
db









สรุปประเด็นข่าวโดยกระปุกดอทคอม
เรื่อง โดยคุณสุรีย์รัตน์ พิทักษ์
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต
“บลาสโตซิสต์ คัลเจอร์” (Blastocyst Culture) คือเทคโนโลยีเเบบใหม่สำหรับคนที่อยากเป็นพ่อเป็นแม่ หรือครอบครัวที่มีลูกยากที่ซึ่งเริ่มมีการใช้มาได้ 7-8 ปีแล้ว แต่ก็มีการพัฒนาวิธีการขึ้นมาเรื่อยๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนกระทั่งตอนนี้ เชื่อกันว่ามีเปอร์เซ็นต์ประสบความสำเร็จในการตั้งครรภ์สูง
โดย นพ.ม.ร.ว.ทองทิศ ทองใหญ่ สูตินรีแพทย์ และผู้อำนวยการสถาบัน Prefect Women บอกว่า ธรรมชาติของการมีบุตรนั้นจะต้องผ่านกระบวนการที่สเปิร์มของผู้ชายจะต้องเข้าไปผสมกับไข่ภายในร่างกายของผู้หญิงในวันที่ผู้หญิงนั้นตกไข่พอดี และเมื่อนั้นการปฏิสนธิก็จะเกิดขึ้น
หลังจากนั้นตัวอ่อนก็จะค่อยๆ แบ่งเซลล์เพิ่มเป็น 2 เซลล์ 4 เซลล์ 6 เซลล์ 8 เซลล์ ไปเรื่อยๆ โดยใช้อาหารในท่อนำไข่เป็นตัวเลี้ยงเซลล์ ซึ่งหลังจากการปฏิสนธิไปอีก 5 วัน ตัวอ่อนจึงเดินทางมาถึงที่โพรงมดลูก และหลังจากนั้นอีก 1 วันต่อมาจึงกลายเป็นตัวอ่อนที่เรียกว่า “บลาสโตซิสต์” ซึ่งช่วงนี้จากเซลล์เดิมที่มีหน้าตาเหมือนกันหมด ตัวอ่อนก็จะค่อยๆ ประกอบขึ้นมาด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ เซลล์รก ซึ่งเปรียบเสมือนรากต้นไม้ และ เซลล์เด็ก ที่เปรียบได้กับต้นไม้
เมื่อบลาสโตซิสต์ไปฝังตัวที่โพรงมดลูกแล้ว เซลล์รกจะต้องทำการเจาะเชื่อมเส้นเลือดของแม่ให้ได้เสียก่อน เพื่อที่จะได้หาแหล่งอาหารให้กับเซลล์เด็ก เพื่อให้เซลล์เจริญเติบโตเป็นทารกต่อไป ขั้นตอนที่ นพ.ม.ร.ว.ทองทิศ เล่ามานี้ คือขั้นตอนของการเจริญพันธุ์ตามธรรมชาติ และถ้าแม่ทุกคนสามารถผ่านขั้นตอนเหล่านี้มาได้ครบทุกขั้นตอนก็จะสามารถตั้งครรภ์ตามปกติ
สำหรับวิธีการที่เรียกว่า “บลาสโตซิสต์ คัลเจอร์” นพ.ม.ร.ว.ทองทิศ บอกว่า ก็คือการเลี้ยงตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับสเปิร์มภายนอกร่างกายเป็นระยะเวลา 5 วัน ภายในห้องทดลองที่มีการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อให้เจริญเติบโตไปจนถึงระยะบลาสโตซิสต์ และหลังจากนั้นจึงมีการนำบลาสโตซิสต์ใส่เข้าไปในโพรงมดลูก ซึ่งเป็นสภาพตามธรรมชาติของร่างกาย

