HILIGHT NEWS

ใครจะไปต่างประเทศ..มาทางนี้ มีทุกเรื่องที่ต้องเตรียมมาบอกกัน...


ใครจะไปต่างประเทศ..มาทางนี้ มีทุกเรื่องที่ต้องเตรียมมาบอกกัน...


          สมัยก่อนการเดินทางไปต่างประเทศ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยาก และค่อนข้างไกลเอื้อมสำหรับคนทั่วๆ ไป เพราะต้องใช้เงิน และเวลาในการเตรียมตัวไม่น้อย และพวกที่ไปมักจะเป็นเศรษฐี ลูกคนมีเงินที่ไปเรียนต่อ หรือข้าราชการที่ไปงานหลวง หรือไปประชุมเป็นส่วนใหญ่

          ดังนั้น ใครได้ไปนอกสมัยโน้นจะรู้สึกโก้เก๋มาก แต่ปัจจุบันการไปเมืองนอก ค่อนข้างจะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้คนมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น บางคนก็ไปทำงาน บางคนก็ไปท่องเที่ยว บางคนก็ไปเยี่ยมญาติพี่น้อง ฯลฯ

          อย่างไรก็ดี  แม้การไปเมืองนอก ดูเหมือนจะง่ายขึ้น แต่หากใครยังไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศมาก่อนเลย ก็อาจจะรู้สึกวิตกกังวลไม่น้อย เพราะเตรียมตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะเอาอะไรหรือไม่เอาอะไรไปบ้าง หอบมากไปก็หนักกระเป๋า ครั้นไม่เอาไปก็กลัวขาดเหลือ ถ้าไปกับทัวร์เขาก็อาจจะแนะนำให้บ้าง แต่เชื่อว่าหลายๆ คนก็อาจหวั่นๆ อยู่ดี  ดังนั้น ในฐานะที่เคยเดินทางไปท่องเที่ยวมาพอสมควร  จึงอยากจะเล่าให้ฟังถึงการเตรียมตัวไปนอกจากประสบการณ์ส่วนตัว  ซึ่งคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจบ้าง ไม่มากก็น้อย    
       
          ในการเดินทางไปต่างประเทศสิ่งแรกที่ต้องมีคือ “พาสปอร์ต” (Passport) หรือ “หนังสือเดินทาง”  ซึ่งจะเป็นเอกสารสำคัญที่ทุกคนต้องมีติดตัว เพราะหมายถึง การที่คุณจะได้รับการยินยอมจากรัฐ ให้เดินทางออกนอกประเทศของคุณได้ ถ้าใครออกนอกประเทศ โดยไม่มีพาสปอร์ตรับรอง คุณอาจไม่มีสิทธิ์กลับเข้าประเทศอีกก็ได้  ส่วนใครก็ตามที่เป็นข้าราชการ ถ้าไปต่างประเทศด้วยเรื่องงานราชการ หนังสือพาสปอร์ตของเขา จะเป็นเล่มสีน้ำเงินที่พิมพ์คำว่า Official Passport   ส่วนบุคคลทั่วไปจะเป็นเล่มสีน้ำตาลแดง
 
          การทำพาสปอร์ตเดิมนั้น หากเราไปท่องเที่ยว บริษัททัวร์มักทำให้  โดยเราไม่ต้องไปด้วยตัวเอง เพียงแต่ต้องเตรียมเอกสาร เช่น รูปถ่าย  สำเนาทะเบียนบ้าน ฯลฯ  ให้พร้อม  แต่สำหรับปัจจุบัน ทางกระทรวงการต่างประเทศได้มีการปรับการทำพาสปอร์ตใหม่  ที่เรียกว่า “หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์” หรือ e-passport ทำให้ใครก็ตาม ที่จะทำพาสปอร์ต จะต้องเดินทางไปทำด้วยตนเอง

          ไม่ว่าจะเป็นใคร ระดับไหน แม้กระทั่งรัฐมนตรีทั้งหลาย  เพราะเขาต้องมีการบันทึกข้อมูลชีวภาพของเรา ลงในไมโครชิฟ (microchip)  อันได้แก่ ลายนิ้วมือ ตรงนิ้วชี้ซ้ายและขวา โดยใช้เครื่องสแกนเนอร์ ดังนั้น พาสปอร์ตเล่มใหม่ที่เราจะได้ 

