นาดาล-เอแน็ง สู้สุดใจ โชว์ความยิ่งใหญ่ในเคลย์คอร์ด


          ตำแหน่งแชมป์เฟรนช์ โอเพ่น คือเป้าหมายสำคัญของโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ยอดนักหวดมือ 1 ของโลก เนื่องจากหากได้แชมป์นี้จะทำให้เขาคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ครบทั้ง 4 รายการ 
 
          น่าเสียดายที่ในปีนี้ เฟด-เอ็กซ์ ทำไม่สำเร็จตามเคย และคนที่ขัดขวางเขา ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ราฟาเอล นาดาล หนุ่มหน้ามนคนกล้ามโตจากสเปน คู่ปรับเก่านั่นเอง 
 
          ในรอบชิงชนะเลิศปีนี้ ยังคงเป็นหนังม้วนเก่าเหมือนเมื่อปีที่แล้ว นาดาล เอาชนะ เฟเดอเรอร์ ไปได้อีกครั้งด้วยสกอร์ 3-1 เซต 6-3, 4-6, 6-3, 6-4 คว้าแชมป์ไปครองเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และทำให้เขาเป็นนักเทนนิสคนแรกที่คว้าแชมป์เฟรนช์ โอเพ่น 3 สมัยซ้อน ต่อจาก บียอร์น บอร์ก ที่ได้แชมป์ 4 สมัยติดในปี 1978-1981 

          สถิติในการแข่งขันเฟรนช์ โอเพ่น ของนาดาล สวยหรูไม่เบา เมื่อชนะรวด 21 แมตช์ โดยที่ยังไม่เคยแพ้นักหวดคนใดในโรลังด์ การ์รอส เลย นาดาล ลงแข่งขันเฟรนช์ โอเพ่น ครั้งแรกในปี 2005 และสามารถคว้าแชมป์ได้เลย ซึ่งทำให้เขาเป็นผู้เล่นคนที่ 2 ต่อจากแม็ตต์ วิลันเดอร์ ของสวีเดน ในปี 1982 ที่คว้าแชมป์ที่โรลังด์ การ์รอส ได้ตั้งแต่ปีแรกที่ลงแข่งขัน ก่อนที่ในอีก 2 ปีต่อมา นาดาล จะเอาชนะ เฟเดอเรอร์ ในรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์มาเพิ่มเติมได้อีก 2 สมัย 
 
          และที่น่าทึ่งไม่แพ้กันก็คือตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา นาดาล เพิ่งจะเสียเซตที่โรลังด์ การ์รอส ไปแค่ 7 เซตเท่านั้น ขณะที่ตัวเองทำได้ 63 เซต ซึ่งคิดเป็น 90 เปอร์เซนต์เลยทีเดียว
 
           "สำหรับผมการคว้าแชมป์แกรนด์สแลม (เฟรนช์ โอเพ่น) 3 สมัย เหมือนความฝัน เมื่อผมลงสนาม ผมไม่มั่นใจเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ว่าผมจะชนะผมรู้ว่าผมอาจจะแพ้ได้ ปีแรกผมรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะว่ามันเป็นครั้งแรก ปีที่ 2 ก็ตื่นเต้นมากเหมือนกันเพราะว่าผมกลับมาหลังจากได้รับบาดเจ็บ ปีนี้ผมรู้สึกมีความสุขยิ่งกว่าเพราะว่าผมเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมที่นี่" นาดาล กล่าวหลังการแข่งขัน 
 
          ส่วน ประเภทหญิงเดี่ยวรอบชิงชนะเลิศ ในปีนี้ จบลงอย่างรวดเร็วเกินคาด เมื่อจัสติน เอแน็ง มือ 1 ของโลกจากเบลเยียม ใช้เวลาแค่ 65 นาที เอาชนะ เอนา อีวาโนวิช ดาวรุ่งชาวเซิร์บมือ 7 ของรายการอย่างง่ายดาย 6-1 และ 6-2  
 
          หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ กว่าจะมายืนในจุดนี้ เอแน็ง ต้องต่อสู้หนักมาตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา 
 
          เอแน็ง เกิดเมื่อ 1 มิถุนายน 1982 ในประเทศ เบลเยียม สมัยยังเด็ก คุณแม่ของเธอ ฟรังซัวส์ โรแซร์ มักจะพาเธอข้ามพรมแดนไปยังประเทศฝรั่งเศส เพื่อชมการแข่งขันเทนนิส เฟรนช์ โอเพ่น เสมอ เอแน็งมีโอกาสได้ชมรอบชิงชนะเลิศปี 1992 ระหว่าง สเตฟฟี กราฟ กับ โมนิกา เซเลส ด้วย และเธอประทับใจกับการแข่งขันครั้งนี้มาก จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับเธอ 
 
          เอแน็ง บอกกับแม่เธอว่า "วันนึงฉันจะมาเล่นที่นี่และฉันจะคว้าแชมป์" 
 
          น่าเสียดายที่คุณแม่ของเธอไม่มีโอกาสดูความสำเร็จของ เอแน็ง โรแซร์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ ขณะที่เอแน็ง มีวัยแค่ 12 ปี เท่านั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตนักสู้ของเอแน็งด้วย และ ยังมีปัญหาไม่ลงรอยกับ โฮเซ เอแน็ง คุณพ่อของเธอ โชคยังดีที่มี คาร์ลอส โรดริเกซ โค้ชเทนนิสชาวอาร์เจนตินา คอยดูแล 
 
