและยังไม่มีการมอบถ้วยรางวัล ต่อมา ไฮโซปอ ตนุภัทร เลิศทวีวิทย์ ในฐานะผู้จัดการทีม TNP Motorsport ได้ชี้แจงเหตุผลที่ตัดสินใจยื่นประท้วง หลังจากที่ น้องแมคลาเรน ลูกชายวัย 8 ขวบ คว้าอันดับ 2 ในรุ่นอายุ 8-9 ปี และอันดับ 3 ของภาพรวม ไม่ได้เป็นการออกมาเรียกร้องเพราะลูกแพ้ แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความถูกต้องของการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
ล่าสุด (14 ตุลาคม 2569) ไฮโซปอ ตนุภัทร โพสต์อีกครั้ง ระบุว่า อยากให้แยกเป็น 2 มุม ทั้งเรื่องของเด็ก ๆ ที่ไม่ควรมีใครเสียใจเพราะคำตัดสินของผู้ใหญ่ ดังนั้นผู้ใหญ่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเด็กทั้ง 21 คน พร้อมแสดงความยินดีกับน้องพายุที่เข้าเส้นชัยเป็นคนแรก
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanupat Lerttaweevit
โพสต์ดังกล่าว ระบุว่า เด็กทั้ง 21 คนที่ลงสนามในวันนั้น ไม่ควรมีใครต้องเสียใจจากความผิดพลาดของผู้ใหญ่
ผมขอเริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริงว่า ผมเป็นพ่อของน้องแมคลาเรน ซึ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 2 ในรุ่นนี้ และเข้าใจดีว่าหลายคนอาจมองว่าผมออกมาพูดเพราะลูกแพ้ จึงขอยืนยันตั้งแต่ต้นว่า ผมไม่ได้เรียกร้องให้เปลี่ยนอันดับการแข่งขัน และไม่ได้ต้องการถ้วยรางวัลอันดับ 1 ให้ลูกชาย
ตลอดสองวันที่ผ่านมา ผมอ่านความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทั้งผู้ที่เข้าใจและผู้ที่มีมุมมองแตกต่างกัน โดยไม่ได้โกรธใคร เพราะเชื่อว่าทุกคนต่างรักและเป็นห่วงเด็ก ๆ เช่นเดียวกัน
สิ่งที่ติดอยู่ในใจผมมากที่สุดไม่ใช่ถ้วยรางวัล แต่คือน้ำตาและความผิดหวังของเด็ก ๆ โดยหนึ่งในนั้นคือน้องพายุ ซึ่งทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดและเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ขึ้นรับถ้วยรางวัล เรื่องนี้ทำให้ผมรู้สึกบีบคั้นหัวใจอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ยังมีเด็กอีก 20 คนและครอบครัวของพวกเขาที่มีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความเป็นธรรมในการแข่งขันครั้งนี้เช่นเดียวกัน ผมจึงอยากให้ทุกคนเปิดใจรับฟังข้อเท็จจริง และมองเรื่องนี้ด้วยหัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่ โดยไม่แบ่งแยกว่าเด็กคนไหนเป็นลูกของใคร
-001_10.jpg)
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanupat Lerttaweevit
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanupat Lerttaweevit
ผมขอแยกประเด็นนี้ออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน
ส่วนแรก คือเรื่องของเด็ก ๆ
เด็กอายุเพียง 8–9 ขวบ จำนวน 21 คน ต้องสวมชุดแข่งที่ร้อนอบอ้าว สวมหมวกกันน็อกที่หนักและใหญ่เมื่อเทียบกับตัวเอง ก่อนนั่งอยู่หลังพวงมาลัยท่ามกลางแดดจ้า และเร่งเครื่องเข้าโค้งด้วยความเร็วที่ผู้ใหญ่หลายคนยังไม่กล้าทำ
เด็ก ๆ ทุกคนฝึกซ้อมกันมาหลายเดือน ต้องเผชิญทั้งความร้อน ความเหน็ดเหนื่อย และความผิดหวัง บางคนเคยหลุดโค้ง ประสบอุบัติเหตุ หรือได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ยังลุกขึ้นมาฝึกซ้อมต่อ
ผมเข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเห็นลูกชายผ่านทุกอย่างมากับตา และเชื่อว่าเด็กอีก 20 คน รวมถึงน้องพายุ ต่างก็ผ่านความพยายามเหล่านี้มาไม่ต่างกัน
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanupat Lerttaweevit
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทุกคนควรภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชนะหรือเด็กคนใดก็ตามที่ทุ่มเทอย่างเต็มความสามารถ เด็กทุกคนควรได้กลับบ้านพร้อมรอยยิ้ม ได้รับกำลังใจให้ฝึกซ้อมต่อ และได้เรียนรู้ว่ากีฬาสอนให้รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และมีน้ำใจต่อกัน