          หากไม่สังเกต ก็จะดูเหมือนของเดิม  แต่ถ้าดูให้ดี จะเห็นว่ามีแผ่นพาสติกใสเป็นรูปวงกลมปะอยู่ที่รูปของเราเพิ่มขึ้น  เพื่อใช้อ่านบอกข้อมูลชีวภาพของแต่ละคน เมื่อเราผ่านเครื่องอ่าน ขณะออกหรือเข้าประเทศ อาจจะมีคนสงสัยและกังวลว่า ในการที่ประเทศเรามี อี-พาสปอร์ต  แต่หากประเทศที่เราไป ไม่ได้ใช้ จะเป็นปัญหาหรือไม่ 

           แล้วเครื่องทางบ้านเขาจะอ่านรหัสได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ใช้ระบบเดียวกับเรา  ก็ขอบอกให้ทราบว่า ข้อมูลที่บันทึกใน อี-พาสปอร์ตนั้น เป็นข้อมูลสำหรับให้เครื่องอ่านที่บ้านเรา ตอนขาออกและขาเข้าในประเทศเราเองเท่านั้น พอเหยียบไปบ้านเมืองอื่นแล้ว เขาก็จะดูแต่วีซ่า  ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป  ดังนั้น สบายใจได้ว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการไปเข้าเมืองอื่น และหากเครื่องมันไม่อ่านในบ้านเรา  ก็เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศของเราเองที่ต้องไปแก้ไข  สำหรับค่าธรรมเนียมในการทำก็ประมาณ 1,000 บาท

          และเมื่อคุณมีพาสปอร์ตแล้ว ต่อไปคุณต้องไปทำวีซ่า (Visa) ที่สถานทูตของประเทศที่คุณจะเดินทางไป  เช่น ไปญี่ปุ่น ก็ไปทำที่สถานทูตญี่ปุ่น  ไปอิตาลี ก็ไปทำที่สถานทูตอิตาลี  เป็นต้น  วีซ่า คือ การประทับตราอนุญาตในพาสปอร์ตของเราว่า ประเทศนั้นๆ ยินยอมให้เราเข้าประเทศของเขา ซึ่งการทำวีซ่านี้ต้องเสียค่าธรรมเนียม ราคาก็แล้วแต่สถานทูตประเทศนั้นๆ กำหนด และเวลาในการทำก็ไม่เท่ากัน

           บางประเทศในแถบอาเซียน เช่น สิงคโปร์  มาเลเซีย  ซึ่งเรามีข้อตกลงพิเศษร่วมกัน ก็ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า  สามารถเดินทางเข้าประเทศของเขาได้เลย แต่ห้ามอยู่เกินกำหนดที่เขาแจ้งไว้  แต่อย่างลาว  พม่า ต้องทำวีซ่าถึงเข้าได้ ยกเว้นบางคนไปแค่วันสองวัน ก็อาจจะทำใบผ่านทางตรงชายแดนได้ แต่ถ้าอยู่หลายวันก็ต้องขอวีซ่าอยู่ดี บางประเทศก็ขอวีซ่ายากมาก เพราะเขากลัวบางคนไปแล้วไม่ยอมกลับ ไปอยู่เป็นโรบินฮู้ด หรือพวกลักลอบอยู่แบบผิดกฎหมายที่โน้น หรือกลัวไปค้าของเดิม ของเถื่อนที่บ้านเขา  ฯลฯ ซึ่งเรื่องนี้ก็พูดยาก เพราะมีอยู่จริง
 
           เมื่อมีเอกสารครบแล้ว เรื่องต่อไปก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะเดินทางไปต่างประเทศเพื่ออะไร  หากไปเพื่อประชุม  นอกจากเอกสารที่คุณต้องเตรียมไปแล้ว คุณควรตรวจสอบว่าการประชุมในสถานที่ที่คุณจะไป เราสมควรใส่ชุดเช่นไร หากเป็นการประชุมแบบทางการ สำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นสูทอย่างเดียว ผู้หญิงก็เป็นกระโปรงแบบสุภาพ  ยกเว้นบางแห่งเขาก็ให้นุ่งกางเกงได้  โดยไม่ถือว่าไม่สุภาพ 

           นอกจากนี้ยังต้องเตรียมชุดในกรณีมีงานเลี้ยงพิเศษอีกด้วย สำหรับผู้ไปเที่ยวเอง ก็เตรียมเพียงเครื่องแต่งกายที่ใส่สบายๆ และให้ถูกกาละเทศะก็พอ เพราะบางแห่งคล้ายๆ วัดพระแก้วบ้านเรา เขาห้ามนุ่งกางเกงขาสั้นเข้าไป  เช่น ศาสนสถานในเกาะบาหลี  ประเทศอินโดนีเซีย แต่เขาก็จะจัดผ้านุ่งให้เช่า  