“หลังจากที่ใส่บลาสโตซิสต์เข้าไปในโพรงมดลูกแล้ว ทีนี้ก็ต้องอาศัยกระบวนการทางธรรมชาติช่วยอย่างเดียว ถ้าบลาสโตซิสต์สามารถฝังตัวได้ก็ท้องได้ เปอร์เซ็นต์ตั้งครรภ์ก็จะมากขึ้น แต่ถ้าตัวอ่อนที่เราเลี้ยงในระยะเวลา 5 วัน ไม่สามารถไปถึงขั้นตอนของบลาสโตซิสต์ได้ ก็ไม่ต้องใส่กลับไปในโพรงมดลูกของแม่ เพราะไม่ท้องแน่นอน นี่ก็คือที่มาของบลาสโตซิสต์ คัลเจอร์ ซึ่งเป็นขั้นตอนลัด ด้วยการเจาะไข่ออกมา คัดสเปิร์มตัวแข็งแรง เอามาผสมกันภายนอกร่างกาย หรือถ้าผสมภายนอกยังไม่ได้ก็อาจจะต้องฉีดสเปิร์มเข้าไปในไข่เลย พอเริ่มปฏิสนธิเราก็ต้องเลี้ยงด้วยน้ำยาหลายชนิดที่จำลองมาจากสารอาหารสำหรับเลี้ยงตัวอ่อนในท่อนำไข่ จนตัวอ่อนเจริญเติบโตกลายเป็นบลาสโตซิสต์ได้ในที่สุด”
ขั้นตอนคร่าวๆ ของวิธีการบลาสโตซิสต์ คัลเจอร์ ก็คือ
1.การฉีดยากระตุ้นไข่ โดยฉีดฮอร์โมนให้คนไข้ หลังจากนั้นจึงมาดูผลจากการอัลตราซาวด์ว่าไข่นั้นสุกและโตเต็มที่หรือยัง ถ้าได้ผลแล้วก็เจาะไข่ออกมา หลังจากนั้นต้องมาตรวจดูว่าไข่มีความสมบูรณ์ดี สุกดี พร้อมที่จะผสมได้หรือไม่
2.การเตรียมอสุจิ โดยต้องเตรียมในวันเดียวกับที่เจาะเก็บไข่ โดยแพทย์จะทำการเก็บสเปิร์มจากฝ่ายชาย และคัดเอาตัวแข็งแรงที่สุด มีการเคลื่อนไหวดีที่สุด หลังจากนั้นจึงนำมาผสมกับเซลล์ไข่ แต่ในบางกรณีอาจต้องช่วยนำอสุจิเจาะเข้าไปในเซลล์ไข่ด้วย ซึ่งเรียกว่าการทำอิ๊กซี (ICSI)
3.ขั้นตอนการเลี้ยงบนจานทดลอง ในห้องทดลองที่ควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น ฝุ่นละออง ออกซิเจน โดยจะต้องมีน้ำยาเฉพาะเพื่อเลี้ยงตัวอ่อน ด้วยการจำลองมาจากน้ำเลี้ยงในท่อนำไข่ และต้องเปลี่ยนอาหารทุกวัน และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
4.นอกจากนั้นต้องมีการตรวจดูด้วยว่าเซลล์บลาสโตซิสต์นั้นมีโครโมโซมอะไรผิดปกติหรือไม่ ด้วยการดูดเซลล์รกมาตรวจหาโครโมโซมที่ผิดปกติ เนื่องจากเซลล์รกนั้นมาจากเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกันกับเซลล์เด็ก จึงสามารถตรวจร่วมกันได้ ซึ่งถ้าพบว่ามีโครโมโซมผิดปกติเกิดขึ้น บลาสโตซิสต์นั้นก็จะไม่สามารถฉีดให้แม่ได้ ซึ่งวิธีการนี้สามารถที่จะแน่ใจได้ว่าลูกจะออกมาอย่างปกติ และสามารถรู้เพศได้ด้วย
5.การใส่ตัวอ่อนกลับสู่โพรงมดลูก เมื่อเลี้ยงตัวอ่อนเป็นระยะเวลา 5 วัน จนกระทั่งถึงบลาสโตซิสต์แล้ว และออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะนำตัวอ่อนใส่กลับเข้าสู่โพรงมดลูกต่อไป ซึ่งถ้าบลาสโตซิสต์สามารถฝังตัวได้ การตั้งครรภ์ก็เกิดขึ้น
สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำ “บลาสโตซิสต์ คัลเจอร์” นี้ก็จะอยู่ที่หลักหมื่นขึ้นไปจนถึงหลักแสน ขึ้นอยู่กับว่าคนไข้มีปัญหามากน้อยแค่ไหน
ภายหลังจากที่ได้ฉีดบลาสโตซิสต์กลับเข้าไปในโพรงมดลูกแล้ว คุณแม่ก็สามารถทำตัวตามปกติได้ เหมือนคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ด้วยวิธีการทางธรรมชาติ โดยการพักผ่อนให้มากๆ ทำใจให้สบายเป็นปกติ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูก เนื่องจากจะไม่เกิดการหลุด หรือแท้งได้ง่ายๆ อยู่แล้ว แต่ถ้าคุณแม่ไม่ระมัดระวังตัว ทำงานหนัก ก็อาจจะมีเปอร์เซ็นต์แท้งได้









| ส่งกระทู้นี้ไปให้เพื่อน |
||
| เมล์คุณ: | เมล์เพื่อน: | |











































































































































































|