ไม่ควรมีเด็กคนใดต้องเสียใจจากความผิดพลาดในการตัดสินใจของผู้ใหญ่ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 หรืออันดับใดก็ตาม
ส่วนที่สอง คือเรื่องของผู้ใหญ่ทุกคน รวมถึงตัวผมเอง
ตั้งแต่วันรับรถ โครงการได้มอบเอกสารกติกาให้ผู้ปกครองทุกครอบครัว โดยมีข้อกำหนดสำคัญเกี่ยวกับมาตรฐานของรถและเครื่องยนต์
ข้อ 1 ระบุว่า
"รถ Kart KR เครื่องยนต์ IAME X30/60cc พร้อมอุปกรณ์ ชิ้นส่วนเหมือนกันทุกชิ้น ไม่สามารถดัดแปลง เปลี่ยนชิ้นส่วนที่มิใช่ STD"
ขณะที่ข้อ 6 ระบุว่า
"รถคาร์ททุกคันเหมือนกัน ทุกชิ้นเหมือนกัน"
นอกจากนี้ ข้อกำหนดของโครงการสำหรับรุ่น Cadet B ยังระบุถึงการห้ามเปลี่ยนชิ้นส่วนหรือเสื้อสูบเป็นรุ่นอื่นนอกเหนือจากมาตรฐานที่กำหนด
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanupat Lerttaweevit
การตรวจสภาพเครื่องยนต์ก่อนการแข่งขันเป็นการตรวจเบื้องต้น ส่วนการตรวจสอบหลังการแข่งขันจะเป็นการตรวจรายละเอียดทางเทคนิคเพิ่มเติม
ประเด็นที่ผมตั้งคำถามในครั้งนี้คือ รถที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ใช้เสื้อสูบ IAME ที่มีลักษณะตัวอักษรโลโก้ขนาดใหญ่ แตกต่างจากรถอีก 20 คันที่ใช้เสื้อสูบโลโก้ขนาดเล็ก
จากข้อมูลที่ผมได้รับ มีข้อสงสัยว่าเสื้อสูบดังกล่าวอาจเป็นรุ่นเก่าประมาณปี 2014 ซึ่งนำมาใช้ร่วมกับเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้ในการแข่งขันปี 2026
จึงเกิดคำถามว่า การนำเสื้อสูบต่างรุ่นมาใช้ร่วมกับเครื่องยนต์ที่โครงการกำหนด ถือเป็นการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ขัดต่อข้อบังคับของรุ่น Cadet B หรือไม่ และเหตุใดรถเพียงคันเดียวจึงมีชิ้นส่วนแตกต่างจากรถอีก 20 คัน ในการแข่งขันรุ่นที่กำหนดมาตรฐานอุปกรณ์ให้เหมือนกัน
นี่คือข้อเท็จจริงทางเทคนิคที่ผมต้องการให้คณะกรรมการตรวจสอบและชี้แจงอย่างชัดเจน โดยอ้างอิงจากเอกสารกติกาที่ผมแนบมาพร้อมข้อความนี้
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanupat Lerttaweevit
ผมไม่ได้ต้องการตัดสินด้วยตัวเองว่าใครกระทำผิด แต่ต้องการให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบชี้แจงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถูกต้องตามข้อบังคับหรือไม่ และผ่านกระบวนการตรวจสอบมาได้อย่างไร
ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์ จึงมอบความไว้วางใจให้ทีมช่างและผู้จัดการแข่งขันดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกติกา ผมจึงไม่ได้ออกมาเพื่อกล่าวโทษครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง
ผมเชื่อในความตั้งใจดีของทุกครอบครัว รวมถึงพี่น็อตและพี่ชมพู่ ที่พาลูกมาสนามแข่งขันด้วยความรักและความหวังดี ไม่ต่างจากผม
สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ ผู้ใหญ่ทุกฝ่ายร่วมกันรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยอมรับข้อเท็จจริง และหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ โดยให้เด็กทั้ง 21 คนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
ท้ายเอกสารของโครงการยังระบุเจตนารมณ์ของการแข่งขันว่า เป็นการมาร่วมสนุกกัน ไม่ใช่มาทะเลาะกัน และกีฬาคือการสร้างวินัยและน้ำใจนักกีฬาให้แก่ลูกหลาน
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanupat Lerttaweevit
ผมเห็นด้วยกับเจตนารมณ์นี้ทุกประการ และเชื่อว่าผู้ปกครองของเด็กทั้ง 21 คนก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน
ผมจึงขอให้คณะกรรมการพิจารณาหาทางออกอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความรู้สึกของเด็กและผู้ปกครองทุกครอบครัว เพราะเด็กไม่ได้เป็นคนเลือกเสื้อสูบ ไม่ได้เป็นคนกำหนดกติกา และไม่ได้เป็นผู้ตรวจสภาพรถ