           สำหรับรองเท้าที่ใส่ไปก็ควรเป็นประเภทใส่สบายๆ  ไม่จำเป็น อย่าใช้รองเท้าคู่ใหม่ที่ไม่เคยใส่ เพราะอาจจะกัดเท้าเรา จนเป็นแผล ทำให้เดินไม่สะดวก  อันที่จริงใส่รองเท้าผ้าใบดีที่สุด ข้อสำคัญควรตรวจสภาพลมฟ้าอากาศที่ที่เราจะไปเสียก่อน เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาที่จะทำให้เที่ยวไม่สนุกสภาพลมฟ้าอากาศของเมืองที่เราจะไป

            สามารถถามได้จากบริษัททัวร์ที่เราจอง หรือหากเล่นอินเตอร์เน็ตได้ ก็ตรวจสอบจากเวบต่างๆ ได้   เช่น  www.cnn.com  หรือ www.yahoo.com  เป็นต้น  ซึ่งชาวเน็ตคงรู้ดี การรู้สภาพภูมิอากาศล่วงหน้า จะทำให้สามารถจัดกระเป๋าได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องแบกเสื้อผ้ามากหรือน้อยไป เช่น หากรู้ว่ามีฝนเราก็สามารถเตรียมเสื้อฝนไปก่อน  หรือถ้ารู้ว่าหนาวก็หอบเสื้อหนาวไป 

            อย่างไรก็ดี ไม่ว่าอากาศร้อนหรือหนาว ก็ควรที่จะนำเสื้อคลุม ประเภทเสื้อผ้าร่ม  เสื้อสูทที่ไม่หนามากไปเผื่อด้วย  แม้แต่เวลาอยู่บนเครื่องบิน ก็ควรมีเสื้อกันหนาวกันไว้บ้าง  สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว  ต้องอย่าลืมจัดยาไปให้พร้อม  ส่วนยาสามัญประจำบ้านประเภทยาแก้ไข้  แก้ท้องเสีย  แก้เจ็บคอ แก้แพ้อากาศ ฯลฯ  ก็ควรพกติดตัวไปด้วยเช่นกัน ข้อสำคัญ  คุณผู้หญิงก็อย่าลืมของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นอย่าง ผ้าอนามัย เผื่อกรณีฉุกเฉิน แม้จะมิใช่ช่วงเวลาก็ตาม  เพราะหลายคนมักจะมาผิดเวลาตอนเดินทาง
 
           จัดเมื่อกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เรื่องต่อไปคือเรื่องเงินที่จะนำติดตัวไป  หากไปประเทศทางยุโรปและอเมริกา  การใช้เครดิตการ์ดจะสะดวกมาก แต่ก็ควรจะติดเงินสดไปด้วย  การแลกเงินสดสามารถแลกได้ตามธนาคาร หรือจุดแลกเงินที่สนามบินดอนเมือง หากประเทศที่เราจะไปมีเงินสกุลนั้นๆ ให้แลกในบ้านเรา ก็ควรแลกไปเลย  เช่น  ไปทางยุโรป ก็แลกเป็นเงินยูโรไป จีนแลกเป็นเงินหยวน 

            หากตามจุดแลกเงินไม่มีเงินสกุลที่เราจะซื้อไป  เราก็อาจแลกเป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ไปก่อน  เมื่อไปถึงประเทศเขา จึงค่อยหาที่แลกเงินเป็นเงินเขาอีกที และควรใช้ให้หมดก่อนออกประเทศนั้นๆ เพราะเมื่อนำกลับมา จะไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินเราได้  ดังนั้น เราก็ควรกะให้ดีว่าจะใช้มากน้อยเท่าไร  อย่าแลกมากจนเหลือกลับมาและใช้ประโยชน์ไม่ได้ 

           ส่วนพวกที่ใช้เครดิตการ์ดแม้จะสะดวก  แต่ก็ต้องระมัดระวังการใช้จ่าย อย่าจ่ายเพลินจนกลับมาเห็นบิล แล้วแทบเป็นลม  เพราะเขาจะคิดอัตราแลกเปลี่ยนตามแต่ละวันที่เราใช้  ดังนั้น  อัตราจึงขึ้นลงไม่แน่นอน  อ้อ! อย่าลืมพกเครื่องคิดเลขติดตัวไปด้วย เวลาซื้อของจะได้คำนวณกลับเป็นเงินของเราได้ถูก จะได้รู้ว่าควรซื้อหรือไม่ควรซื้อของอะไร  และยังใช้ต่อรองกับคนขายได้โดยไม่ต้องพูดกันก็ได้  เพราะต่างคนต่างจิ้ม(เครื่องคิดเลข) ต่อรองกัน  การแลกเงินนี้บางคนเขาก็มีแหล่งแลกที่เรียกว่าใต้ดิน หรือตลาดมืด  คือไม่ถูกกฎหมายเท่าไร แต่มักได้อัตราการแลกที่ดีกว่าธนาคาร  ซึ่งก็ต้องระวังเงินปลอมไว้ด้วย  ถ้าไม่รู้จักจริงๆ  อย่าเสี่ยงดีกว่า
 
