
db









วันนี้ความสำเร็จดังกล่าวกำลังกระจายไปสู่สาวๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีการนำวัคซีนเข้ามาฉีดให้กับผู้สนใจแล้ว !
ขอบคุณ "หูด"
รู้หรือไม่ว่าวัคซีนมะเร็งปากมดลูกที่โด่งดังนี้ ถูกพัฒนามาจากการตั้งสมมติฐานว่าไวรัสหูดมีความสัมพันธ์ กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกในสตรี
นี่เป็นความคิดของ ศ.น.พ.ฮารัล ซัว เฮาเซน ศาสตราจารย์เกียรติคุณแห่งศูนย์วิจัยมะเร็ง เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และเป็นผู้ที่เคยได้รับรางวัลเจ้าฟ้ามหิดลในปี 2549
การวิจัยของ ศ.น.พ.เฮาเซน เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ.2513 โดยมุ่งไปที่เชื้อไวรัสเอชพีวี (human papilomavirus) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหูดที่ผิวหนังในช่วงต้นปี 2519 ด้วยการตั้งสมมติฐานว่า
"เชื้อไวรัสหูดอาจมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก จนกระทั่งปี พ.ศ.2523 สมมติฐานได้รับการพิสูจน์ในทางวิทยาศาสตร์ คณะวิจัยสามารถแยกไวรัสออกมาได้ 2 ชนิดคือ ชนิด 16 และ 18 โดยก่อนหน้าไวรัสทั้ง 2 ชนิดไม่เป็นที่รู้จักมาก่อน"
สมมติฐานนี้ สร้างความน่าตื่นเต้นให้กับวงการแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะรู้กันอยู่ว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อไวรัสก็ คือ การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์และการตั้งครรภ์เมื่ออายุยังน้อย
"ผู้ชายจะเป็นคนแพร่เชื้อ หากสามารถตรวจวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในระยะก่อนการเป็นมะเร็ง จะช่วยชีวิตของผู้หญิงที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้อย่างรวดเร็ว"
...ผู้หญิงส่วนหนึ่งติดเชื้อแล้วไม่มีอาการของโรค และเชื้อจะหายไปเองเนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ร้อยละ 80 แต่ผู้หญิงอีกร้อยละ 20 ยังไม่รู้ว่าจะแสดงอาการในช่วงไหน ส่วนใหญ่มีระยะเวลาฟักตัวมากกว่า 10 ปี หากตรวจพบเชื้อไวรัสได้ในช่วงอายุ 35-50 ปีก็จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ !
การค้นพบของ ศ.น.พ.เฮาเซน ทำให้นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ทั่วโลกมีความเข้าใจมากขึ้นทางด้านระบาดวิทยาของโรคมะเร็งปากมดลูก ซึ่งนำไปสู่การพัฒนายาและวิธีการรักษาโรคใหม่ๆ ที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้หญิงทั่วโลก รวมทั้งการพัฒนาวัคซีนสำหรับป้องกันการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้
และวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกก็ถูกคิดค้นและใช้เวลาวิจัยมาเป็น 10 ปีจนสำเร็จ โดยบริษัทเมิร์คซึ่งได้รับการยอมรับแล้วในอเมริกา โดยมีการประกาศเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนปีที่แล้ว
ผู้หญิงทั่วโลกมีความหวัง
เชื่อหรือไม่โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคร้ายที่คุกคามสตรีทั่วโลกมายาวนาน
