












"สุรยุทธ์" พร้อมเปิดทางพูดคุย "ทักษิณ"แต่เชื่อเรื่องสำคัญที่หาทางจะเจรจาเป็นเรื่อง "ทรัพย์สิน-ครอบครัว" มั่นใจคดีอายัดทรัพย์สินถึงชั้นศาลไม่หลุดซ้ำรอยในอดีต เชื่อมีการแก้ไขปิดช่องโหว่แล้ว
นายกรัฐมนตรีเปิดทางพร้อมเจรจาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ โดยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ เปิดบ้านพิษณุโลก ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ เป็นครั้งที่ 6 โดยมีนายกฤษณะ ไชยรัตน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
ช่วงหนึ่งในรายการ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวถึงการชุมนุมของม็อบต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ว่า การชุมนุมน่าจะเกี่ยวข้องกับคดีความต่าง ๆ เช่น คดียุบพรรค ล่าสุดคดีอายัดทรัพย์สิน เพราะว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องทางการเมือง ส่วนที่อยากจะทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่งคือว่าเราต้องพิจารณาในเรื่องของต้นเหตุ หรือเหตุของปัญหาว่ามาจากอะไรให้ได้ และสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามจะทำอยู่ในปัจจุบันคือแก้ไขปัญหาด้วยการพูดจากันทำความเข้าใจกัน และนำไปสู่กระบวนการที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวคือจะให้มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลซึ่งผ่านจากการเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
ทั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ยืนยันว่าไม่มีใบสั่งในเรื่อง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กรณีอายัดทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ สิ่งที่รัฐบาลได้ยึดถือคือการดำเนินการตามหลักนิติธรรม เมื่อพิธีกรถามว่า ต้องมีคนอาฆาตแค้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องธรรมดา ถือว่าเมื่อเรามาทำหน้าที่ตรงนี้แล้ว จำเป็นที่จะต้องมีคนที่เห็นด้วย คนที่ไม่เห็นด้วย คนที่เป็นฝ่ายค้านบ้าง เป็นฝ่ายแค้นบ้าง เป็นธรรมดา
เป็นเรื่องที่สู้กันได้ตามกระบวนการยุติธรรม คิดว่าไม่ได้เป็นหลังพิงกำแพง ต้องดูว่ากรรมที่ท่านได้ดำเนินการมานั้น ส่งผลอย่างไร ใครที่ทำดีควรจะได้รับผลตอบแทนที่ดี ใครที่ทำไม่ดี ผลก็ต้องออกมา
ต่อข้อถาม หากพ.ต.ท.ทักษิณ อยากจะขอเปิดเจรจาเพื่อความสมานฉันท์ เพื่อจะยุติปัญหาเรื่องราวต่างๆ เรื่องม็อบ เรื่องคลื่นใต้น้ำ เรื่องกลุ่มอำนาจเก่า พร้อมหรือไม่พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า "พร้อมครับ ผมพร้อมมาตั้งแต่ 9 เดือนที่แล้วอยู่แล้ว" เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าท่านเปิดรับอยู่แล้ว ถ้าจะเจรจาท่านชอบอยู่แล้วใช่ไหมครับ นายกฯตอบว่า เปิดรับอยู่แล้ว พร้อมอยู่แล้วกับทุกๆ ส่วนที่มีปัญหาและเราพยายามที่จะหาทางแก้ไขปัญหานั้น แต่การจะเจรจาเรื่องอะไรก็ต้องแล้วแต่ผู้ยื่นข้อเสนอ
เมื่อพิธีกรถามย้ำว่า อย่างเช่นเรื่องม็อบก็ต้องเกี่ยวข้องโดยตรงไม่มากก็น้อย หรือเรื่องท่อน้ำเลี้ยง พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า "คิดว่าคงไม่ได้เจรจาในเรื่องเหล่านั้น เป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่คุณทักษิณคงจะต้องหาทางเจรจา คงเป็นเรื่องของทรัพย์สมบัติ เป็นในเรื่องของครอบครัว"
นายกฯมั่นใจยึดทรัพย์ไม่หลุดซ้ำอดีต
ส่วนกรณีอายัดทรัพย์สิน ซึ่งในอดีตก็มีการทำแต่ในที่สุดก็หลุดหมด อย่างเช่นในสมัยยุค รสช. ดังนั้นโอกาสก็อาจเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้ ในเรื่องนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ ชี้แจงว่า