           ปัจจุบันสนามบินดอนเมืองหรือท่าอากาศยานกรุงเทพ มี  2 สถานี  (Terminals) ดังนั้น  ก่อนถึงดอนเมือง เราต้องดูให้ดีเสียก่อนว่า สายการบินที่เราจะไปนั้น เขาให้เช็คอิน (check-in) ที่เทอร์มินัลไหน  หนึ่งหรือสอง โดยดูได้จากป้ายชื่อสายการบิน ที่ติดอยู่ระหว่างทางตอนขับเข้าไปในสนามบิน  เขาจะมีเขียนระบุไว้เลยว่าให้ไปเทอร์มินัลไหน

           ถ้าจะให้ดีก็โทรถามทัวร์หรือบริษัทการบินนั้นๆ  เพราะถ้าเราไปผิดสถานี เราจะต้องเข็นกระเป๋าไกล แม้ทางจะเชื่อมกันก็ตาม  ซึ่งตรงนี้สำคัญ เพราะในบางประเทศเขามีมากกว่า 2 เทอร์มินัล แบ่งเป็น A B C D ฯลฯ หากเราดูไม่ดี เราจะพลัดหลง และเสียเวลาจนอาจทำให้ตกเครื่องได้  เมื่อไปถึงก็ให้เราไปดูที่จอโทรทัศน์ที่เขียนว่า  ดีพาร์ทเจอร์ (departure)  เพื่อดูว่าเราต้องเช็คอินที่ช่องไหน (row)  และต้องไปขึ้นเครื่องที่ประตู (Gate)ใด  เพื่อว่าเมื่อเราเช็คอินแล้ว  จะได้เดินไปขึ้นเครื่องได้ถูกต้อง เพราะหากไปผิดประตู เราก็จะไปคนละประเทศทันที  

            ปกติเมื่อเราเช็คอินแล้ว เราจะได้ตั๋วเป็นแผ่นเดียวที่เรียกว่า “บอร์ดดิ้งพาส “(Boarding Pass) ในนั้นก็จะบอกประตูทางขึ้นเครื่องไว้เช่นกัน  รวมทั้งบอกเวลาที่เราจะต้องขึ้นเครื่องไว้ด้วย  ซึ่งเราก็ควรไปให้ตรงตามเวลา  ถ้าเราเข้าไปก่อนเวลานาน  เราก็จะมีเวลาเดินชมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่วางขายบริเวณ ร้านปลอดภาษีหรือที่เรียกว่าร้าน Duty Free  ซึ่งจะมีทุกสนามบิน ใครจะซื้ออะไรควรสืบราคาจากภายนอกมาก่อน เพื่อจะได้เทียบได้ แต่เท่าที่ทราบ จะค่อนข้างแพงอยู่แล้ว ยิ่งเป็นเที่ยวบินขาออกของแต่ละประเทศ ของมักจะแพง เพราะเขารู้ว่านักท่องเที่ยวจะจ่ายแบบทิ้งทวน เพื่อทิ้งเงินเศษที่เหลือเนื่องจากแลกกลับก็ไม่คุ้ม
 
           และในวันที่ 28 กันยายน 2549 รัฐบาลจะย้ายสนามบินดอนเมือง ไปอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งสนามบินจะเป็นอย่างไร ก็ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะไม่มีประสบการณ์ แต่ขั้นตอนต่างๆ ไม่น่าจะต่างกันเท่าไรนัก  ในการออกนอกประเทศของไทยเรา จะต้องเสียภาษีเดินทางหรือภาษีสนามบิน  คนละ  500  บาท (ซึ่งพอย้ายไปสุวรรณภูมิจะขึ้นหรือไม่ ก็ยังไม่ทราบ) โดยจะซื้อจากเครื่องอัตโนมัติ หรือจะซื้อจากเคาน์เตอร์ที่เขาจัดไว้ก็ได้ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ที่สนามบินตรวจก่อน ที่เราจะผ่านเข้าด่านไปตามประตูต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในตั๋วต่อไป

           สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ เมื่อเราเช็คอินที่เคาน์เตอร์สายการบินแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้เอกสาร ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือที่เรียกว่า ตม.แก่เรา เพื่อให้เรากรอกรายละเอียดการเข้าออกประเทศของเรา ซึ่งเมื่อกรอกแล้ว ตอนผ่านด่านฯ เจ้าหน้าที่จะเขียนวันเวลาที่เราออกนอกประเทศ  พร้อมประทับตราและเก็บส่วนหนึ่งไว้  อีกส่วนหนึ่ง เขาจะเย็บติดกับพาสปอร์ตของเรา ซึ่งส่วนนี้อย่าทำหายเด็ดขาด  เพราะตอนกลับเข้าประเทศเจ้าหน้าที่จะตรวจส่วนนี้

           หากหายจะมีปัญหาแน่นอน ชนิดเขาอาจจะไม่ยอมให้เข้าประเทศก็ได้  เพราะมันเป็นเอกสารแสดงการเข้าออกประเทศของเรา และเป็นการกันคนลักลอบเข้าเมือง  เช่นเดียวกับเอกสารเข้าเมือง ที่สายการบินที่เราโดยสาร จะแจกให้เราบนเครื่องก่อนร่อนลงประเทศใดๆ ก็เป็นเอกสารที่เราต้องกรอกแล้วต้องเก็บไว้ให้ดี  เพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ก่อนเข้าและออกประเทศที่เราจะเดินทางไป

           เพื่อความสะดวก เราอาจจะจดเลขพาสปอร์ต พร้อมวันเวลาที่ออก และวันหมดอายุไว้บนสติ๊กเกอร์ แล้วปะไว้ตรงปกพาสปอร์ต เวลาจะกรอกอะไรจะได้ดูได้สะดวก ไม่ต้องเปิดดูข้างในตลอดเวลา บางคนก็รอบคอบโดยสำเนาพาสปอร์ตไว้อีกชุด เผื่อหายจะได้มีข้อมูลแจ้งได้ แต่ที่สำคัญคือ ต้องเก็บสำเนาไว้คนละที่กับพาสปอร์ตด้วย ไม่งั้นหายพร้อมกัน สำเนาไว้ก็ไม่มีประโยชน์
 
           อีกสิ่งหนึ่งที่คนจะไปนอกควรทำไว้ คือบัตรสมาชิกของสายการบินต่างๆ
 เช่น การบินไทยก็จะเป็นบัตรรอยัลออร์คิดพลัส (Royal  Orchid Plus), สายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค ก็จะเป็นเอเชียไมล์ (Asia  Miles)  เป็นต้น  ซึ่งการสมัครเป็นสมาชิกนี้ จะทำให้เราได้สิทธิพิเศษหลายอย่าง เช่น ได้น้ำหนักกระเป๋าเพิ่มเวลาขึ้นเครื่อง หรือสามารถสะสมไมล์ เพื่อการบินฟรีในอนาคตได้ ฯลฯ การทำบัตรสมาชิก

           หากไม่สามารถทำล่วงหน้าได้  ก็อาจจะทำบนเครื่องได้เลย โดยขอจากแอร์โฮสเตส หรือสจ๊วตของสายการบินนั้นๆ บางสายการบินเขาก็ร่วมกับสายการบินอื่นๆ  เช่น สมัครเป็นสมาชิกของการบินไทย  ก็จะครอบคลุมถึงการเป็นสมาชิกสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ SAS LUFTHANSA ไปด้วย  และเมื่อเป็นสมาชิกแล้ว  เวลาไปซื้อตั๋วสายการบินใด ก็อย่าลืมให้เขาบันทึกเบอร์สมาชิก เพื่อสะสมไมล์ไว้ด้วย 
 
           เมื่อเดินทางไปถึงประเทศใดๆ ก็ตามที่เป็นจุดหมายปลายทาง เวลาออกจากเครื่อง ก็ให้เดินตามเครื่องหมายที่เขียนว่า  IMMIGRATION หรือด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้นๆ เพื่อไปให้เขาประทับตราเข้าประเทศของเขา โดยเจ้าหน้าที่อาจจะซักถามนิดหน่อยว่ามาทำไม อยู่นานแค่ไหน จากนั้นก็จะประทับตราให้ว่า ให้เราอยู่ได้กี่วัน  ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเวลาสิบกว่าวันขึ้นไป

           เมื่อผ่านด่านนี้แล้ว ก็ให้เดินไปรอรับกระเป๋าเดินทาง ของเราได้ที่สายพาน โดยให้เดินตามเครื่องหมายที่เขียนว่า LUGGAGE /BAGGAGE CLAIM  ซึ่งเราก็ต้องดูด้วยว่าสายพานที่ว่านี้  เป็นสายพานเที่ยวบินของเราหรือเปล่าซึ่งเขาจะมีจอโทรทัศน์บอกว่า สายพานที่เท่าไรเป็นสายพานกระเป๋าของสายการบินไหน  เที่ยวบินที่เท่าไร เช่น  TG 222  ต้องรับกระเป๋าที่สายพานหมายเลข 5  เป็นต้น