          ในปี 1997 เอแน็ง คว้าแชมป์ระดับเยาวชนของศึกเฟรนช์ โอเพ่น ได้สำเร็จ จากนั้นในปี 1999 เอแน็ง ตัดสินใจเทิร์นโปรเป็นนักหวดอาชีพ เธอลงแข่งขันรายการในดับเบิ้ลยูทีเอ ทัวร์ เป็นครั้งแรกในศึก เบลเยียม โอเพ่น ที่อันท์เวิร์ป ในฐานะมือไวลด์การ์ด 
 
          นักหวดสาวร่างบาง สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการเทนนิส เมื่อเธอสามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จ และทำให้เธอเป็นนักเทนนิสคนที่ 5 ที่ได้แชมป์ดับเบิ้ลยูทีเอ ทัวร์ ในรายการแรกที่ลงแข่งขัน 
 
          ปี 2000 ไม่ใช่ปีที่ดีนัก เนื่องจากเธอป่วย และโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน แต่เอแน็งกลับมาในปี 2001 เมื่อเข้าถึงรอบรองชนะเลิศศึกเฟรนช์ โอเพ่น และเข้ารอบชิงชนะเลิศศึกวิมเบิลดันได้ด้วย (แพ้วีนัส วิลเลียมส์ ในรอบชิงชนะเลิศ) อันดับโลกของเธอขยับขึ้นมาอยู่ที่ 7 
 
          ปี 2003 ถือเป็นปีทองของเอแน็งอย่างแท้จริง เมื่อเธอ คว้าแชมป์แกรนด์สแลมรายการแรกในชีวิต ด้วยการปราบ คิม ไคลจ์สเตอร์ส เพื่อนร่วมชาติในศึก เฟรนช์ โอเพ่น ทำให้เธอกลายเป็นคนเบลเยียมคนแรกที่ได้แชมป์แกรนด์สแลมด้วย  เธอมอบแชมป์ครั้งนี้ให้กับคุณแม่ที่หลับอยู่บนสวรรค์ และยังเป็นการรักษาสัญญาตั้งแต่เมื่อปี 1992 ที่ว่าเธอจะคว้าแชมป์เฟรนช์ โอเพ่น 
 
          เอแน็ง ย้ำแค้นชนะไคลจ์สเตอร์ส อีกครั้งในศึกยูเอส โอเพ่น รอบชิงชนะเลิศ ทั้งที่เธอมีปัญหาร่างกายเสียน้ำอย่างมาก จากการแข่งขันในรอบรองชนะเลิศกับ เจนนิเฟอร์ คาปริอาตี  และในเดือน ต.ค. เธอผงาดขึ้นรั้งตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ของโลกเป็นครั้งแรก ในปี 2004 เอแน็ง ได้แชมป์แกรนด์สแลม 1 รายการคือออสเตรเลียน โอเพ่น 
 
          ทว่า ขณะที่กำลังจะเข้าฤดูกาลเคลย์คอร์ต เอแน็ง ป่วยเป็นโรคประหลาด เธอโดนเชื้อไวรัสเล่นงาน จนไม่มีแรงแม้แต่จะแปรงฟัน ในแต่ละวันเธอนอนพักถึง 18 ชั่วโมงเลยทีเดียว ทำให้หยุดพักไปหลายเดือน ก่อนจะกลับมาใหม่ในช่วงปลายปี และเธอสามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2004 ได้ด้วย 
 
          ในปี 2005 เอแน็ง คว้าแชมป์ได้ 4 รายการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือแชมป์เฟรนช์ โอเพ่น 2005 ด้วย ปี 2006 เอแน็ง ได้แชมป์ไป 6 รายการ ซึ่งก็รวมถึงเฟรนช์ โอเพ่น และ ดับเบิ้ลยูทีเอ แชมเปี้ยนชิพ ด้วย ซึ่งรายการหลังนี่เอง ทำให้เอแน็ง กลับมายึดตำแหน่งมือ 1 ของโลกอีกครั้ง 
 
          เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เอแน็ง ประสบมรสุมชีวิตอีกครั้ง เมื่อต้องเลิกรากับ ปิแอร์ อีฟ ฮาร์เดนน์ สามีที่แต่งงานกันนานเกือบ 5 ปี และรู้จักคบหากันมานานถึง 8 ปี เธอเศร้าใจมาก และตัดสินใจไม่ลงแข่งขันออสเตรเลียน โอเพ่น รายการแกรนด์สแลมแรกของปี 
 
          แต่หลังจากหายเศร้าและเคลียร์ปัญหาส่วนตัวแล้ว เอแน็งก็กลับมาเป็นคนเดิม ปีนี้ผ่านไปแล้ว 5 เดือนกว่า เอแน็ง คว้าแชมป์ไปได้แล้ว 4 รายการคือที่ ดูไบ, โดฮา, วอร์ซอว์ และ ล่าสุดแชมป์เฟรนช์ โอเพ่น สมัยที่ 3 กระนั้น เชื่อว่าเอแน็ง คงจะไม่หยุดอยู่แค่นี้อย่างแน่นอน 
 
          ทั้งนาดาล และ เอแน็ง กับวันนี้ที่สุขสมหวัง แต่หนทางข้างหน้าก็ยังต้องรอพิสูจน์ตัวเองต่อไปในศึกใหญ่ ที่ใกล้เข้ามา ศึกแกรนด์สแลม

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
นาดาล-เอแน็ง สู้สุดใจ โชว์ความยิ่งใหญ่ในเคลย์คอร์ด โพสต์เมื่อ 16 มิถุนายน 2550 เวลา 00:00:00 1,827 อ่าน
TOP
x close