เท่าที่มีการสำรวจพบก็คือ สตรีทั่วโลกเป็นมะเร็งปากมดลูกถึง 5 แสนคนต่อปี ถือเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งที่พบในผู้หญิงเลยทีเดียว ส่วนเมืองไทยจำนวนคนป่วยโรคมะเร็งปากมดลูกมีไม่น้อย เช่นกัน ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า ผู้หญิงไทยติดเชื้อไวรัสมะเร็งปากมดลูกโดยเฉลี่ยมากถึง 6,000 คนต่อปี เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 3,000 ราย
พ.ญ.เสาวนีย์ การปลื้มจิตต์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวว่า "มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงไทย รองลงมาคือมะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ หรืออาจกล่าวได้ว่า ในผู้หญิง 1 แสนคนจะเกิดมะเร็งปากมดลูก 19.5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 6,111 คน หรือ 11 คนต่อวัน ปัจจุบันมีอัตราผู้เสียชีวิต 7 คนต่อวัน นับเป็นอัตราการเสียชีวิตที่สูงมากเลยทีเดียว"
การค้นพบวัคซีนมะเร็งปากมดลูกของ ศ.น.พ.เฮาซัน จึงนับเป็นความหวังที่ผู้หญิงทั่วโลกหวังว่าจะทำให้มะเร็งร้ายชนิดนี้ทุเลาเบาบางลง
ศ.น.พ.เฮาเซนบอกว่า หากต้องการป้องกันไม่ให้มี การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ หรือป้องกันไม่ให้ เชื้อไวรัสลุกลามจนกลายเป็นมะเร็ง จำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันตั้งแต่อายุ 9-12 ขวบ ทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย เพื่อป้องกันการติดเชื้อและเป็นพาหะของโรค ที่ต้องมีการป้องกันเพราะการติดเชื้อเอชพีวีบริเวณอวัยวะเพศ พบได้บ่อยมากประมาณ 630 ล้านคนทั่วโลก
หญิงไทยได้เฮ วัคซีนมาแล้ว !
ทันทีที่คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยได้อนุมัติวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกตัวแรก ไทยก็นับเป็นประเทศที่ 59 ของโลก ที่ได้รับการอนุมัติ ผู้หญิงไทยทุกคนต่างก็เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของข่าวนี้อย่างเกาะติด เพราะมันสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์หลักที่เป็นสาเหตุ ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ถึงร้อยละ 70
วัคซีนดังกล่าวถูกนำเข้ามาโดยบริษัทเอ็มเอสดี (ประเทศไทย) โดยโรงพยาบาลเอกชนทั่วกรุงเทพฯเกือบทุกแห่งได้สั่งวัคซีนตัวนี้ไปสต๊อกเอาไว้เป็นจำนวนมากเพื่อรอให้บริการผู้หญิงไทย กันแล้ว
และโรงพยาบาลแรก ที่คว้ากระแสนี้มาทำการตลาดให้หลังที่คณะกรรมการอาหารและยาอนุมัติได้เพียงไม่กี่วันก็ คือ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
วัคซีนมะเร็งปากมดลูกถูกสำรองไว้ที่โรงพยาบาลนี้ทันที 1,000 เข็มในวันแรก ที่มีการเปิดตัว โดยมีเซเลบริตี้คนดัง ปวริศา เพ็ญชาติ ฉีดวัคซีนเข็มแรก
พ.ญ.เสาวนีย์ การปลื้มจิตต์ สูตินรีแพทย์ ประจำโรงพยาบาล แนะนำว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของการได้รับไวรัสชนิดนี้มาจากการมีเพศสัมพันธ์ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือยังมีในเรื่องของการสูบบุหรี่ ที่พบว่ามีส่วนทำให้น้ำในช่องคลอดกลายเป็นด่างทำให้ไม่มีเม็ดเลือดขาวคอยกำจัดเชื้อ ทำให้ติดเชื้อได้ ดังนั้นก่อนจะได้รับการฉีดวัคซีนผู้หญิงต้องตรวจแพ็ปสเมียร์ (Pap Smear) ก่อน
แม้จะอายุ 35 ปี และยังไม่มีเพศสัมพันธ์ คุณหมอบอกว่าก็ต้องตรวจก่อนอยู่ดี ยกเว้นเด็กๆ ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน
"ที่โรงพยาบาลเราแต่ละวันจะมีคนมาตรวจมะเร็ง 300 คนต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นวัยเจริญพันธุ์-วัยทอง อย่างวันแรกเราเตรียมวัคซีนเอาไว้ถึง 1,000 เข็ม ซึ่งการฉีดจะต้องทำต่อเนื่องในระยะเวลา 6 เดือน ทั้งหมด 3 เข็มเข้าทางกล้ามเนื้อ ฉีดเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 2 เดือน ฉีดเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มที่ 2 คือ 4 เดือน ถ้าฉีดครบจะสามารถป้องกันได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ครบจะป้องกันได้ 80 เปอร์เซ็นต์"
...ในต่างประเทศเด็กอายุ 9-10 ขวบก็จะมาฉีดวัคซีนกันแล้ว และยังมีการแนะนำให้ผู้ชายฉีดด้วยเพื่อเป็นการป้องกัน ซึ่งระยะเวลาการครอบคลุม
จะอยู่ภายใน 5 ปี สามารถป้องกันได้ แต่จะครอบคลุมได้มากกว่า 5 ปีหรือเปล่ายังไม่มีการตอบได้ เพราะวัคซีนตัวนี้ถือว่าเป็นวัคซีนใหม่ที่เพิ่งคิดค้นได้ 4-5 ปีนี้เอง
จ่ายเท่าไรให้วัคซีน
เนื่องจากคนที่จะฉีดวัคซีนต้องตรวจแพ็ปสเมียร์ (Pap Smear) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นจึงต้องบวกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปด้วย
วิธีการตรวจแพ็ปสเมียร์ใช้เวลาเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น โดยแพทย์จะสอดเครื่องมือที่เรียกว่าคีมปากเป็ดอันเล็กๆ สอดเข้าไปในช่องคลอดก็จะเห็นปากมดลูกอย่างง่ายดาย แพทย์จะใช้ไม้บางๆ เพื่อขูดและเก็บเซลล์จากปากมดลูก โดยหมุนไม้ไปให้รอบปากมดลูก เพื่อขูดเอาเซลล์ที่บุปากมดลูกมาป้ายบนแผ่นกระจก และส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาเซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ผิดปกติในระยะก่อนเป็นมะเร็ง ซึ่งสามารถวินิจฉัยมะเร็งในระยะเริ่มแรกได้
ผลการตรวจใช้เวลา 3 วันสำหรับโรงพยาบาลเอกชน ส่วนโรงพยาบาลของรัฐประมาณ 1 สัปดาห์ หรือถ้าส่งไปตรวจที่อื่นอาจล่าช้ากว่านี้ ค่าใช้จ่ายในการตรวจ 200 บาท
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจอีกอย่างที่มีความแม่นยำไม่แพ้กันก็คือ Thin Prep แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าตกราวเกือบ 1,000 บาท ส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนนิยมใช้
เมื่อตรวจแพ็ปสเมียร์แล้วไม่พบเซลล์เริ่มต้นการเกิดมะเร็ง ก็จะสามารถฉีดวัคซีนชนิดนี้ได้เลย โดยสนนราคาอยู่ที่เข็มละราว 6,000 บาท สำหรับโรงพยาบาลเอกชน ส่วนโรงพยาบาลรัฐคงต้องคอยเฝ้าติดตามว่าจะมีการนำวัคซีนตัวนี้มาใช้กันเมื่อไร
จากการเปิดเผยของบริษัทนำเข้าอย่างเอ็มเอสดีพบว่า ราคาวัคซีนชนิดนี้คงจะยังไม่ถูกลงในระยะเวลาอันใกล้ เพราะหากปริมาณการใช้ไม่มากพอที่จะลดต้นทุนการผลิตได้โอกาสของราคาวัคซีนก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะลดลงหรอก
อย่างไรก็ตาม พ.ญ.เสาวนีย์ยังฝากบอกถึงผู้หญิงทุกคนด้วยว่า หากตรวจพบเซลล์มะเร็ง หรือเป็นมะเร็งปากมดลูกอยู่แล้ว การฉีดวัคซีน ก็ไม่มีผลใดๆ ซ้ำร้ายจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์เพราะวัคซีนตัวนี้คือการป้องกัน ไม่ใช่รักษา !!!









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |








|