เท่าที่ได้รับฟังจาก คตส.ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายในแง่ทางด้านกฎหมาย ได้มีการศึกษาและหาทางที่จะแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต คงตอบได้แค่นั้น เพราะไม่ได้เป็นนักกฎหมาย และไม่ได้เข้าไปดูในรายละเอียดอย่างที่บอกแล้วว่า เราแยกกันทำงาน
เมื่อถามว่า คดีอายัดทรัพย์กว่า 50,000 ล้านบาท จะเป็นสะพานเชื่อมให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเมืองไทยเร็วกว่าที่ควรไหม นายกฯกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับการดำเนินคดี อย่างในปัจจุบันนี้ที่ คตส.ได้ประกาศไปแล้วว่า ขอให้มาแก้ข้อกล่าวหาภายใน 60 วัน ได้ทราบว่าในส่วนนี้สามารถตั้งผู้แทนได้ จากที่ คตส. ได้ชี้แจงมาแล้ว นั่นเป็นทางเลือกที่ผู้ถูกกล่าวหานั้นสามารถที่จะตั้งผู้แทนมาชี้แจงได้ อย่างไรก็ตามการกลับเมืองไทยก็อยู่ที่การตัดสินใจของพ.ต.ท.ทักษิณเอง
คตส.ดาหน้าโต้ทักษิณปัดอคติ
วันเดียวกัน มีการตอบโต้กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ปราศรัยเมื่อกลางดึกวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยพาดพิงว่ามีการตั้งธงและแทรกแซง คตส.ในเรื่องคดีและการอายัดทรัพย์สินครอบครัว
คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวตอบโต้ว่า ก็ฝากถามพ.ต.ท.ทักษิณด้วยว่า เหตุใดถึงรู้ว่ากรรมการ คตส.ไม่ชอบท่าน และท่านทราบได้อย่างไรว่าเราไม่ชอบ สำหรับกรรมการคตส.ท่านอื่น ๆ ตนไม่ทราบ แต่ส่วนตัวไม่มีความรู้สึกใดๆ กับพ.ต.ท.ทักษิณ และเหตุการณ์ทั้งหมดก็ผ่านมาแล้ว
"ใครทำอะไรไว้ก็จะได้รับผลตามที่กระทำไว้ ยืนยันว่าทำตามหน้าที่ ไม่มีความรู้สึกอคติ และไม่รู้สึกไม่ชอบเป็นการส่วนตัว และยังคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนไทย และเป็นเพื่อนร่วมชาติคนหนึ่ง ยืนยันทุกอย่างทำตามหน้าที่พยานหลักฐานข้อมูลที่ได้"
นายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการ คตส.กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวหา คตส.คือกลุ่มบุคคลที่มีอคติ ตั้งแต่สมัยที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องนี้ตนไม่อยากตอบโต้ เป็นเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณที่จะพูด เราก็ทำงานตามหน้าที่ของเรา ทำตามกฎหมายที่เรามี ซึ่งคตส.มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนขั้นตอนการพิจารณาพิพากษานั้นต้องขึ้นอยู่กับศาล ซึ่งสุดท้ายก็ไปว่ากันที่ขั้นศาล
มท.1 ยันรัฐยึดกระบวนยุติธรรม
ด้านนายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ระบุว่ารัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พยายามกลั่นแกล้ง ว่าทุกคนมีสิทธิพูดว่าจะแกล้งหรือไม่แกล้ง ผู้เสียผลประโยชน์มีสิทธิที่จะบอกว่าถูกแกล้ง แต่รัฐบาลยึดในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่ได้ทำเอง รัฐบาลไม่ได้เป็นคนยึดทรัพย์เอง เรื่องต่าง ๆ ของอดีตนายกฯ ศาล องค์กรอิสระ เป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม
เมื่อเขาได้รับทราบความจริง ก็ตรวจสอบว่าเกิดจากเหตุผลอะไร ฉะนั้น โครงการต่าง ๆ ที่ คตส. ตรวจสอบ เพราะพบความจริงว่าไม่ถูกต้อง ก็ต้องดำเนินการในจุดที่เหมาะสม ก็ต้องยึดเลย รัฐบาลให้ความยุติธรรมโดยตลอด ไม่ได้ทำให้ใครเสียหาย ขอย้ำว่ารัฐบาลตั้งมาในคำสั่งของ คมช. แต่มั่นใจว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความเป็นประชาธิปไตยมากกว่ารัฐบาลชุดที่แล้วด้วยซ้ำ โปรดเข้าใจว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับคุณธรรม จริยธรรมของรัฐบาล นายอารีย์ กล่าว