            ตรงนี้ต้องดูให้ดีเช่นกัน มิฉะนั้น จะหากระเป๋าเราไม่เจอ บริเวณสายพานมักจะมีบริการรถเข็นกระเป๋า (TROLLEY)  ถ้าเป็นบ้านเราเขาจะให้ฟรี  แต่ในหลายๆ ประเทศ  เขาจะใช้วิธีหยอดเหรียญคิดเงิน แต่เมื่อไปคืนรถ  เขาก็คืนเงินให้ บางแห่งก็ให้เช่า และคืนเงินให้ครึ่งหนึ่ง เมื่อเราไปคืนที่จุดคืนรถ ก็แล้วแต่ว่าประเทศไหนจะเป็นอย่างไร บางประเทศก็มีคนรับจ้างเข็นไม่ต้องเข็นเอง เมื่อเข็นออกมาแล้ว ก็เป็นเรื่องของแต่ละคนว่าจะไปไหนต่อ  ถ้าเป็นทัวร์เขาก็จัดรถมารับ หรือถ้าเราไปประชุม  ผู้จัดก็มักจัดคนและรถมารับ แต่ถ้าไปเองแบบพวก Backpager ก็อาจจะไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ เช่ารถหรือไปถามตรงที่เขาเขียนว่า Information เพื่อหาทางไปต่อรถโดยสารสาธารณะก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่พวกนี้ มักศึกษาเส้นทางล่วงหน้าก่อนเดินทางไปอยู่แล้

           ในกรณีที่จุดหมายปลายทางของเราไม่ใช่ประเทศนั้นๆ แต่ต้องไปแวะก่อนไปต่อเครื่อง เราก็จะต้องไปรอบริเวณที่เรียกว่า Transit  เพื่อขึ้นเครื่องอื่นต่อไป ซึ่งตอนเช็คอินเขาก็จะให้บอร์ดดิ้งพาสมาตามระยะทางที่เราต้องต่อเครื่อง สมมุติเช่น เราจะบินไปอเมริกา เราก็จะได้ตั๋วกรุงเทพฯ ถึงสนามบินนาริตะ 1 ใบ  และจากนาริตะไปเมืองบอสตัน หรือเมืองอื่นๆ ในอเมริกาตามจุดหมายปลายทางอีกใบ  รวมได้บอร์ดดิ้งพาส  2 ใบ  เป็นต้น  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสายการบิน ที่เราไปด้วยว่าเขาจะแวะที่ใดบ้าง ก่อนถึงจุดหมายปลายทาง  แต่ถ้าระยะใกล้ก็มักบินรวดเดียวถึง

           ในการไปต่างประเทศ ไม่ว่าเราจะไปโดยส่วนตัว ไปเที่ยว ไปประชุม สิ่งหนึ่งที่เราควรจะระลึกไว้อยู่เสมอก็คือ เราไปในฐานะคนไทยคนหนึ่ง  ดังนั้น เวลาจะทำอะไร เราควรต้องคำนึงถึงหน้าตาของประเทศชาติไว้ด้วย อย่าได้ไปทำอะไร ที่จะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่ประเทศเราเป็นดีที่สุด บางคนอาจจะทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ไปหยอดเหรียญโทรศัพท์ในบ้านเมืองอื่น โดยใช้เหรียญบาทของเราเพราะขนาดเท่ากัน คิดว่าไม่เป็นไรหรือคิดว่าเราฉลาดกว่า 

           แต่จริงๆ แล้ว  เหรียญเราก็จะประจานความไม่ซื่อสัตย์ของเรา เวลาเขาด่าเรา เขาก็จะเหมารวมว่าคนไทยขี้โกง เขาจะไม่ว่าเราเป็นคนๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การดูถูกประเทศเรา และก่อให้เกิดปัญหาแก่คนอื่นๆ ที่จะเดินทางไปประเทศนั้นๆ ในอนาคตได้ จึงควรระวังไว้ด้วย  อย่าคิดทำอะไรด้วยความสนุก หรือคึกคะนองแต่เพียงอย่างเดียว
 