การปล่อยให้เด็กอายุเพียง 8 ขวบต้องรับผลกระทบจากการกระทำหรือการตัดสินใจของผู้ใหญ่ เป็นสิ่งที่เราควรร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
สิ่งที่จะทำให้ข้อกังขาครั้งนี้คลี่คลายได้ คือการยอมรับข้อเท็จจริง ชี้แจงสิ่งที่ถูกต้อง แก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด และพัฒนาระบบตรวจสอบให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้การแข่งขันครั้งต่อไป เด็กทุกคนได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกันอย่างเป็นธรรมตั้งแต่ก่อนออกสตาร์ต
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanupat Lerttaweevit
ผมจึงขอเรียกร้องต่อคณะกรรมการจัดการแข่งขัน 2 ข้อ ดังนี้
1. ขอให้ประกาศผลและจัดพิธีมอบรางวัลโดยเร็วที่สุด
ขอให้คณะกรรมการพิจารณายุติข้อกังขาเกี่ยวกับรางวัลครั้งนี้อย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับการยอมรับในความพยายาม และมีโอกาสยืนบนโพเดียมอย่างภาคภูมิใจ
สำหรับผม ไม่ประสงค์เรียกร้องให้เปลี่ยนอันดับการแข่งขันหรือมอบถ้วยรางวัลอันดับ 1 ให้ลูกชาย
2. ขอให้ชี้แจงผลการตรวจสอบเครื่องยนต์หลังการแข่งขันอย่างละเอียดและเป็นทางการ
โดยชี้แจงต่อผู้ปกครองทุกครอบครัวถึงข้อเท็จจริง ข้อกำหนดที่ใช้พิจารณา และเหตุผลของคำวินิจฉัย พร้อมกำหนดมาตรการตรวจสอบที่ชัดเจนตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นกับเด็กคนใดอีก
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanupat Lerttaweevit
สุดท้ายนี้ ผมอยากพูดในฐานะพ่อคนหนึ่ง
ผมขอแสดงความยินดีกับน้องพายุที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความสามารถ และจิตใจของนักแข่งอย่างแท้จริง รวมถึงขอแสดงความยินดีกับพี่น็อต พี่ชมพู่ และครอบครัว ที่ทุ่มเทดูแลและสนับสนุนลูกจนสามารถสร้างผลงานที่น่าภาคภูมิใจได้ขนาดนี้
ผมเชื่อว่าน้องพายุ น้องแมคลาเรน และเด็กทุกคนในสนามวันนั้น ยังมีเส้นทางอีกยาวไกลที่จะเติบโตในวงการ Motorsport ไปด้วยกัน วันนี้พวกเขาอาจเป็นคู่แข่งกันในสนาม แต่ในอนาคตอาจได้เป็นเพื่อนร่วมทีมชาติไทย และช่วยกันนำธงชาติไทยไปโบกสะบัดบนเวทีโลก
ผมขอชื่นชมเด็กทั้ง 21 คนจากใจจริง เพราะกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนเก่งและยอดเยี่ยมมาก
ในฐานะพ่อ ผมเชื่อมั่นว่ายังสามารถฝึกฝน สนับสนุน และพัฒนาลูกชายให้เติบโตเป็นนักแข่งที่ดี และมีโอกาสก้าวไปสู่การเป็นแชมป์ได้ด้วยความสามารถของตัวเองในอนาคต
วันนี้ผมตั้งใจสอนให้ลูกรู้จักความเสียสละ มีน้ำใจนักกีฬา และเข้าใจว่าการแข่งขันย่อมมีทั้งแพ้และชนะ
สำหรับการแข่งขันสนามนี้ ผมขอยืนยันว่า ยอมรับให้ลูกชายอยู่ในอันดับ 2 ตามผลการแข่งขันเดิม และไม่ขอรับรางวัลหรืออันดับอื่นเพิ่มเติม
ภาพจาก เฟซบุ๊ก Thanupat Lerttaweevit
ผมไม่ได้มองว่านี่คือการยอมแพ้ แต่เป็นการเลือกที่จะรักษามิตรภาพ น้ำใจนักกีฬา และความรู้สึกของเด็ก ๆ เอาไว้
เพราะผมเชื่อว่าการเป็นนักแข่งที่ดีไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนถ้วยรางวัล แต่ยังวัดจากจิตใจ ความมีวินัย ความเคารพในกติกา และการให้เกียรติคู่แข่งขัน
ผมอยากให้ลูกได้เรียนรู้ว่า บางครั้งการรู้จักคำว่า "ยอม" ไม่ได้หมายความว่าเราอ่อนแอ แต่หมายถึงการรู้จักเสียสละเพื่อสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าชัยชนะ
ผมมั่นใจว่าวันหนึ่งลูกจะเติบโตเป็นนักแข่งที่มีความสามารถ และสร้างผลงานที่น่าภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยได้
สำหรับผม นี่คืออีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของการเติบโตเป็นนักกีฬา และเป็นบทเรียนที่ผมอยากให้ลูกจดจำไปตลอดชีวิตครับ
ด้วยความเคารพต่อทุกครอบครัว และด้วยความปรารถนาดีต่ออนาคตของเด็กทั้ง 21 คน