"อภิสิทธิ์" ชี้ "ทักษิณ" พูดมุขเดิม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าไม่มีอะไรนอกเหนือความคาดหมาย เป็นการพูดกับผู้สนับสนุน และพยายามยืนยันว่า ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด ส่วนเรื่องที่บอกว่าถูกรังแกก็คงจะต้องพิสูจน์กัน คิดว่าสิ่งที่จำเป็น คือ ต้องการให้ทุกฝ่ายรับทราบว่า กระบวนการพิจารณาเป็นอย่างไร และผู้ที่เกี่ยวข้องควรออกมายืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้ง เป็นเรื่องของการว่าไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายต้องนำข้อมูลมาหักล้างกัน
"สำหรับเรื่องของบุตรและภรรยา ของอดีตนายกรัฐมนตรี ต้องพูดกันตรงๆ ว่า การที่บุตรและภรรยาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะเป็นการตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เป็นคนเอาปัญหาไปให้คนใกล้ชิด ด้วยการโอนทรัพย์สินและหุ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ชัดเจนว่า เคยปล่อยอำนาจในการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นจะไปพูดว่าเป็นเรื่องของการกลั่นแกล้งคนอื่น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมันเริ่มมาจากการตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณเอง"
ติงอ้างโดนแกล้งเสียหายระบบ
ต่อข้อถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศว่าจะกลับมาต่อสู้ และจ้างบริษัทที่ปรึกษากฎหมายในการสู้คดี อาจทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ขอลี้ภัยต่างประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าการต่อสู้คดี ต้องมีกระบวนการและกรอบเวลาที่ชัดเจน ซึ่งอยู่ที่การตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อประกาศเช่นนี้ ก็ต้องกลับมาสู้ แต่การมาสู้ในกรณีนี้ คือมาสู้ในกระบวนการยุติธรรม ถ้าเข้ามาอย่างนี้ได้ ส่วนการขอลี้ภัยเป็นเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะไปขอ และขึ้นอยู่กับประเทศที่เกี่ยวข้องจะพิจารณา แต่บริษัทที่ปรึกษากฎหมายได้เปรยมาว่ากำลังดูทางเลือกต่างๆ ซึ่งการไม่กลับมา ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่หากลี้ภัย การดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตก็ดำเนินต่อไปไม่ได้ เพราะต้องเป็นการพิจารณาคดีต่อหน้า
"ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณี คตส.สั่งอายัดทรัพย์ หากเปิดเผยข้อมูล ประชาชนก็จะเข้าใจ ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องนำข้อเท็จจริงมาพูดกัน แต่ไม่ควรพูดลอย ๆ เช่น ถ้าไปพูดเพียงแค่ว่ากลั่นแกล้ง จะเสียหายถึงหลายกระบวนการในประเทศ"
หนุนนายกฯคุยทักษิณให้เกิดสงบ
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ตอบรับพร้อมที่จะเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หากไม่มีเจตนาอะไรแอบแฝง และช่วยให้บ้านเมืองสงบ ถือเป็นเรื่องที่ดี สามารถทำได้
ส่วนการที่ น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เสนอให้ฝ่ายต่างๆ ในบ้านเมืองเจรจากันเพื่อความสงบ ก็เป็นเรื่องที่ดี ที่แต่ละฝ่ายจะพูดคุยว่าสิทธิของตัวเองอยู่ตรงไหน เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปสู่ระบอบประชาธิปไตยได้ โดยต้องเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลาง เช่น สถาบันพระปกเกล้า องค์กรสื่อ ฯลฯ เพื่อหารือถึงแนวทางในการคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมือง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยินดีให้ความร่วมมือ
ข้อมูลจาก
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |








|