           สำหรับคนที่ไม่เคยเดินทาง การแต่งตัวเพื่อขึ้นเครื่อง ขอแนะนำว่าควรใส่เสื้อผ้าที่สบายๆ โดยเฉพาะหากต้องเดินทางเป็นเวลานาน อย่างไปยุโรปหรืออเมริกา ซึ่งต้องใช้เวลาอยู่บนเครื่องตั้งแต่ 10 ชั่วโมงขึ้นไป ควรหาชุดที่สวมใส่สบายๆ แต่ก็อย่าให้ลำลองมากจนน่าเกลียด และหากเป็นคนที่มักเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ตอนเช็คอิน เราควรขอที่นั่งใกล้ทางเดินที่เรียกว่า  ไอเซิล (Aisle)  เพราะจะสะดวกในการเข้าออกกว่า  มิฉะนั้น  หากโชคร้ายเจอคนนั่งข้างๆ ที่ตัวขนาดน้องๆ ช้างแล้ว  กว่าจะเข้าออกได้แต่ละทีจะลำบากมาก จนบางครั้งอาจทำเอาไม่อยากลุกไปไหนเลยทีเดียว 

           แต่ถ้าไม่มีปัญหาที่ว่า  ก็น่าเลือกที่นั่งข้างหน้าต่างไว้  เพราะตอนที่เครื่องร่อนลง เราจะได้เห็นวิวของประเทศนั้นๆ นอกจากนี้ การเดินทางไกลๆ เราควรจะเตรียมสบู่ยาสีฟันชุดเล็ก ไว้ในกระเป๋าที่ถือขี้นเครื่องที่เรียกว่า  Hand  Bag ไว้ด้วย เพราะต้องบินข้ามวันข้ามคืน และกินอาหารหลายมื้อ หากไม่ล้างหน้าแปรงฟันบ้าง มีหวังเหม็นขี้ฟันตัวเองแย่

           สำหรับอาหารบนเครื่อง หากมิใช่พวกกินมังสวิรัติไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเขาจะมีให้เลือกอย่างน้อยก็สองอย่าง เช่น อาหารประเภทปลาหรือไก่หรือเนื้อ  แต่หากกินมังสวิรัติ  ควรแจ้งสายการบินให้ทราบ ตั้งแต่ตอนซื้อตั๋วเลย เพื่อเขาจะได้จัดเตรียมให้เราก่อนได้ และหากเราไม่ใช่พวกเศรษฐี มีเงินพอจะนั่งชั้น First class หรือ Bussiness  class ได้แล้ว  ระหว่างบินข้ามประเทศ  ก็ควรลุกขึ้น เดินยืดเส้นยืดสาย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และให้เลือดลมเดินสะดวกด้วย 

           มิฉะนั้น  อาจจะมีผลต่อสุขภาพในภายหลัง (หลังๆ สายการบินต่างๆ มักมีวิดีโอสาธิตการออกกำลังกายขณะนั่งเครื่อง ให้ทำตาม ก็ลองทำตามเขาดู) เวลาอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะไปท่องเที่ยว  เอกสารสำคัญอย่างพาสปอร์ต  ตั๋วเครื่องบิน เครดิตการ์ด  หรือเงินสดต้องเก็บไว้ให้ดี  ไม่จำเป็นอย่าเก็บไว้ในโรงแรมที่พัก ควรพกติดตัวไว้ตลอด 

          กรณีเงินสดควรแยกเก็บเป็นหลายๆ กระเป๋า  เผื่อหายจะได้ไม่หมดตัว  และแต่ละวันอาจจะจัดเงิน และเครดิตการ์ดใส่กระเป๋าเล็กที่หยิบสะดวก และเก็บส่วนที่เหลือไว้ให้มิดชิดสักหน่อย  อย่าหยิบเงินให้เห็นเป็นฟ่อน จะเป็นการยั่วโจรโดยไม่รู้ตัว  เพราะไม่ว่าประเทศไหนๆ ในโลก  ก็มีทั้งคนดีและไม่ดี 

          ดังนั้น เวลาออกไปไหนๆ ก็ควรจะระมัดระวังตัวเองไว้ก่อน  อย่าพกอะไรรกรุงรัง  โดยเฉพาะหากเป็นคนขี้ลืม ควรจะเอาเป้หรือกระเป๋าที่จุได้แยะหน่อย  จะได้ใส่ทุกอย่างไว้ที่เดียวกันหมด (ยกเงินกับเอกสารสำคัญ ที่ต้องแยกเก็บให้ดี อาจไว้ในซอกกระเป๋าด้านใน)  และที่เมืองนอก น้ำเปล่ามักราคาแพง เราก็อาจเก็บขวดที่ซื้อครั้งแรก ไว้ใช้เติมน้ำกินจากที่พัก เพื่อใช้ดื่มในวันต่อไปก็จะประหยัดไปได้มากพอควร

         ถ้าเป็นคนที่ชอบถูกถ่ายรูป ขอแนะนำให้ใส่เสื้อผ้าสีสดๆ เช่น สีแดง เหลือง หรือสีช็อกกิ้งพิ้ง เพราะภาพออกมาคุณจะเด่นมาก แต่ถึงแม้จะไม่ได้ชอบถ่ายภาพ อย่างน้อยหมวกหรือผ้าพันคอก็ควรจะมีสีสด  มิเช่นนั้น  เวลารูปออกมาแล้ว คุณจะกลืนไปธรรมชาติหรือวัตถุที่ถ่าย จนมองไม่เห็นว่าคุณอยู่ตรงไหน  ยิ่งสมัยนี้กล้องเป็นระบบดิจิตอล  ถ่ายแล้วเลือกได้ ยิ่งสบาย ไม่ชอบใจก็ดีลีททิ้งถ่ายใหม่ได้

         ข้อสำคัญอย่าลืมเอาถ่านสำรอง หรือแบตเตอรี่ไปด้วย  เพราะถ้าอากาศเย็น ถ่านกล้องจะหมดเร็ว  พูดถึงอากาศเย็นหรือหนาว เวลาอยู่เมืองนอก เราสามารถใส่กางเกงซ้ำได้หลายวัน โดยไม่ต้องเปลี่ยนเลย เพราะอากาศเขาจะแห้งทำให้เราไม่มีเหงื่อ เสื้อผ้าจะไม่มีกลิ่นเร็วเหมือนอากาศร้อนบ้านเรา  ดังนั้น  ถ้าอากาศเย็น เราไม่จำเป็นต้องเตรียมกางเกงไปมาก เอาแต่เสื้อและพวกชั้นในไปมากหน่อยเพื่อเปลี่ยนก็พอ ส่วนเรื่องภาษา ถ้าไปทัวร์ก็ไม่ค่อยมีปัญหา มีไกด์พอช่วยได้ แต่ถ้าประเภทเที่ยวเองอย่างแบกเป้ อย่างน้อยควรพูด ฟัง อ่านออกได้พอสมควร พูดเองไม่ได้  ก็ควรมีเพื่อนที่พอพึ่งได้ไปด้วย จะได้ไม่ลำบากมาก  แต่เอาเข้าจริง ภาษาใบ้หรือภาษาท่าทางก็ใช้ได้เกือบทั่วโลกแหละ 

          ที่กล่าวทั้งหมดเป็นข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ในการเดินทางไปต่างประเทศ สำหรับผู้ที่ไม่เคยไปมาก่อน โดยเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวอย่างที่บอกข้างต้น  ซึ่งรายละเอียดในบางประเทศอาจจะต่างออกไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่พ้นที่กล่าวมาแล้ว ถ้ามีโอกาสเห็นว่าคนเราน่าจะได้ไปต่างประเทศสักครั้งในชีวิต  เพราะการได้ไปท่องเที่ยวในต่างแดน ไม่ว่าใกล้หรือไกล

          นอกจากจะเป็นประสบการณ์ที่มีค่าแล้ว  ยังทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ อีกมากมาย เรียกว่ารู้เขารู้เรามากขึ้น  ข้อสำคัญมันทำให้เราฉลาดขึ้น ใจกว้างและยอมรับคนอื่นได้มากขึ้น  อีกทั้งการได้สัมผัสของจริง  จะทำให้โลกทัศน์เรากว้างขึ้น และยิ่งได้เดินทางมากเท่าไร  เชื่อไหมว่ากลับมาทีไร  รักเมืองไทยมากขึ้นทุกที  เพราะเมืองไหนๆ ในโลกก็สู้บ้านเราไม่ได้หรอก 

 
ข้อมูลและภาพประกอบจาก

เรื่องอื่นๆ
  1. RS ไม่เอาฝ้าย !!!
  2. อันดับมหาวิทยาลัยไทย ปี 48
  3. ลูกเชีอดโหดพ่อ “คว้านอก – ควักหัวใจ” อ้างผีไก่เข้าสิง
  4. My Super Ex-Girlfriend : กิ๊กเก่าผม เธอเป็นยอดมนุษย์
  5. ชุดขาวส่ง "โล้นโด้" กลับอินเตอร์! แลกอาเดรียโน
  6. "ภูริ-แอน" ความสัมพันธ์รุดหน้ารับงานคู่แต่ยังไม่เรียก "แฟน"
  7. Season change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
  8. เที่ยวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อำเภอคุระบุรี จ.พังงา
  9. คนแห่ "พระกรุถ้ำเสือ" พิสูจน์ภาพถ่ายปริศนา
  10. จำคุกหนุ่มออสซี่เล่นพิเรนทร์ ปั่นทารกในเครื่องปั่นผ้า

เรื่องน่าสนใจ